ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1792 เบ่งบานท่ามกลางการฆ่าฟัน
บทที่ 1792 เบ่งบานท่ามกลางการฆ่าฟัน
จ้าวอู่เจียงไม่เคยกลัวความตายของตัวเอง
หากเป็นในตอนแรกเริ่มนั้น เขาเคยกลัว กลัวที่จะตายในดินแดนต่างถิ่นของราชวงศ์ต้าเซี่ย
ไม่ใช่เพราะกลัวจะทำให้เหล่าผู้ข้ามมิติขายหน้า แต่เพราะกลัวว่าจะไม่มีวันได้กลับไปยังหัวเซี่ยที่คุ้นเคย
แต่ต่อมาเขาก็ไม่กลัวมันอีก เขาได้พบเจอสิ่งที่ห่วงใยในต้าเซี่ยที่แต่เดิมไม่มีอะไรให้ห่วง นอกจากเรื่องราวทางโลกีย์ เขาได้พบคนที่ชอบ และมีลูก
ตายอย่างสมเหตุสมผล ก็ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว
ความตายของเขา มักจะดูแปลกประหลาดอยู่เสมอ
เขาตายมาแล้วกี่ครั้ง?
หนึ่งครั้ง สองครั้ง สามครั้ง สี่ครั้ง…
ครั้งแรกคือตอนข้ามมิติมาที่ราชวงศ์ต้าเซี่ย เขาถือว่าตัวเองตายไปครั้งหนึ่ง เมื่อเกิดใหม่ ก็ควรจะก้าวสู่ชีวิตใหม่ ใช้ชีวิตขันทีปลอม จัดการดูแลสนมนางในมากมาย ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด ใช้ชีวิตกับอันผิงและฉีเล่อ
ครั้งที่สองตายเพราะแตกดับในเงื้อมมือของเหล่าเทพปลอม ท่ามกลางการพังทลายของโลกที่ไม่อาจหนีพ้น
ครั้งที่สามตายในยุคโบราณ ก้าวเดียวขึ้นสู่เซียน และเดินตามเส้นทางของธูปเทียน กลายเป็นเทพปีศาจ เดินร่วมทางกับมวลมหาประชา ใช้ตั๋วเรือหนึ่งใบพาทุกคนของเขาข้ามฟาก
ส่วนครั้งที่สี่
เขาตายเพราะเหตุการณ์ผันผวนกะทันหัน
ตายเพราะไม่ได้ขึ้นเรือที่จะมุ่งสู่อนาคต
ตายเพราะถูกบังคับให้แยกจากดวงวิญญาณของคนรัก
ครั้งที่สี่นั้น เขาหมดสิ้นความหวังอย่างสิ้นเชิง หนทางเบื้องหน้าพร่ามัวไม่รู้จะไปทางไหน ทุกอย่างสับสนวุ่นวาย วันเวลาผ่านไปราวกับน้ำนิ่งที่ขุ่นมัว เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นไม่มีความเชื่อมโยงกัน สับสนอลหม่านไปหมด
เขามีความรู้สึกสับสนที่บอกไม่ถูก
‘อนาคตจะเกิดอะไรขึ้น และเขาควรจะไปทางไหน?’
จนกระทั่งเขาได้รู้ว่า รางวัลที่หนึ่งของอาณาเขตพันดาราคือกล่องไม้ที่ถูกทิ้งไว้หนึ่งใบ
ในกล่องไม้มีอะไรอยู่?
จิตใต้สำนึกของเขาเชื่อว่า ข้างในกล่องใบนั้นมีตั๋วเรืออยู่หนึ่งใบหรือหลายใบ
หากเขาเข้าร่วมการประลองยุทธ์พันดาราและคว้าชัยชนะ หรือแม้แต่แย่งชิงมามันมาได้ เขาก็จะสามารถใช้ตั๋วเรือใบนั้น พาจิ้งเอ๋อร์และหลินหลางข้ามสายธารแห่งกาลเวลา ไปพบกับญาติมิตรที่กำลังล่องลอยไปตามกระแสสารธานแห่งกาลเวลาสู่อนาคตได้
ไม่ว่าจะเป็นปีศาจเฒ่าหรือผู้แข็งแกร่งที่ตื่นจากการหลับใหล เขาเชื่อว่า หากคลุ้มคลั่งขึ้นมา ต้องก่อความวุ่นวายเป็นแน่ กฎของอาณาเขตพันดาราที่ใช้กับผู้บำเพ็ญโบราณไม่สามารถกดทับเขาได้ เช่นนั้นแล้วเมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกปีศาจเฒ่าที่ถูกกดทับพลัง เขาจะกลัวอะไร?
ใครกันแน่ที่เป็นปีศาจ?
