ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1796 เสียงพี่สาวระดับท็อป
บทที่ 1796 เสียงพี่สาวระดับท็อป
ทุกคนกำลังรอการเปิดฉากการแข่งขันรอบที่สอง
ทางการกำลังให้เวลาผู้เข้าแข่งขันทุกคนในการเตรียมตัว ใครที่ต้องการถอนตัวจากการแข่งขันก็สามารถทำได้ในช่วงเวลานี้
ผู้เข้าแข่งขันบางคนไม่เข้าใจว่าในเมื่อมียันต์รักษาชีวิตที่ได้รับแจกจากทางการ จะกลัวอะไรกับการเข้าไป? ถ้าบังเอิญสู้คู่ต่อสู้ไม่ได้และตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิต ก็แค่ใช้ยันต์รักษาชีวิตเท่านั้นเอง
แต่คนส่วนใหญ่กลับมีข้อสงสัยเกี่ยวกับยันต์รักษาชีวิต
ของพวกนี้จะสามารถช่วยชีวิตในยามคับขันได้จริงเหรอ? จะไม่เกิดปัญหาในช่วงวิกฤตหรอกเหรอ?
ในการแข่งขันรอบแรก หลายคนได้เห็นพลังความสามารถที่แท้จริงของผู้เข้าแข่งขันแล้ว ผู้เข้าแข่งขันบางคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีพลังมากพอที่จะไปถึงรอบสุดท้าย ก็เริ่มพิจารณาเรื่องการถอนตัวอย่างจริงจัง
ยิ่งใกล้ถึงเวลาเริ่มการแข่งขันรอบที่สอง ทางการก็ยังไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลใด ๆ เกี่ยวกับแผนที่ ทำให้บางคนเริ่มระแวงและรู้สึกถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในรอบที่สองอย่างไร้สาเหตุ
มีคนถอนตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุดก่อนถึงเวลาที่กำหนด มีคนจำนวนมากทิ้งกำไลข้อมือที่มียันต์รักษาชีวิตและเลือกที่จะถอนตัว
จำนวนคนที่ถอนตัวในครั้งนี้ คิดเป็นประมาณหนึ่งในสิบของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดที่เหลืออยู่
ส่วนผู้เข้าแข่งขันที่ยืนยันจะเข้าร่วมการแข่งขันรอบที่สอง ก็ค่อย ๆ ลอยขึ้นสู่อากาศภายใต้อิทธิพลของกำไลข้อมือ
เสียงผู้คนเริ่มดังขึ้นเรื่อย ๆ สุ่ยปิงเอ๋อร์ที่อยู่ข้าง ๆ จ้าวอู่เจียงยิ่งกระวนกระวายใจ อยากจะกำชับจ้าวอู่เจียงอีกสักหน่อย แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ได้พยายามจับมือจ้าวอู่เจียงไว้ ได้แต่มองดูจ้าวอู่เจียงลอยขึ้นสู่อากาศ
รอบ ๆ มีผู้คนมากมายลอยขึ้นสู่อากาศ ในชั่วขณะถัดมา ร่างของผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดกะพริบวูบหนึ่ง แล้วหายวับไปจากที่เดิมอย่างฉับพลัน
ในพื้นที่สนาม ชั่วพริบตาเดียว มีพื้นที่หลายส่วนว่างเปล่าขึ้นมาทันที ผู้ชมและญาติมิตรของผู้เข้าแข่งขันต่างส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ
เบื้องหน้าพวกเขา ในอากาศเริ่มมีจุดแสงหลากสีปรากฏขึ้นมามากมายตามการหายตัวไปของผู้เข้าแข่งขัน แสงเหล่านั้นรวมตัวกันเป็นเงาร่างของผู้คน
นี่คือภาพโฮโลแกรมที่ทางการสร้างขึ้นมาเป็นพิเศษสำหรับผู้เข้าแข่งขัน
“สวัสดีผู้ชมทุกท่าน”
