ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1989 มีเพียง ‘อนาคต’ เท่านั้นที่คงอยู่ตลอดกาล
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 1989 มีเพียง ‘อนาคต’ เท่านั้นที่คงอยู่ตลอดกาล
บทที่ 1989 มีเพียง ‘อนาคต’ เท่านั้นที่คงอยู่ตลอดกาล
ติ๊ก… ต็อก… ติ๊ก… ต็อก…
จ้าวอู่เจียงได้ยินเสียงกลไกนาฬิกาแกว่งกวัดสะท้อนกาลเวลา
เขาเห็นต่งอวี๋เกอ มีกองไฟพวยพุ่งขึ้นมาที่ใจกลางฝ่ามือ เขายืนอยู่หน้าเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่ดูเหมือนชิ้นส่วนโลหะหลายชนิด ถูกนำมาประกอบเข้าด้วยกันอย่างสะเปะสะปะ แววตาของเขาดูแน่วแน่เด็ดเดี่ยว
โครม!
ชายแก่คนหนึ่งกระแทกประตูห้องปฏิบัติการเข้ามาอย่างแรง
“ต่งอวี๋เกอ! ต่งต่ง! นายรู้หรือเปล่าว่าตัวเองทำอะไรลงไป? ไอ้หนู หยุดมือเดี๋ยวนี้!”
“ผมรู้ครับอาจารย์” ต่งอวี๋เกอคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน ทว่าบนใบหน้านั้นกลับปรากฏแววตาแห่งความคลั่งไคล้และดื้อรั้นในแบบที่จ้าวอู่เจียงไม่เคยเห็นมาก่อน
“ผมจะเดินเครื่องมัน… ผมจะช่วยอาอวี่ให้ฟื้นขึ้นมา!”
“อาอวี่ตายไปแล้ว!” ชายแก่ตะคอกกลับ
“นางยังไม่ตาย” ต่งอวี๋เกอน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับกำลังพรรณนาความจริงที่เรียบง่ายที่สุด ก่อนจะเน้นย้ำอีกครั้ง
“เธอ… ยัง… ไม่… ตาย!”
ตู้ม!
วินาทีถัดมา จ้าวอู่เจียงก็ได้ยินเสียงระเบิด แสงสว่างจ้ากระจายตัวเป็นวงกว้างเข้าปกคลุม ราวกับสายน้ำในกระแสธารแห่งกาลเวลาที่ไหลทะลักออกมาท่วมท้นมวลมนุษยชาติและกลืนกินทุกสิ่งจนสิ้น
เวลาผ่านไปเนิ่นนานแค่ไหนไม่รู้ ท่ามกลางความว่างเปล่านั้น เสียงแหบพร่าของชายแก่คนเดิมดังขึ้นอีกครั้ง
“ไอ้หนู… นายไม่ควรหาทางช่วยเธอเลย…
ดินแดนมิติเวลาที่วุ่นวายได้ปรากฏขึ้นแล้ว แต่น่าเสียดาย… อาจารย์ได้ลองเข้าไปดูแล้ว และส่งคนไปสำรวจดูแล้วด้วย สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งผู้คนและสิ่งของ ล้วนแล้วแต่ต้องมีความเกี่ยวข้องกับผู้แข็งแกร่งระดับไร้เทียมทานทั้งนั้น
บางที… อาจจะมีแค่บุคคลหรือสิ่งของในระดับนั้นเท่านั้น ถึงจะมีสิทธิข้ามผ่านมิติอันวุ่นวายนี้ไปได้…
แต่เห็นได้ชัดว่านายข้ามไปไม่ได้ และอาอวี่ก็ข้ามกลับมาไม่ได้… พวกนาย…”
“อาจารย์… ผมขอโทษครับ” เงาร่างของต่งอวี๋เกอปรากฏขึ้น เขาขดตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น แววตาหม่นแสงไร้ประกายใบหน้าเคร่งขรึมเต็มไปด้วยหนวดเครา
“อาจารย์ไม่เถียงหรอก อาจารย์เองก็มีส่วนผิด ถ้าตอนนั้นอาจารย์กล้าพอที่จะก้าวออกไปช่วยพูดขอความเมตตาให้อาอวี่ บางที… เธออาจจะไม่ต้องตายก็ได้…”
“เธอยังไม่ตาย” ต่งอวี๋เกอพึมพำ
เสียงพร่าพรายของชายแก่เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดถอนหายใจ
“เจ้าเด็กโง่… การจมปลักอยู่กับอดีตต่างหากที่จะทำให้นายถูกกักขังไว้ในกาลเวลาอย่างแท้จริง อดีตนั้นไม่มีวันเปลี่ยนได้ พวกเราทำได้เพียงส่งผลกระทบสู่อนาคตเท่านั้น…
เหล่าผู้แข็งแกร่งที่เดินทางผ่านมิติอันวุ่นวายมาได้ ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากอนาคตหรืออดีต แท้จริงแล้วสำหรับตัวพวกเขาเอง ทุกก้าวล้วนมุ่งหน้าไปสู่อนาคตทั้งนั้น เจ้าเข้าใจที่ข้าสื่อไหม?
นายคือลูกศิษย์ที่ฉันภาคภูมิใจที่สุดนะ
ทุกย่างก้าวที่เจ้าเดินไป คือการเดินทางสู่อนาคต ไม่ใช่การถอยกลับสู่อดีต ต่อให้เจ้าจะเดินทางย้อนกลับไปหาอดีต แต่นั่นก็คือ ‘หนึ่งก้าวสู่อนาคต’ อยู่ดี!”