แต่เงื่อนไขก่อนที่เขาจะคลุ้มคลั่งทำอะไรลงไป คือต้องแน่ใจว่าดวงวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์จะไม่ได้รับอันตราย
เพราะหากไม่มีจิ้งเอ๋อร์กับหลินหลางที่หลับใหลอยู่ในร่างเขา ต่อให้ได้ตั๋วเรืออีกใบมา ก็ไร้ความหมาย
ทั้งสองคือทั้งร่างกายและจิตใจของเขา พวกนางคือทุกสิ่งที่เขายังมีเหลืออยู่ในตอนนี้
วันนี้ เขารู้สึกได้ถึงอันตรายอย่างชัดเจน
กระสุนที่มือสังหารทั้งสองยิงออกมานั้น สามารถทำลายกระแสพลังที่เป็นหนึ่งในไพ่ตายที่เขาภาคภูมิใจได้ ทำให้เขาเกือบต้องเผชิญกับความรู้สึกสูญเสียที่เจ็บปวดอีกครั้ง
มือสังหารคนนี้ เป็นคนที่สำนักเทียนอีส่งมาอย่างนั้นเหรอ?
เป็นศิษย์ของจางซิงเฮ่อ หรือจางซิงเฮ่อเป็นคนสั่งการ?
แค่เพื่อแขนที่มีพลังเทพที่เขาแย่งมาจากอวี้ปิ่งเอินเท่านั้นเองน่ะเหรอ?
ประกายสีม่วงในดวงตาของจ้าวอู่เจียงค่อย ๆ จางหายไป ร่างของมือสังหารหนุ่มแห้งเหี่ยวกลายเป็นท่อนไม้ ดอกบัวเล็ก ๆ บนร่างกายแปรเปลี่ยนเป็นผงสีเขียวอมฟ้าไหลเวียนมาหาเขา เติมเต็มพลังวิญญาณและพลังปีศาจ รวมถึงพลังโลหิตที่สูญเสียไปจากการที่ร่างกายถูกเผาและสร้างใหม่ก่อนหน้านี้
ใต้แสงราตรี เงาร่างของเขาค่อย ๆ จางหาย
คืนนี้คงนอนไม่หลับแน่ เพราะเขามีความคิดที่ฆ่า และได้เตรียมพร้อมสำหรับการเข่นฆ่าแล้ว
————
สถานที่พักของศาสนจักรแห่งแสงสว่าง
เนื่องจากศาสนจักรแห่งแสงสว่างเผยแพร่ศาสนาออกไปอย่างกว้างขวาง จึงมีการสร้างโบสถ์ไว้ในทุกดวงดาว ดังนั้นสถานที่พักแห่งนี้จึงแตกต่างจากที่พักของกระแสพลังอื่น ๆ ที่เข้าร่วมการแข่งขันโดยสิ้นเชิง ไม่ได้เป็นเหมือนโรงแรม แต่เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่
ในยามราตรี มีเงาร่างหนึ่งก้มตัว ย่างก้าวด้วยฝีเท้าสั้น ๆ ใบหน้าแสดงความเลื่อมใสศรัทธาอย่างที่สุด เดินข้ามสะพาน ผ่านโบสถ์ ขึ้นบันได มาถึงหน้าห้องเก็บของ
ประตูห้องเก็บของเปิดกว้าง ภายในมีชายผู้มีฐานะสูงส่งกำลังค้นหาของอยู่
“ฝ่าบาท”
ชายที่เดินมาถึงประตูห้องเก็บของไม่ได้ก้าวเข้าไปในห้อง แต่คุกเข่าลงกับพื้นและค้อมตัวคำนับอย่างลึก
ในห้องเก็บของมีตะเกียงน้ำมันดวงเดียวแขวนอยู่บนผนัง แสงสลัวสีเหลืองนวล ชายที่กำลังค้นหาข้าวของมีท่าทางสง่างาม เขาหยิบคัมภีร์โบราณที่เต็มไปด้วยฝุ่นหนาขึ้นมา แล้วสะบัดฝุ่นออกเบา ๆ
ภายใต้แสงตะเกียง ฝุ่นละอองร่วงหล่นรอบตัวชายคนนั้น เขาเปิดคัมภีร์โบราณ แสงไฟฉายให้เห็นเงาของเขาที่ดูเหมือนกับรูปปั้นเทพเจ้าแห่งแสงสว่างที่ประดิษฐานอยู่ในศาสนจักรแห่งแสงสว่างอย่างไม่ผิดเพี้ยน
“เอากลับมาได้หรือยัง?”
น้ำเสียงของชายนุ่มนวลอ่อนโยน แต่แฝงไปด้วยพลังที่ทำให้ผู้ได้ยินอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสนิทสนม
“ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ ฝ่าบาท” สาวกที่อยู่หน้าประตูก้มศีรษะจนแตะพื้นที่ปูด้วยอัญมณี แสดงความศรัทธาพร้อมกับความหวาดกลัว
“การเจรจาล้มเหลว อาจ… อาจจะต้องรอถึงการแข่งขันรอบที่สอง จึงจะสามารถนำกลับมาให้พระองค์ได้พ่ะย่ะค่ะ”