ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1767 การเวียนว่ายตายเกิด
บทที่ 1767 การเวียนว่ายตายเกิด
“งั้นก็ตายซะ!” อวี้ปิ่งเอินตะโกนด้วยความโกรธ ขณะที่ศีรษะของเขากำลังแตกออก ขวดแก้วใบเล็กขนาดเท่านิ้วก้อยลอยออกมาจากร่างของเขา บนขวดมีแผ่นติดฉลากต่าง ๆ อยู่
ของเหลวในขวดใสไร้สี
เป็นแค่ขวดแก้วเล็ก ๆ ธรรมดา ๆ ใบนี้ แต่พอถูกนำออกมาจ้าวอู่เจียงกลับรู้สึกใจสั่นอย่างประหลาด
ขวดเล็กทนความร้อนของไฟบรรลัยกัลป์แห่งเทพเพลิงไม่ไหวจึงแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
“ตายซะเถอะ!” อวี้ปิ่งเอินครางด้วยสีหน้าอาฆาตแค้น ของเหลวในขวดระเหยกลายเป็นไอในกองเพลิง ไอบางส่วนพุ่งเข้าหาจ้าวอู่เจียงและตัวเขาเอง ทำให้เขาจำต้องสูดดมเข้าไปบ้าง ทันใดนั้นความเจ็บปวดรุนแรงจนน่าสะพรึงกลัวก็แล่นไปทั่วร่าง
จ้าวอู่เจียงหยุดดูดกลืนพลังทันทีที่ขวดแตกและพยายามป้องกันไอระเหยของของเหลว
แต่ของเหลวที่กลายเป็นไอผสานกับเปลวไฟ ทำให้เขาเผลอสูดดมเข้าไปเล็กน้อย
ตอนแรกเขาไม่มีปฏิกิริยาอะไร ไม่มีความผิดปกติใด ๆ แต่ผ่านไปแค่เพียงสองลมหายใจ เสียงอื้ออึงก็ดังขึ้นในสมองของเขาอย่างรุนแรงจนแก้วหูแทบจะแตก
หัวใจของเขาเต้นรัวขึ้น เลือดพุ่งออกจากจมูกและปาก เป็นเลือดสีดำใสเหมือนน้ำหมึกจาง ไหลทะลักออกมาไม่หยุด ห้ามเท่าไรก็ห้ามไม่อยู่
“ไม่ใช่พิษนี่?”
ในฐานะแพทย์ จ้าวอู่เจียงรู้ทันทีว่าของเหลวในขวดเล็กนี้ไม่ใช่ยาพิษ และไม่ใช่น้ำยาวิวัฒนาการ แต่มันทั้งคุ้นเคยและน่าพิศวง กำลังทำลายทุกสิ่งในร่างกายของเขาอย่างบ้าคลั่ง
“ฮ่า ๆ …” อวี้ปิ่งเอินหัวเราะด้วยความสะใจเมื่อเห็นเลือดสีดำคล้ายหมึกไหลออกจากจมูกของจ้าวอู่เจียง แม้ว่าตัวเขาเองก็กำลังอดทนความเจ็บปวดอยู่ก็ตาม
สุดท้ายในการต่อสู้ครั้งนี้เขาก็เป็นผู้ชนะ ขวดเล็กลึกลับใบนี้แต่เดิมเขาไม่เคยคิดจะใช้มันเลย เพราะถ้าเปิดเผยออกไป ไม่ใช่แค่เขา แต่คนที่อยู่เบื้องหลังเขาอีกมากมายก็จะต้องเดือดร้อนไปด้วย
แต่เมื่อครู่เขาตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต จึงจำเป็นต้องใช้มัน
โชคดีที่สนามประลองแห่งนี้ถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงสีดำที่ลุกโชน เผาไหม้จนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว สามารถบดบังสายตาของผู้ชมได้
ก่อนที่ทะเลเพลิงจะดับมอดลง ผู้ชมจะไม่สามารถเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในได้
เขาหายใจหอบหนัก ศีรษะก็มีเลือดไหล ทว่าเลือดที่ไหลออกมาไม่ได้เป็นสีดำแต่เป็นสีแดงสด
ของเหลวในขวดเล็กใบนี้จะได้ผลกับคนบางคนเท่านั้น เขาได้เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าเรียบร้อยแล้ว ของเหลวนี้สามารถทำร้ายเขาได้ก็จริง แต่ไม่สามารถฆ่าเขาได้
สำหรับจ้าวอู่เจียง ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนจากการดูถูกในตอนแรกเป็นความตกตะลึง และจากความตกตะลึงกลายเป็นความหวาดกลัว ชายผู้ไร้ชื่อเสียงคนนี้ทำให้จิตใจเขาเกิดความหวาดระแวงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
แข็งแกร่งและประหลาดเกินไปแล้ว!
