ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1747 ใครกันที่เร่ร่อนใต้แสงดาว
บทที่ 1747 ใครกันที่เร่ร่อนใต้แสงดาว
“ปกติผมมักจะมีดวงเรื่องการพนันอยู่แล้ว”
ชายที่มี ID ว่า ‘เจ้าแห่งการพนัน’ กล่าวแบบนั้น แน่นอนว่ามันนำมาซึ่งเสียงหัวเราะอีกระลอก
คนที่มาแทงพนันส่วนใหญ่เป็นนักพนันเก่า พอเห็นการแต่งตัวที่สะอาดสะอ้านและหน้าตาของชายคนนี้ ก็รู้ว่าเขาเป็นมือใหม่ที่มาลองของ พวกนักพนันจึงเริ่มสอน ‘ประสบการณ์การชนะ’ ของตน
“น้องชาย ถ้าอยากจะลองดวง แต่ไม่อยากแทงคนที่อัตราต่อรองต่ำแต่ชนะแน่ ๆ นายลองไปแทงพวกที่มี ID แปลก ๆ ดูสิ บางทีอาจจะมีฝีมือดี ๆ ซ่อนอยู่ก็ได้”
“โชคชะตาสำคัญจริง แต่ในการประลองยุทธ์พันดารา พลังฝีมือสำคัญที่สุด”
“นายยังหนุ่มแต่มาเข้าร่วมแข่งขัน คงมีฝีมือไม่ใช่น้อย แต่พ่อหนุ่มเอ๋ย ครั้งนี้มันไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้วนะ…”
“…”
“เงินของเขา จะแทงใครก็เรื่องของเขา พวกคุณเกี่ยวอะไรด้วย?”
พนักงานโต๊ะพนันไม่ให้โอกาส ‘เจ้าแห่งการพนัน’ เปลี่ยนใจ รีบเก็บกล่องกลไกและเริ่มจดบันทึกอย่างรวดเร็ว
“ทุกการแข่งขันมักจะมีม้ามืดชนะได้ไม่ใช่เหรอ? ถ้าเกิดม้ามืดชนะขึ้นมา ลูกค้าท่านนี้ก็รวยเลยไม่ใช่เหรอไง?”
“ต่อให้เป็นฝีมือที่เหนือกว่าขนาดไหน ก็ไม่มีทางเป็นม้ามืดได้หรอก” คนที่ต่อแถวซื้อโต้กลับ
“การประลองยุทธ์พันดาราไม่ใช่เกมที่ต้องอาศัยดวง โอกาสเดียวที่ต้องพึ่งดวงก็คือการจับคู่สุ่มคู่ต่อสู้เท่านั้น
และยังมีกลไกป้องกันอยู่ด้วย แม้ว่าคนที่แข็งแกร่งอันดับสองจะพ่ายแพ้ให้กับคนที่แข็งแกร่งอันดับหนึ่งไปหนึ่งครั้ง แต่ถ้าเขาชนะทุกแมตช์หลังจากนั้น ก็ยังสามารถเดินหน้าต่อไปได้”
“ขอบคุณนะครับ”
เจ้าแห่งการพนันกล่าวขอบคุณกับคนที่ให้คำแนะนำ แล้วหมุนตัวเดินออกไปข้างนอก
มีคนพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ย รากับอยากจะเย้ยหยันเด็กที่เขามองว่าใช้เงินฟุ่มเฟือย
“เฮ้ น้องชาย นายเดิมพันแบบนี้มันไม่สะใจหรอก ลองเอาทรัพย์สินทั้งหมดที่มีมาลงเดิมพันเลยสิ ถ้าจะเล่นก็ต้องเล่นใหญ่ ๆ”
“ไม่ละครับ เสียดาย” เจ้าแห่งการพนันลูบแหวนหญ้าที่นิ้วนางข้างซ้าย แล้วยิ้มอย่างอ่อนโยนพลางกล่าว
“แต่ขอบคุณสำหรับคำแนะนำนะครับ”
คนที่เยาะเย้ยชะงักไป แล้วแค่นหัวเราะเบา ๆ โดยไม่พูดอะไรอีก
ในบ่อนการพนันมีคนประหลาด ๆ มากมาย แต่ชายที่ใช้ไอดี ‘เจ้าแห่งการพนัน’ คนนี้กลับเป็นคนที่ประหลาดที่สุดที่เขาเคยเห็นมาตลอดหลายปี
ในสายตาเขา คนอื่น ๆ ล้วนมีเงาของนักพนันติดตัวมากบ้างน้อยบ้าง แต่มีเพียงชายคนนี้ ที่แม้จะใช้ชื่อว่าเจ้าแห่งการพนัน แต่กลับไม่เห็นร่องรอยของการติดการพนันเลยแม้แต่น้อย นิสัยแบบนี้ไม่เหมือนนักพนันเก่าเลยสักนิด
เจ้าแห่งการพนันค่อย ๆ เดินออกไปข้างนอก บนตัวเขามีกลิ่นอายของความสงบนิ่งอยู่ตลอดเวลา ราวกับว่าเขาผ่านโลกมามาก จนไม่มีสิ่งภายนอกใด ๆ สามารถรบกวนจิตใจเขาได้อีกแล้ว
เขามองขึ้นไปบนท้องฟ้าเวลากลางคืนที่มีหมอกสีเทาปกคลุม แสงดาวบนท้องฟ้านี้ช่างดูหม่นหมองกว่าที่เคยเห็นในยามค่ำคืนที่บ้านเกิดมากนัก
ท้องฟ้ายามค่ำที่บ้านเกิด แม้ดวงดาวจะมีน้อย แต่กลับส่องแสงสว่างไสว
ความเศร้าจากการพลัดพรากคือแผลในใจ การเดินทางใต้แสงจันทร์และดวงดาวคือการระเหเร่ร่อนของเขา
อ้อ ใช่แล้ว ยังมีจ้าวอู่เจียง…
จ้าวอู่เจียงก็กำลังระเหเร่ร่อนเช่นกัน
พวกเขาต่างกำลังระเหเร่ร่อนในแดนไกล
“แล้วพบกันในการประลองยุทธ์พันดารา…”
เจ้าแห่งการพนันจ้องมองดวงดาวดวงหนึ่ง บนดวงดาวดวงนั้นมีคนคุ้นเคยอาศัยอยู่
—
“คุณรู้จักคนนี้เหรอ?” สุ่ยปิงเอ๋อร์โน้มตัวเข้าหาจ้าวอู่เจียงสัมผัสได้ถึงความผิดปกติในทันที
“เสี่ยวฮวา? ผู้ชายตัวโตแท้ ๆ แต่ตั้งชื่อว่าเสี่ยวฮวา?”
