ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1789 ลุกไม่ขึ้นจากเตียง
บทที่ 1790 มาเพื่อเล่นงานเขา
บทที่ 1790 มาเพื่อเล่นงานเขา
จ้าวอู่เจียงรู้สึกถึงกลิ่นอายสังหารอย่างรุนแรง ในวินาทีที่เขากำลังจูบ
กลิ่นอายสังหารนี้มาจากสัญชาตญาณ
เขารีบตอบสนองทันที โดยกอดสุ่ยปิงเอ๋อร์หลบหลีกสิ่งอันตราย
ตอนนี้ทั้งสองล้มลงบนพื้น เขาใช้พลังยกตัวสุ่ยปิงเอ๋อร์ลอยขึ้น พุ่งตัวอย่างรวดเร็วไปที่ประตู หลบการโจมตีที่เขารู้สึกได้ว่ากำลังจะมาถึงอีกครั้ง
‘ตูม!’
สายลมยามราตรีพัดกระโชก แล้วก็มีเสียงตูมอีกครั้ง คราวนี้เสียงดังมาจากด้านนอก
ในชั่วพริบตา ลำแสงเพลิงที่หมุนด้วยความเร็วสูงและแฝงไว้ด้วยพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ พุ่งเข้าชนพื้นที่ที่พวกเขาเพิ่งนอนอยู่เมื่อครู่ ทำให้พื้นระเบิดแตกกระจาย
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว เขาชำเลืองมองจุดที่ถูกโจมตีทั้งสองครั้ง จากจุดที่ถูกโจมตีและขอบเขตการทำลายล้าง เขาคาดเดาว่าการโจมตีที่เกิดขึ้นกะทันหันนี้น่าจะมีเป้าหมายเป็นตัวเขาเอง
เขายกมือผลักเบา ๆ ที่ตัวสุ่ยปิงเอ๋อร์ ยันต์อาคมหนึ่งแผ่นปรากฏขึ้นในทันทีที่เขาลงมือและแนบติดกับตัวสุ่ยปิงเอ๋อร์ ส่วนร่างของเขากลายเป็นโปร่งใส วินาทีถัดมาก็ปรากฏตัวที่หน้าหน้าต่างบานใหญ่ที่มีเศษกระจกแตกกระจายเต็มพื้น
สุ่ยปิงเอ๋อร์ถูกผลักไปที่นอกประตู เธอสะดุ้งตื่นจากภวังค์อย่างงุนงง
จ้าวอู่เจียงมองออกไปในความมืดนอกหน้าต่าง ดวงตาเป็นประกายดุจคบเพลิง ค้นหาว่าการโจมตีมาจากที่ใด
‘ตูม!’
ไม่ไกลออกไปมีเสียงระเบิดดังขึ้นอีกครั้ง ลำแสงสีแดงเพลิงพุ่งเข้าโจมตีเป็นครั้งที่สาม
“หลบ!” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วแน่น เขาสังเกตเห็นความผิดปกติในทันทีที่ลำแสงพุ่งเข้ามา จึงกระโจนพุ่งไปทางสุ่ยปิงเอ๋อร์
การโจมตีครั้งนี้มีเป้าหมายเป็นสุ่ยปิงเอ๋อร์
สุ่ยปิงเอ๋อร์ไม่ได้คาดคิดถึงการโจมตีครั้งที่สามนี้ เธอยังคงกังวลว่าการที่จ้าวอู่เจียงเผยตัวต่อหน้าศัตรูที่ไม่รู้จักแบบนี้จะอันตรายเกินไปหรือไม่
ลำแสงพุ่งผ่านจ้าวอู่เจียงไปยังตัวเธอ เธอไม่มีที่ให้หลบหลีก ได้แต่ยกแขนป้องกันขึ้นตามสัญชาตญาณ
จ้าวอู่เจียงมาถึงข้างกายเธอเกือบจะพร้อมกับลำแสง เขายืนขวางหน้าเธอไว้ พลังลมในมือของเขาปั่นป่วนรุนแรง จับจ้องลำแสงนั้น
‘อื้อ…’
พลังที่แฝงอยู่ในลำแสงทำลายปราณกระบี่สายลมในมือของจ้าวอู่เจียงได้โดยตรง ก่อนจะระเบิดราวกับลูกไฟตรงหน้าจ้าวอู่เจียง