จ้าวอู่เจียงดูธรรมดาสามัญ สิ่งพิเศษเพียงอย่างเดียวคือรูปโฉมที่งดงามและบุคลิกที่ชวนหลงใหล นอกนั้นไม่มีอะไรเลย
แต่จ้าวอู่เจียงที่ดูธรรมดาคนนี้ การโจมตีด้วยการเตะเมื่อครู่ทำให้เขาจดจำได้ไม่มีวันลืม พละกำลังอันแข็งแกร่งนั้น ในฐานะนักพัฒนาร่างกายในหมู่ผู้บำเพ็ญโบราณ หากพูดถึงความสามารถด้านการฝึกฝนร่างกาย เขาถือว่ามีชื่อเสียงในหมู่ผู้บำเพ็ญโบราณทั่วทั้งอาณาเขตพันดารา
ขณะเดียวกันเขาก็ได้รับพลังเทพที่หลงเหลือจากแขนขวาของเทพเพลิงฮิฟีสตัส ฝึกฝนร่างกายในเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์ทุกวัน แต่กระนั้นก็ยังถูกจ้าวอู่เจียงเตะทะลุการป้องกันในจังหวะที่ไม่ทันตั้งตัว
ตามที่คาด ร่างกายของจ้าวอู่เจียงไม่ได้ผอมบางอย่างที่เห็นภายนอก แต่แข็งแกร่งจนน่าขนลุก ไม่ว่าจะคิดอย่างไร เขาก็คิดไม่ออกว่าจ้าวอู่เจียงฝึกฝนอย่างไรถึงแข็งแกร่งได้ถึงขนาดนี้
นี่เป็นเพียงหนึ่งในจุดที่ทำให้เขาต้องระวังจ้าวอู่เจียง
ความแข็งแกร่งของจ้าวอู่เจียงเกินความคาดหมายของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ทั้งวิชาตัวเบาอันน่าพิศวง พละกำลังที่สามารถจับกุมเขาได้ แม้แต่เมื่อถูกไฟบรรลัยกัลป์ของเทพเพลิงกลืนกิน ก็ยังปลอดภัยและหลุดรอดออกมาได้
เหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เขาตระหนักว่าจ้าวอู่เจียงไม่ใช่แค่อัจฉริยะธรรมดาอีกต่อไป แต่เทียบชั้นได้กับทายาทเทพเจ้า
แม้แต่ทายาทเทพเจ้าก็ยังไม่น่าทึ่งเท่าจ้าวอู่เจียง เพราะความแข็งแกร่งของทายาทเทพเจ้าส่วนใหญ่มาจากสายเลือดอันสูงส่ง แต่จ้าวอู่เจียงไม่ใช่นักพรตโบราณที่อาศัยสายเลือด
ไม่พึ่งสายเลือด ไม่พึ่งพลังเทคโนโลยีอันทรงพลัง ใช้เพียงพลังของตัวเอง ทำลายจินตนาการที่เขามีต่อระดับไร้เทียมทานจนหมดสิ้น แม้แต่ขั้นตัวตนที่แท้จริงซึ่งเป็นขั้นแรกของระดับมหามรรคาสามภพก็ยังให้ความรู้สึกกดดันน้อยกว่าจ้าวอู่เจียงในตอนนี้
ดังนั้นจ้าวอู่เจียงต้องตาย!
