ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 191 ปริศนาแห่งป่าไผ่
บทที่ 191 ปริศนาแห่งป่าไผ่
ไต้ซือคูจู้พยักหน้า แต่แล้วก็สั่นศีรษะเบา ๆ “ไม่ได้”
“ไต้ซือ คือว่าพวกเรา…” เจี๋ยสือจิ่วพยายามอธิบาย พวกเขาอยากจะติดตามเข้าไปคุ้มครองความปลอดภัยให้แก่จ้าวอู่เจียง จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกเขาตามเข้าไปไม่ได้?
ไต้ซือคูจู้พูดสิ่งที่สะท้อนอยู่ในใจของเจี๋ยสือจิ่วออกมา ด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “นั่นก็เป็นไปไม่ได้เช่นกัน”
เจี๋ยเอ้อร์ซานล้วงแผ่นป้ายทองคำออกมาจากในแขนเสื้อ ชูให้ไต้ซือคูจู้เห็น
“ไต้ซือได้โปรดอำนวยความสะดวกให้แก่พวกเราด้วยเถอะ…”
“อมิตตาพุทธ ประสกทั้งสองไม่ต้องเป็นกังวล รับรองว่าไม่เกิดอะไรขึ้นกับผู้เยาว์สองคนนั้นแน่นอน” ไต้ซือคูจู้ประสานมือและก้มศีรษะคำนับให้แก่เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่ว เพื่อแสดงความเคารพต่อป้ายอาญาสิทธิ์แห่งแคว้นต้าเซี่ย
กลุ่มคนที่อยู่ภายในวิหารอุทานออกมาด้วยความตกตะลึง แม้ว่าหลายวันที่ผ่านมาไต้ซือคูจู้จะมีสีหน้าใจดี แต่ทุกคนก็รับรู้ได้ถึงความเย็นชาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง
พวกเขาจึงไม่คิดเลยว่าชายที่สวมใส่หน้ากากทองแดงทั้งสองคนนี้จะได้รับการคำนับจากไต้ซือคูจู้
เพราะต้องไม่ลืมว่าแม้แต่เจียงเฉิงเฟิงผู้เป็นประมุขตระกูลเจียงคนปัจจุบัน ก็ยังไม่ได้รับความเคารพเท่ากับชายผู้สวมใส่หน้ากากทองแดงทั้งสองคนนี้เลย
แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะทุกคนกำลังสงสัยใจว่า บุรุษหนุ่มชุดดำที่ชายสวมหน้ากากทั้งสองคนนี้ตามปกป้องอารักขานั้นมีตัวตนที่แท้จริงเป็นผู้ใดกันแน่
ขนาดข้ารับใช้ยังได้รับความเคารพถึงขนาดนี้ แล้วผู้ที่เป็นเจ้านายอย่างบุรุษชุดดำกับหญิงสาวหน้าตางดงามผู้นั้นจะมีความสูงส่งระดับใดกัน? หรือว่าพวกเขาจะยิ่งใหญ่กว่าประมุขตระกูลเจียงอีกหรือ?
ยิ่งทุกคนคิดมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งตกตะลึงมากเท่านั้น
เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วไม่ได้ให้ความสนใจกับเสียงอุทานรอบกายเลยแม้แต่น้อย ดวงตาของพวกเขาทอประกายเคร่งเครียด ในเมื่อไต้ซือคูจู้รับปากว่าจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับจ้าวอู่เจียง พวกเขาก็ทำได้เพียงถอนหายใจ และเชื่อในสิ่งที่ไต้ซือคูจู้พูดออกมาเท่านั้น
…
ด้านหลังวิหาร จ้าวอู่เจียงจ้องมองไปยังป่าไผ่หนาทึบที่ปกปิดแผ่นฟ้าและแสงตะวัน รู้สึกผ่อนคลายขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
กู้เหนียนหยวนฉุดดึงเขาให้ก้าวเดินไปข้างหน้า
ชายหนุ่มสัมผัสความตื่นเต้นของกู้เหนียนหยวนได้อย่างชัดเจน นี่คือความตื่นเต้นของเด็กน้อยที่ได้กลับบ้าน เป็นความอิสระและมีความสุข
“สุดบันไดศิลาด้านบนนั้น ดูเหมือนจะมีผู้อื่นยืนอยู่ด้วยล่ะ!” กู้เหนียนหยวนยกมือชี้ขึ้นไปยังด้านบนสุดของขั้นบันไดศิลา เท่าที่สายตาของพวกเขามองเห็น ปรากฏเงาร่างของบุคคลสองคนที่คุ้นตา คนหนึ่งสวมใส่ชุดสีฟ้าอ่อน ท่าทางมีสง่าราศี อีกคนสวมใส่ชุดสีขาว ในมือถือกระบี่มรกต
“นั่นมันเจียงเมิ่งลี่กับท่านพี่หยวนเจิ่งไม่ใช่หรือ?” จ้าวอู่เจียงพิศวง แต่ร่างของคนทั้งสองนั้นอยู่ไกลเกินไป ทำให้มองเห็นได้ไม่ชัดเจน
“พวกเราไปกันเถอะ” กู้เหนียนหยวนกระตุกแขนเสื้อของจ้าวอู่เจียง และเดินเข้าไปในป่าไผ่
“พวกเราไม่ขึ้นบันไดหรือ?”
