ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1988 เขาจะต้องช่วยนางให้ฟื้นคืนชีพให้ได้!
บทที่ 1988 เขาจะต้องช่วยนางให้ฟื้นคืนชีพให้ได้!
เมฆดำก่อตัวหนาทึบ อัสนีฟาดส่องพร้อมเสียงกัมปนาท และหยาดฝนโปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่ง
เจียงไฉ่เหอผู้ถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่สายฟ้าท่ามกลางบรรยากาศรอบกาย เส้นผมของนางยุ่งเหยิง ดูซูบซีดแต่ยังคงความงดงามที่แฝงไปด้วยความโศกเศร้า
“ปีศาจนกกระเรียนเจ้าเล่ห์ หลอกล่อคนในตระกูลเทพจู้หรง จนทำให้ทายาทสายเลือดเทพอย่างต่งต่งต้องลุ่มหลงมัวเมาในกามตัณหา ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี ไม่แสวงหาความก้าวหน้า!
วันนี้สำนักงานปราบปีศาจจะขอทำหน้าที่แทนสวรรค์ ลงทัณฑ์สายฟ้าปลิดชีพปีศาจตนนี้เสียที่นี่!”
สุรเสียงอันทรงอำนาจดังกึกก้องไปทั่วสี่ทิศ จ้าวอู่เจียงมองเห็นเหลยหลิงเฟิงบิดาของเหลยเฉิง เขายืนถือคัมภีร์สายฟ้าโบราณอยู่บนลานประหาร พลางกวาดสายตามองผู้คนเบื้องล่างด้วยความเหยียดหยาม
ต่งอวี๋เกอถูกชายหลายคนกดร่างเอาไว้ เขาแผดเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด
“ได้โปรดปล่อยนางไปเถิด ท่านเหลยเทียนซือ ต่งต่งขอยอมรับทัณฑ์สายฟ้านี้แทนเอง ได้โปรดเถอะ ปล่อยนางไป!”
เหลยหลิงเฟิงปรายตามองด้วยใบหน้าเย็นชาไร้ความรู้สึก
“ดื้อด้านนัก… อัสนี จงมา!”
สิ้นเสียงเปรี้ยงพญามังกรสายฟ้าก็เลื้อยผ่านหมู่เมฆา พลางก้มมองดูโศกนาฏกรรมความรักระหว่างคนกับปีศาจเบื้องล่าง
เจียงไฉ่เหอในสภาพผมเผ้ากระเซิงและใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผล นางเหลียวมองต่งต่งเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะส่ายหน้าและคลี่ยิ้มออกมาทั้งน้ำตา นางพึมพำบางอย่างเบา ๆ เพียงไม่กี่คำ
พญามังกรอัสนีทะยานลงจากสวรรค์ นำพาสายฟ้าอันรุนแรงมหาศาลมุ่งสู่พื้นพิภพ แสงสว่างจ้าเจิดจรัสส่องไปทั่วชั้นฟ้าจนทุกอย่างสว่างไสวเป็นสีขาวโพลน มันกลืนกินทุกสรรพสิ่งเข้าไป รวมถึงเสียงกรีดร้องอันสิ้นหวังของต่งต่งด้วย
เมื่อแสงนั้นดับวูบลง บนลานประหารนั้น เหลยหลิงเฟิงยังคงยืนตระหง่านอยู่ที่เดิม ในขณะที่เจียงไฉ่เหอนอนคอตก ผมเผ้าแผ่สยาย ลมหายใจขาดห้วงไปนานแล้ว
ทัณฑ์อัสนีมุ่งทำลายพลังวิญญาณ ร่างกายอาจไร้รอยขีดข่วน แต่จิตวิญญาณนั้นดับสูญสิ้น
กาลเวลาพลันหมุนเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จ้าวอู่เจียงเห็นกลุ่มคนที่เคยดึงร่างต่งอวี๋เกอไว้ค่อย ๆ เลือนหายไป เหลือเพียงต่งอวี๋เกอที่ยังคงก้มหน้าคุดคู้อยู่อย่างนั้น
โลกยังคงมืดมัวและอึมครึม เพียงแต่ไร้ซึ่งเมฆดำและเสียงฟ้าร้อง
ฤดูกาลทั้งสี่หมุนเวียนเปลี่ยนผันไปนานปี แต่ต่งอวี๋เกอก็ยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ไม่ขยับเขยื้อน
จนกระทั่งความหนาวเหน็บเข้าปกคลุม หิมะโปรยปรายลงมาจากเส้นขอบฟ้าที่มืดมิดและเริ่มพอกพูนบนร่างกายของเขา
จ้าวอู่เจียงไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับหิมะ เขาเองก็เคยเดินฝ่าลมหนาว จมดิ่งอยู่ในวันเวลาที่สูญเสียคนรักไป จึงเข้าใจดีว่าหิมะฤดูหนาวนั้นมันเย็นยะเยือกเสียดแทงไปถึงขั้วหัวใจเพียงใด
‘เจ้ายอดรักฝังร่างกลางผืนดินสลายเป็นธุลี ส่วนข้ายืนอยู่นั้นท่ามกลางโลกที่หิมะโปรยปรายคลุมเส้นผมจนขาวโพลนดั่งคนแก่’
จู่ ๆ ต่งอวี๋เกอก็ขยับตัว แววตาของเขาเฉียบคมประหนึ่งรับรู้อะไรบางอย่าง เขามองมายังทิศทางที่จ้าวอู่เจียงและเจียงจิ่นเหนียนยืนอยู่ สายตานั้นดูเหมือนจะจับจ้องคนทั้งสองไว้ น้ำเสียงที่เปล่งออกมาแหบพร่าประหนึ่งว่ามีภาพจำในอดีตติดอยู่ที่ลำคอ
“ข้าจะช่วยคืนชีพนางให้ได้!”
ในวินาทีนั้น จ้าวอู่เจียงได้มองเห็นภาพของตัวเอง และในพริบตาถัดมา เขาก็ได้เห็นตัวเองจริง ๆ!
ให้พูดตรง ๆ คือ เขามองเห็นดวงดาวขนาดยักษ์ดวงนั้น ถึงแม้ฉากรอบข้างจะเลือนลาง แต่การแบ่งดินแดนและอาณาเขตเหล่านั้นเขารู้จักดีเกินกว่าใคร
ดินแดนเทพศักดิ์สิทธิ์ตอนกลาง ดินแดนน้ำศักดิ์สิทธิ์ทางใต้ ดินแดนตะวันออกของเซียนหลิง ดินแดนเพลิงสวรรค์ทิศตะวันตก…
“ตัวเซนเซอร์ที่ด็อกเตอร์บีให้มามีการตอบสนอง! ที่นี่มีร่องรอยของกาลเวลา อาจมีของที่ด็อกเตอร์ต้องการอยู่!”
“กลุ่มดาวแถวนี้มีสนามแม่เหล็กพิเศษ พลังมันดูพิสดารชะมัด ในอาณาเขตพันดารามีที่แบบนี้ด้วยเหรอ? ไม่ใช่ว่าที่นี่เป็นเขตพื้นที่ดาวที่ตายแล้วหรอกเหรอ?”
“ช่างหัวมันก่อน รายงานเรื่องนี้ขึ้นไปให้คนข้างบนจัดการ พวกเราเก่งแต่เรื่องสำรวจ ส่วนเรื่องที่ลึกซึ้งกว่านี้ให้พวกที่มือโปรเขาจัดการเถอะ”
จ้าวอู่เจียงได้ยินแต่เสียงแต่ไม่เห็นเงาร่างคน เสียงพวกนั้นฟังดูเหมือนถูกบีบอัดผ่านเครื่องแปลงสัญญาณ เหมือนการเปิดเทปบันทึกเสียงมากกว่าจะเป็นการพูดสด ๆ ต่อหน้า
“ไอ้คนระดับเพิ่งเริ่มเข้าสู่ขอบเขตมรรคาขั้นมรรคาหนึ่งอย่างแกนี่นะ คู่ควรกับตั๋วเดินทางของใต้เท้าจาง?”