อากาศโดยรอบสั่นสะเทือน ทุกคนได้ยินเสียงผู้หญิงดังมาจากทุกทิศทาง ราวกับกำลังพูดอยู่ข้างหูพวกเขา
เสียงผู้หญิงคนนั้นมีน้ำเสียงเย็นชา แฝงไว้ด้วยความสง่างามน่าเกรงขาม แต่ก็มีความนุ่มนวลอยู่ในที
“ว้าว เสียงพี่สาวระดับท็อป” มีคนในที่นั่งผู้ชมอุทานออกมาด้วยความประทับใจในน้ำเสียงนั้น
สุ่ยปิงเอ๋อร์ที่ยืนอยู่ข้างพ่อและญาติพี่น้องของเธอ เมื่อได้ยินเสียงนั้น ก็ชะงักไปเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
เสียงนี้ทำให้เธอรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
เสียงผู้หญิงคนเดิมดังขึ้นอีกครั้งจากทุกทิศทาง
“ฉันคือผู้บรรยายการแข่งขันรอบที่สองของการประลองยุทธ์พันดารา เซวียนหยวนจิ้ง
พวกเราทีมงานจะทำการถ่ายทำและถ่ายทอดสถานการณ์การแข่งขันของผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนแบบสุ่ม
ทุกท่านสามารถใช้บัตรเข้าแข่งขันและบัตรชมการแข่งขัน เพื่อโหวตให้กับผู้เข้าแข่งขันที่อยากชม ฉันในฐานะผู้บรรยายจะเลือกผู้เข้าแข่งขันที่ได้คะแนนโหวตสูงสุดมานำเสนอสถานการณ์การแข่งขันให้ทุกท่านได้รับชมเป็นระยะ”
สุ่ยปิงเอ๋อร์ไม่ได้ยินสิ่งที่ผู้กำกับพูดต่อไป แววตาของเธอดูเลื่อนลอย ในวินาทีที่ผู้กำกับเอ่ยชื่อออกมา หัวใจของเธอพลันรู้สึกกระวนกระวายขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ ราวกับว่านี่คือคนสำคัญในอดีตของเธอ
และหากจ้าวอู่เจียงไม่ได้เข้าสู่สนามแข่งรอบที่สอง ในตอนนี้เขาคงจะรู้สึกตื่นเต้นจนหัวใจเต้นระรัว
เสียงนั้น ชื่อนั้น ล้วนเป็นของจิ้งเอ๋อร์ที่เขาคิดถึงจนฝันถึง
เขายังคงสงสัยและงุนงงว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมจิ้งเอ๋อร์ถึงได้มาเป็นผู้บรรยายในการแข่งขันรอบที่สอง และทำไมจิ้งเอ๋อร์ถึงได้ฟื้นคืนชีพ
นี่เป็นจิ้งเอ๋อร์จริง ๆ เหรอ
แต่เขาได้เข้าสู่การแข่งขันรอบที่สองแล้ว เข้าสู่สนามแข่งลึกลับไปแล้ว จึงไม่ได้ยินเรื่องเหล่านี้
ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางผู้เข้าแข่งขันที่ปรากฏตัวในสนามแข่งรอบที่สอง จูกัดเสี่ยวไป๋ย่อตัวลงกอบทรายขึ้นมาหนึ่งกำมือ เขารับรู้ถึงกลิ่นอายที่หลงเหลืออยู่ในเม็ดทราย ความเป็นหนุ่มของเขาแตกสลายลงในตอนนี้ ร่างชราที่แท้จริงของเขาเริ่มปรากฏขึ้น
ความทรงจำผุดขึ้นมา เขาพึมพำ
“นี่คือสุสานรวมในยุคเทพเจ้าช่วงปลายแปดภัยพิบัติที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์สินะ”
สายลมพัดโชยผ่านใบหน้าของเขาเบา ๆ ทิ้งริ้วรอยแห่งกาลเวลาให้ลึกยิ่งขึ้น จูกัดเสี่ยวไป๋ที่กลายเป็นจูกัดเหล่าไป๋แล้วเริ่มตระหนักได้…
ที่แท้สายลมร้อนแรงที่คร่าชีวิตสรรพสัตว์ ได้พัดพาความตายมาสู่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายในยุคแปดภัยพิบัติตั้งแต่ช่วงเวลานี้แล้ว