กู้เหนียนหยวนตอบกลับมาด้วยดวงตาเป็นประกายสดใส
“ไม่ต้องขึ้น”
ว่าแล้วนางก็ดึงจ้าวอู่เจียงเข้าไปในป่าไผ่
ป่าไผ่มีความหนาทึบ ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงใกล้เข้ามาแล้ว แต่ใบไผ่ก็ยังไม่เป็นสีเหลือง ลำต้นยังคงมีความใหญ่หนา และแทงตัวทะลุผืนฟ้า ปกปิดแสงสว่างไม่ให้ส่องลงมาถึงพื้นดิน
จ้าวอู่เจียงกับกู้เหนียนหยวนเดินเหยียบไปบนกองใบไม้ ได้ยินเสียงดังกรอบแกรบอยู่ใต้เท้าตลอดเวลา
ในตอนแรก กู้เหนียนหยวนเพียงดึงแขนเสื้อของจ้าวอู่เจียง แต่ภายหลัง นางเปลี่ยนมาจับมือเขาแทน พวกเขาเดินลึกเข้าไปในป่าไผ่มากขึ้นเรื่อย ๆ
ผ่านไปหนึ่งถ้วยชา ป่าไผ่ทางเบื้องหน้าก็กลายเป็นทางตัน รอบกายมีหมอกขาวปกคลุม หมอกขาวแผ่กระจายไปทั่วป่าไผ่ ทำให้มองไม่เห็นทางข้างหน้าแม้แต่น้อย
“เกือบถึงแล้ว” กู้เหนียนหยวนร้องบอกออกมาด้วยความดีใจ
จ้าวอู่เจียงรู้สึกพิศวง “ท่านเคยมาที่นี่มาก่อนหรือ? ท่านรู้จักไต้ซือคูจู้อยู่แล้วใช่หรือไม่?”
“ใช่แล้ว” กู้เหนียนหยวนหันกลับมามองหน้าเขาทุกอย่างมีชีวิตชีวา
“ข้ารู้จักท่านปู่คูจู้มาตั้งแต่เด็ก ข้ามักจะไปนั่งฟังท่านปู่คูจู้สอนหนังสือในห้องตำรา แต่ข้าก็ไม่เข้าใจอะไรเลย…”
ดวงตาของจ้าวอู่เจียงทอประกายระยิบระยับ ก่อนหน้านี้ เขาคาดคิดเอาไว้อยู่แล้วว่า กู้เหนียนหยวนต้องมีตัวตนที่ไม่ธรรมดา แต่ดูเหมือนเขายังประเมินนางต่ำมากเกินไป
กู้เหนียนหยวนเดินจูงมือจ้าวอู่เจียงก้าวเดินเข้าไปในดงหมอกหนา
ผ่านไปอีกครึ่งถ้วยชา หมอกหนาก็จางหายไป ปรากฏประตูศิลาบานหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า
ประตูศิลาปกคลุมไปด้วยเถาวัลย์และคราบตะไคร่ กู้เหนียนหยวนเอื้อมมือไปกดลงบนบานประตูศิลาเบา ๆ แล้วประตูศิลาก็ค่อย ๆ แยกออกจากกันอย่างเชื่องช้า
ครืด…
กระแสลมที่ผสมกันระหว่างความเย็นและความอับชื้นตีตลบใส่ใบหน้าของจ้าวอู่เจียงทันที
เบื้องหน้าปรากฏอุโมงค์ทางเดินที่ไม่มีแสงสว่าง มีแต่เพียงความมืดมิดเท่านั้น
“พวกเราเข้าไปหาท่านปู่กันเถอะ” กู้เหนียนหยวนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน นางรู้สึกประหม่าขึ้นมาด้วยเหตุผลบางประการ
กู้เหนียนหยวนไม่ทราบเลยว่านางประหม่าก็เพราะกำลังจะได้พบกับท่านปู่ หรือประหม่าเพราะว่าท่านปู่กำลังจะได้พบกับจ้าวอู่เจียงกันแน่
หญิงสาวรู้สึกสองแก้มร้อนผ่าวขึ้นมาในทันใด เหมือนกับว่านางกำลังเขินอายอย่างไรอย่างนั้น
จ้าวอู่เจียงก้าวเข้าไปในอุโมงค์ทางเดิน ประตูศิลาทางด้านหลังเลื่อนปิดลงอย่างช้า ๆ อีกครั้ง แล้วบรรยากาศรอบตัวก็ปกคลุมด้วยความมืดมิด ปราศจากแสงสว่าง
ชายหนุ่มล้วงตะบันไฟออกมาจุดให้แสงสว่าง จากนั้นจึงจับมือของกู้เหนียนหยวนเดินลึกเข้าไปในอุโมงค์
“ไม่ทราบว่าท่านปู่ของท่านมีนามสูงส่งว่าอันใด?” จ้าวอู่เจียงถามพร้อมกับยิ้มเล็กน้อย
“กู้ชางเทียน” กู้เหนียนหยวนตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน มือที่กำลังจับมือจ้าวอู่เจียงมีความเปียกชื้นเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้ปล่อยมือออก
จ้าวอู่เจียงมีทักษะทางการแพทย์สูงส่ง และเมื่อฝึกฝนวิชาทองคำไร้พ่าย ประสาทสัมผัสในร่างกายก็มีความสูงล้ำมากกว่าคนทั่วไป ในขณะนี้ เขาจึงสูดดมกลิ่นบรรยากาศรอบกาย
ความชื้น… ความเย็น… ความอับ… นี่พวกเขากำลังอยู่ใต้ภูเขาใช่หรือไม่? หัวใจของจ้าวอู่เจียงเต้นระทึก ดวงตาเบิกโตเมื่อนึกอะไรได้บางอย่าง
คนเฝ้าสุสาน!
หรือท่านปู่ของกู้เหนียนหยวนจะเป็นคนเฝ้าสุสาน?