“เราควรเอาตั๋วเดินทางไปส่งให้ด็อกเตอร์บีไหม? แต่ด็อกเตอร์คนนั้น…”
“ให้ด็อกเตอร์เหรอ? หงหลวนเธอเป็นบ้าไปแล้วหรือไง! ถ้าเรามีตั๋วใบนี้อยู่ในมือ ใครจะไปสนพวกค่าตอบแทนบ้าบอพวกนั้นกัน? นี่มันตั๋วเดินทางของใต้เท้าจางเชียวนะ!”
“แล้วถ้าด็อกเตอร์บีมีความเกี่ยวข้องกับพวกทายาทตระกูลเทพขุนนางล่ะ เราจะปิดเรื่องนี้มิดเหรอ?”
“ขอแค่เราได้มันมาแล้วเผ่นทันที มุ่งสู่ยุคสมัยถัดไป พวกนั้นจะไปตามหาพวกเราเจอได้ยังไงล่ะ?”
“ส่งตั๋วเดินทางของใต้เท้าจางมาซะดี ๆ ไม่อย่างนั้น ฉันคนนี้จะส่งแกไปสู่ปรโลก ยิ่งไปกว่านั้นข้าจะตามกลิ่นสายเลือดแกไป แล้วล้างบางครอบครัวและญาติตั้งแต่โคตรเหง้าของแกให้เกลี้ยง!”
เสียงสิ้นสุดลงเพียงเท่านั้น เหมือนถูกสัญญาณรบกวนในสนามแม่เหล็กพิเศษเข้าแทรกทำให้ไม่ได้ยินอะไรอีก
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วคมพลางหัวเราะ ‘ฮึ’ ออกมาอย่างนึกสมเพช แต่ไม่รู้ว่าเขาสมเพชอะไร
อาจจะหัวเราะให้ความน้ำเน่าของโชคชะตาละมั้ง
ไอ้เสียงหยาบกระด้างที่โพล่งออกมาตอนท้ายนั่น เขาจำได้ขึ้นใจไม่มีทางลืม… มันคือเสียงของชายร่างกำยำที่ถือมีดเชือดหมู เล่มที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม จนเขาไม่สามารถขึ้นเรือกาลเวลาเพื่อมุ่งสู่กระแสธารแห่งกาลเวลาได้นั่นเอง!
…
“อาจารย์ครับ พวกเราจะทำสำเร็จไหม?” เสียงหนึ่งดังขึ้นมา ราวกับดังอยู่เพียงเบื้องหน้า จ้าวอู่เจียงรู้สึกประหนึ่งร่วมอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยตนเอง น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความคาดหวังนี้คือเสียงของต่งอวี๋เกอ
“โธ่ ไอ้ลูกศิษย์…” อีกเสียงหนึ่งซึ่งแหบพร่าตามกาลเวลาดังตามมา
“อันที่จริง อาจารย์ของนายทำมันเกือบจะสำเร็จแล้วล่ะ…
ที่ข้าสั่งให้คนพวกนั้นออกไปตามหาวัตถุโบราณที่เกี่ยวกับกาลเวลา แล้วอ้างว่ายังขาดวัตถุที่มีพลังแห่งเวลาเพียงชิ้นเดียวถึงจะเดินเครื่องข้ามเวลาเครื่องนี้ได้น่ะ มันก็แค่แผนลวงเพื่อตบตาพวกคนนอกเท่านั้น ก็เจ้าก็เห็นนี่ว่ามีคนจับตาดูโปรเจกต์ของอาจารย์คนนี้กี่คู่”
“ผม… อาจารย์ครับ ผมเต็มใจจะรับหน้าที่เป็นหนูทดลองในครั้งนี้เอง ให้ผมทำเถอะครับ เริ่มเปิดใช้งานมันเลย!”
“นายเป็นลูกศิษย์ของฉัน ยังไม่ถึงคราวที่นายจะต้องไปเสี่ยงเป็นหนูทดลองหรอก อีกอย่างช่วงนี้สถานการณ์ไม่ค่อยจะดี ดูเหมือนมพายุลูกใหญ่กำลังจะเข้า ช่างเรื่องนี้ก่อน ให้พวกนั้นตามหาของไปพลาง ๆ อาจารย์เองจะได้มีเวลาปรับปรุงส่วนเล็กส่วนน้อยให้สมบูรณ์ขึ้นด้วย…”