“คนคุ้นเคยน่ะ” จ้าวอู่เจียงยิ้มที่มุมปาก พลางพลิกดูข้อมูลของเจ้าแห่งการพนัน
ข้อมูลมีน้อยมาก ไม่มีแม้แต่อาชีพ มีแค่ที่พักชั่วคราวเท่านั้น
“ก็ได้… จริง ๆ แล้ว… ชื่อเสี่ยวฮวาก็ฟังดูไพเราะดีนะ” สุ่ยปิงเอ๋อร์รีบพูดเสริมหลังจากได้ยินคำตอบของจ้าวอู่เจียง
เมื่อรู้ว่าเป็นคนคนคุ้ยของจ้าวอู่เจียง เธอก็เลยไม่ล้อเล่นอีก
“อย่าดูเลย พรุ่งนี้ค่อยดูก็ได้ คนเยอะขนาดนี้ ดูทั้งหมดนี่ จะเสร็จกี่โมงกัน” สุ่ยปิงเอ๋อร์กลอกตาไปมา
“มาดูฉันดีกว่า… นะ…”
“ทุกรอบเป็นการแข่งตัวต่อตัว แล้วค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปใช่ไหม?” จ้าวอู่เจียงวางรายชื่อลงจริง ๆ แล้วหันไปมองสุ่ยปิงเอ๋อร์
สุ่ยปิงเอ๋อร์เขยิบใบหน้าเข้าใกล้
“ใช่แล้ว มันเป็นการแข่งขันศิลปะการต่อสู้นี่นา ในเมื่อยึดความเก่งกาจเป็นหลัก ก็จับฉลากคู่ต่อสู้ จับได้ใครก็ต้องสู้กับคนนั้น แต่ละคนมีโอกาสฟื้นคืนชีพหนึ่งครั้ง ถ้าชนะติดต่อกันสามครั้งก็จะได้โอกาสฟื้นคืนชีพอีกรอบ เป็นการพยายามทำให้ยุติธรรมที่สุดน่ะ”
“เคยมีการเปลี่ยนกฎตอนใกล้แข่งไหม?” จ้าวอู่เจียงถามต่อ
“มีนะ แต่น้อยมาก โดยพื้นฐานแล้วกฎถูกทำให้สมบูรณ์มาหลายปีแล้ว ไม่มีกฎอะไรที่จะเปลี่ยนได้อีก…”
สุ่ยปิงเอ๋อร์อยากจะจูบ แต่จ้าวอู่เจียงกลับกดริมฝีปากแดงของเธอไว้ เธอครางฮึดฮัดเบา ๆ แล้วหันหน้าหนี มุดเข้าไปในผ้าห่ม ไม่พูดอะไรอีก
จ้าวอู่เจียงครุ่นคิดอย่างจริงจัง
“ดูท่าครั้งนี้อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่…”
“อ้อ…” สุ่ยปิงเอ๋อร์ตอบรับเบา ๆ
“ครั้งสุดท้าย”
จ้าวอู่เจียงทำหน้าเคร่ง แล้วมุดเข้าไปในผ้าห่ม เขายกขาของสุ่ยปิงเอ๋อร์ขึ้นข้างหนึ่ง
สุ่ยปิงเอ๋อร์เอียงหน้าหลบ บนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ได้ใจหลังจากจ้าวอู่เจียงยอมประนีประนอม เธอยังคงต่อรองราคาต่อไป
“งั้นนานหน่อยนะ…”
จ้าวอู่เจียงปล่อยขาขาวผ่องของสุ่ยปิงเอ๋อร์ลง แล้วถอยร่างออกมา
“เอ๊ะ เอ๊ะ…” สุ่ยปิงเอ๋อร์ทำปากยู่ เมื่อเห็นว่าจ้าวอู่เจียงไม่เห็นด้วย เธอจึงเปลี่ยนคำพูดว่า
“งั้นแรงหน่อย…”