ไม่ใช่แค่เพื่อชีวิตของตัวเอง แต่เพื่อกำจัดศัตรูที่น่ากลัวในอนาคตด้วย
อวี้ปิ่งเอินจ้องมองความเคลื่อนไหวทุกอย่างของจ้าวอู่เจียงอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่กล้าแม้แต่จะกะพริบตา
เขารู้ว่าจ้าวอู่เจียงต้องตายแน่นอน ตอนนี้นอกจากผู้ยิ่งใหญ่ขั้นสูงสุดของนักพรตโบราณระดับสามภพหรือผู้วิวัฒนาการสุดยอดที่มีความสามารถพิเศษไร้เทียมทาน รวมถึงเทพเจ้าแล้ว ไม่มีผู้ใดในสายวิถีตะวันออกที่จะรอดชีวิตได้หลังจากถูกของเหลวในขวดเล็กนี้ปนเปื้อน
หากไม่ใช่เพราะเขามียาแก้พิเศษติดตัวมาแต่แรก วันนี้เขาก็คงตายภายใต้การทำลายล้างของของเหลวนี้เช่นกัน
แม้เขาจะรู้ดีว่าจ้าวอู่เจียงต้องตายแน่ แต่เขาก็ไม่กล้าประมาท เพราะเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้เขาหวาดกลัว
เขากลัวจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน กลัวว่าจ้าวอู่เจียงจะมีโอกาสสักหนึ่งในล้านที่จะเป็นทายาทเทพเจ้า หรือเป็นเทพเจ้าเสียเอง
จ้าวอู่เจียงเช็ดเลือดกำเดาที่ไหล มือเปื้อนคราบเลือดสีดำใสเหมือนน้ำหมึก
เขาไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกแล้ว รู้สึกเพียงแต่พลังชีวิตในร่างกายกำลังรั่วไหลออกไปอย่างรวดเร็ว มีพลังบางอย่างที่ไม่อาจต้านทานได้กำลังบังคับให้กระแสพลังลบบางสิ่งบางอย่างในร่างกายของเขา ทำให้ชีวิตของเขาไม่มีที่ยึดเหนี่ยว ได้แต่ไหลไปตามกาลเวลา มุ่งสู่ความตาย
ความตายกำลังคืบคลานเข้ามาใกล้ แต่เขาไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด
ภายในเจ็ดก้าวจะต้องมียาแก้?
ทำไมอวี้ปิ่งเอินถึงไม่เป็นอะไร?
คำถามในสมองเพิ่งผุดขึ้นมา คำตอบก็ปรากฏขึ้นในทันที นั่นคืออวี้ปิ่งเอินมียาแก้พิษลึกลับนี้อยู่
ในชั่วขณะถัดมา เขาลงมือทันที ท่ามกลางเปลวเพลิงดำที่ทำลายล้างทั่วฟ้า แขนเสื้อของเขาพลิ้วไหว ยื่นมือขวาไปทางอวี้ปิ่งเอิน
“กลืนนภา…”
เขาเอ่ยเบา ๆ ผมยาวปลิวไสว แสงหิ่งห้อยสีดำสนิทพุ่งออกจากฝ่ามือของเขาอย่างรุนแรง ราวกับมีคนพลิกโต๊ะหมึก ทำให้น้ำหมึกกระจายฟุ้ง
น้ำหมึกขยับเขี้ยวและกรงเล็บ ดูเหมือนจะผสานรวมกับเปลวเพลิงดำที่ทำลายล้าง เร็วดั่งสายฟ้า ดุร้ายดั่งเสือ งับคอของอวี้ปิ่งเอินเข้าอย่างจัง
อวี้ปิ่งเอินไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างทั้งร่างลอยอยู่กลางอากาศ พลังชีวิต วรยุทธ์ทั้งหมด รวมถึงยาแก้ที่ซ่อนอยู่ในร่างกาย ต่างพุ่งทะยานไปหาจ้าวอู่เจียงอย่างรวดเร็ว
เปลวเพลิงลุกโชนไปทั่วทุกทิศ ในชั่วพริบตา ชีวิตและความตายของทั้งสองคนก็พลิกเปลี่ยนผัน