“อาจารย์…” ต่งอวี๋เกอลุกขึ้นยืนอย่างสั่นเทา เขาจับจ้องมาทางทิศที่จ้าวอู่เจียงอยู่ด้วยดวงตาที่เอ่อล้นไปด้วยน้ำตา ราวกับว่ากำลังจ้องหน้าจ้าวอู่เจียงโดยตรง:
“ผมก็แค่… แค่อยากจะช่วยเธอให้ฟื้นขึ้นมา ถ้าเกิดผม… ถูกกำหนดมาให้ล้มเหลว… ถ้าอย่างนั้น… ผมขอเลือกที่จะหลับใหลไปตลอดกาลดีกว่า
ผมจะไปช่วยเธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมต้องการจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่มีเธอ!”
นัยน์ตาของจ้าวอู่เจียงสั่นไหว ต่งอวี๋เกอเดินตรงมาทางเขา และค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด
“ตื่นได้แล้ว…” เสียงของลมทะเลและคลื่นกระทบฝั่งแว่วมา เสียงอันไพเราะของหญิงสาวดังขึ้นใกล้หูอย่างที่เขาไม่ทันตั้งตัว น้ำเสียงนั้นนอกจากจะหวานหยดแล้ว ยังแฝงไปด้วยความรู้สึกมาดมั่นและเสน่ห์บางอย่างที่เป็นเอกลักษณ์
“ตื่นสิ…”
ภาพเบื้องหน้าย้อนกลับมาสู่ความงดงามครั้งแรกที่เจอกันอีกครั้ง แสงสีส้มแดงของพระอาทิตย์ยามอัสดงพาดผ่าน อาอวี่ก้มตัวลง แล้วเขย่าตัว ‘ต่งต่ง’ เบา ๆ ที่กำลังนอนสะลึมสะลือพักสายตาอยู่บนผืนทราย
ต่งต่งตื่นขึ้นมาด้วยตาที่ปรือปราย ทั้งคู่สบตากัน ท่ามกลางแสงอาทิตย์ที่ลาลับขอบฟ้าฉาบลงบนร่างของทั้งสอง บรรยากาศเงียบสงบและงดงามจับใจ
“นี่ฉันอุตส่าห์พาออกมาข้างนอก แต่นายยังจะหลับลงอีกเหรอ? เมื่อคืนไปทำอะไรมาล่ะ ฮะ?” อาอวี่ไพล่มือไว้ด้านหลัง เส้นผมสลวยคลอเคลียที่พวงแก้ม เธอยิ้มออกมาจนดวงตาหยีพราวเสน่ห์
ต่งต่งเกาศีรษะ พลางทำหน้าตาซื่อบื้อตามสไตล์เด็กหนุ่ม
“ฉันฝันไปน่ะ…”
“เฮอะ” อาอวี่พ่นลมหายใจเบา ๆ พลางยื่นมือส่งมาให้ ต่งต่งเอื้อมไปกุมมือนั้นไว้ แล้วค่อย ๆ พยุงตัวลุกขึ้นยืน
ระลอกคลื่นที่ซัดขึ้นบนหาดทราย ได้ผลักดันเอาขวดแก้วใบเล็กใบหนึ่งเข้ามาติดฝั่ง
อาอวี่ส่งเสียง ‘หือ’ ออกมาอย่างแปลกใจ นางรวบเส้นผมขึ้นเดินไปเพียงไม่กี่ก้าว ก็ก้มลงหยิบขวดเล็ก ๆ นั้นขึ้นมา
“นี่มันขวดโหลข้อความนี่นา มีเศษกระดาษข้างในด้วย”
จุกขวดถูกดึงออก และเศษกระดาษก็ถูกนำมาคลี่ดู ลายมือนั้นดูเรียบร้อยสม่ำเสมอ แต่อาอวี่กลับขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะยื่นส่งเศษกระดาษแผ่นนั้นมาทางต่งอวี๋เกอ หรือราวกับกำลังยื่นให้กับจ้าวอู่เจียงที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากันแน่
ต่งอวี๋เกออึ้งไปครู่หนึ่ง
แต่จ้าวอู่เจียงกลับมองเห็นตัวอักษรที่เขียนอยู่บนนั้นได้อย่างชัดแจ้ง
‘ในตอนที่คุณได้เห็นข้อความนี้,
ความจริงคือคุณตกอยู่ในอาการโคม่ามานานหลายปีแล้ว
พวกเราได้พยายามใช้วิธีทุกวิถีทาง เพื่อที่จะปลุกคุณให้ฟื่นขึ้นมา
พวกเราไม่รู้เลยว่า เมื่อไหร่ ที่ไหน หรือในรูปแบบไหนที่คุณจะได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารจากพวกเรา
มันอาจจะเป็นข้อความในหนังสือ
อาจจะเป็นบทสนทนาจากหนังหรือภาพยนตร์สักเรื่อง
อาจจะเป็นในคลิปสั้นตามโซเชียลต่าง ๆ
อาจจะเป็นใครสักคนที่พูดออกมาต่อหน้าคุณ
อาจจะเป็นตัวอักษรที่สลักอยู่บนสิ่งของชิ้นใดชิ้นหนึ่ง
หรืออาจจะเป็น ‘นิยายที่คุณกำลังอ่านอยู่ในตอนนี้
พวกเราเพียงแค่หวังอย่างสุดหัวใจว่าคุณจะได้เห็นมันสักทาง
ได้โปรด… รีบตื่นขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ต้องตื่นให้ได้นะ!’