การโจมตีครั้งนี้รุนแรงกว่าสองครั้งก่อนหลายเท่า แม้แต่ในช่วงเวลาที่ระเบิดร้อนแรงนั้น พลังยังเหนือกว่าตอนที่อวี้ปิ่งเอินยืมพลังจากเทพเพลิงฮิฟีสตัสเสียอีก
ทะเลเพลิงบดขยี้ทุกสิ่งตรงหน้าจ้าวอู่เจียงอย่างบ้าคลั่ง พยายามจะแทรกเข้าไปในร่างของจ้าวอู่เจียงเพื่อเผาผลาญเนื้อและเลือดของเขาให้หมดสิ้น
จ้าวอู่เจียงยกมือทั้งสองขึ้นป้องกัน ฝ่ามือทั้งสองทำท่าหยินหยาง ป้องกันความเสียหายทั้งหมดไว้ได้
แต่แรงระเบิดได้เผาทำลายมือทั้งสองข้างของเขาไปเกือบหมด เนื้อและเลือดถูกเผาไหม้ส่งเสียงซู่ซ่า เปลวเพลิงลามไปตามแขนของเขาไม่หยุด
แขนของเขาไหม้ดำและเป็นหลุมบ่อ น่าสยดสยอง ตรงรอยขาดที่ถูกเผาไหม้ เนื้อที่ไหม้เกรียมเป็นใยคล้ายรากพืชที่เกาะเกี่ยวอยู่ในดินอย่างหนาแน่น
“อ๊า!” สุ่ยปิงเอ๋อร์เมื่อเห็นเหตุการณ์นี้ ความเจ็บปวดรวดร้าวทำให้ดวงตาของเธอแดงก่ำและเต็มไปด้วยหยาดน้ำตา เธอพยายามจะก้าวไปข้างหน้า แต่กลับถูกพลังจากจ้าวอู่เจียงผลักให้ถอยหลัง
เสียงการปะทะสองครั้งก่อนหน้านี้ได้ดึงดูดความสนใจของคนจากตระกูลสุ่ย พอการโจมตีครั้งที่สามมาถึง กำลังเสริมจากตระกูลสุ่ยก็มาถึงพอดี พวกเขามาทันเห็นเหตุการณ์นี้ จึงรีบเข้าไปรับตัวสุ่ยปิงเอ๋อร์และปกป้องเธอไว้
กลิ่นไหม้ของเนื้อและกระดูกที่ถูกเผาไหม้ฉุนจมูก แขนทั้งสองข้างของจ้าวอู่เจียงดูเปล่าเปลือย ฝ่ามือทั้งคู่ถูกเผาไหม้จนหมดสิ้นในการโจมตีด้วยกระแสพลังครั้งที่สาม
แต่ใบหน้าของเขาไม่แสดงอารมณ์ใด ๆ ไม่มีแม้แต่ความเจ็บปวด ดวงตาเต็มไปด้วยประกายสีม่วงลึกล้ำ เขาสงบนิ่งจนน่ากลัว
ทะเลเพลิงได้ลุกลามไปทั่วทั้งห้อง เปลวไฟลุกโชน มือที่ถูกเผาไหม้บนข้อมือของเขากำลังฟื้นฟูอย่างรวดเร็ว เนื้อ กระดูก และเส้นเอ็นไม่ได้เป็นสีแดงเลือด หรือสีม่วงอมแดงผิดธรรมชาติ แต่เป็นสีเขียวของไม้ สีเขียวไม้ที่ดูบริสุทธิ์ราวกับดอกบัวที่ผุดขึ้นจากโคลนตม
การโจมตีครั้งที่สาม ทำให้เขายิ่งมั่นใจว่าการโจมตีในคืนนี้มีเป้าหมายเป็นตัวเขา ‘จ้าวอู่เจียง’
สองครั้งแรกเขาหลบได้ ครั้งที่สามนี้เป็นการบังคับให้เขาต้องรับมือด้วยการปะทะโดยตรง
เขาไม่ได้หันกลับไปมอง ตอนนี้สุ่ยปิงเอ๋อร์อยู่ภายใต้การคุ้มครองของคนจากตระกูลสุ่ยแล้ว ร่างของเขาพลิ้วไหวไปกับทะเลเพลิงอีกครั้ง ก่อนจะกลายเป็นสายลมบางเบาและหายวับไป
ในวินาทีที่หายไป กระแสสังหารอันทรงพลังส่งผลให้ทะเลเพลิงรอบข้างสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง