ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1990 จ้าวอู่เจียง?
บทที่ 1990 จ้าวอู่เจียง?
“อาไป๋ เล่าเรื่องของจ้าวอู่เจียงให้ฟังอีกทีสิ”
เซวียนหยวนซวิ่น อยู่ในชุดผู้ป่วยลายทางสีน้ำเงินขาว เขากำลังเดินก้าวฉับ ๆ เอามือไพล่หลัง วนไปวนมาอย่างไม่ลดละ
“จะถามอะไรนักหนา? แล้วมันยังมีอะไรให้เล่าอีกล่ะ?” จูกัดเซี่ยวไป๋ นั่งพิงพนักเก้าอี้ พลางยกขาขึ้นมาไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์:
“สู้เอาเวลาไปคิดเรื่องยอดคนตายที่พุ่งสูงปรี๊ดตอนนี้ไม่ดีกว่าเหรอ ไอ้ภัยจากน้ำมือมนุษย์ระลอกนี้มันลุกลามเร็วชะมัด”
เห็นได้ชัดว่าเซวียนหยวนซวิ่นยังไม่ละความพยายามที่จะขุดรากถอนโคนหาความจริง
“ในบันทึกของภัยพิบัติที่เก้า ไม่มีชื่อจ้าวอู่เจียงหลงเหลืออยู่เลย เขาตายในภัยพิบัติที่แปดจริง ๆ น่ะเหรอ?”
“บอกไปตั้งกี่รอบแล้วว่าไม่รู้!” จูกัดเซี่ยวไป๋ตอบแบบปัดรำคาญ
“อาจจะตายไปแล้ว หรือไม่เขาก็ข้ามผ่านภัยพิบัตินั้นไปได้แล้วสุดท้ายก็ถอนตัวจากวงการไป ด้วยขอบเขตพลังของเขาในตอนนี้ ไม่เห็นมีความจำเป็นอะไรที่นายจะต้องมานั่งกังวลถึงเขาจนเป็นติ่งขนาดนี้เลย ขนาดฉันที่สนิทกว่า ยังไม่หมกมุ่นเท่าเลย”
“ก็เพราะนายสนิทกับเขานั่นแหละ มันเลยทำให้เขายิ่งดูไม่ธรรมดาขึ้นไปอีก”
เซวียนหยวนซวิ่นให้ความสำคัญกับทัศนะของจูกัดเซี่ยวไป๋มาโดยตลอด เขาหวังเสมอว่าจะได้ยินความลับอะไรบางอย่างที่ออกจากปากอาไป๋ หรือถ้าจะให้ดีกว่านั้น คือวิธีการที่จะจัดการกับภัยพิบัติที่ถูกกำหนดมาแล้วว่าจะต้องเกิดขึ้นนี้
“ผิดแล้ว” จูกัดเซี่ยวไป๋ปรายตามอง “เพราะฉันมีวาสนาได้รู้จักเขาต่างหาก มันเลยทำให้ ‘ตัวฉัน’ ดูไม่ธรรมดาขึ้นมา”
เซวียนหยวนซวิ่นลดเสียงลงด้วยท่าทีจริงจัง
“นั่นไง! นายก็คิดแบบนั้นใช่ไหมล่ะ? ยิ่งนายพูดแบบนี้ พวกฉันที่เหลือก็ยิ่งสงสัยในตัวหมอนั่นมากขึ้น แล้วฉันก็ยิ่งปักใจเชื่อว่าเขาต้องข้ามผ่านภัยพิบัติครั้งนั้นมาได้แน่ ๆ เส้นทางการบำเพ็ญของเขาคือ ‘วิถีแห่งการอุดจุดพร่อง’ ของพรรค์นั้นไม่มีทางล้มเหลวหรอก”
“แล้วพวกนายล่ะ ทำสำเร็จไหม?” จูกัดเซี่ยวไป๋แสยะยิ้มถาม
เซวียนหยวนซวิ่นอึ้งไปครู่หนึ่ง
“ไม่…”
“ถ้างั้นนายมีสิทธิอะไรไปคิดว่าเขาจะไม่มีวันล้มเหลวล่ะ?” จูกัดเซี่ยวไป๋เหล่ตามอง
“อันที่จริงมันยังมีอีกความเป็นไปได้หนึ่งนะ… บางทีเขาอาจจะขึ้นเรือของใต้เท้าจาง แล้วถูกส่งข้ามไปยังภัยพิบัติที่เก้าโดยที่ไม่ได้ลงจากเรือเลยแม้แต่ก้าวเดียว มันเลยไม่มีบันทึกเกี่ยวกับตัวเขาปรากฏขึ้นมายังไงล่ะ”
“จริงเหรอ?!” เซวียนหยวนซวิ่นขมวดคิ้วแน่น
จูกัดเซี่ยวไป๋ตอบส่ง ๆ
“ก็อาจจะ…”
“แต่ฉันสงสัยมาตลอดเลยนะ ในเมื่อใต้เท้าจางแข็งแกร่งขนาดนั้น ทำไมท่านไม่ยื่นมือมาช่วยพวกเราให้พ้นจากภัยพิบัติล่ะ?” เซวียนหยวนซวิ่นเริ่มหัวร้อนจนคิ้วขมวดเข้าหากัน
“ฉันไม่ได้จาบจ้วงใต้เท้าจางนะ… ฉันแค่…”
“นายนั่นแหละตัวดี สงสัยในตัวท่านเต็ม ๆ!” จูกัดเซี่ยวไป๋หัวเราะลั่น
“แต่นายสงสัยได้ถูกประเด็นแล้วล่ะ แค่นายให้ความหวังกับจ้าวอู่เจียงมากเกินไป และประเมินใต้เท้าจางว่าเก่งเกินไปหน่อย”
“เขาไม่เก่งเหรอ?” เซวียนหยวนซวิ่นย้อนถาม
“เก่งสิ” จูกัดเซี่ยวไป๋ชี้นิ้วขึ้นไปบนฟ้า
“แต่นายเคยลองคิดดูไหมว่า บางที ‘เทพมรรคา’ ที่สมบูรณ์แบบจริง ๆ อาจจะแข็งแกร่งกว่าท่านอีก?”
“แล้วถ้าเป็นงั้นจริง ทำไมเทพมรรคาไม่กำจัดใต้เท้าจางไปซะเลยล่ะ?” เฉินหัว บรรพบุรุษแห่งสำนักงานปราบปีศาจที่ยืนฟังทั้งคู่ถกเถียงกันอยู่นาน ตัดสินใจก้าวออกมาถามจี้ตรงประเด็นสำคัญที่สุด
จูกัดเซี่ยวไป๋ถึงกับเหวอไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตะโกนด่าออกมา
“ไอ้พวกตาแก่หนังเหนียวเจ้าเล่ห์!”
เซวียนหยวนซวิ่นสลัดความสงสัยทิ้งไปแล้วส่งยิ้มให้เฉินหัว พวกเขาร่วมมือกันรุกฆาตจูกัดเซี่ยวไป๋ได้สำเร็จ จนสามารถหลอกเอาข้อมูลสำคัญออกมาได้อีกขั้น
เฉินหัวลูบเคราตัวเองเบา ๆ พลางยิ้มละไม
“ดูท่าแล้ว นอกจากใต้เท้าจาง ก็น่าจะมีสุดยอดผู้แข็งแกร่งอยู่อีกคนหนึ่ง ทั้งสองร่วมมือกันคานอำนาจกับเทพมรรคา จนเทพมรรคาทำได้แค่ลงมือกับพวกเราที่ยังกระจอกอยู่แบบนี้สินะ”
เซวียนหยวนซวิ่นรีบแก้คำทันที
“พวกเราไม่กระจอกนะ แค่ไม่เก่งเท่าใต้เท้าจางโว้ย!”
จูกัดเซี่ยวไป๋หลับตาลงทันที ไม่อยากจะเสวนากับคนกลุ่มนี้อีก ‘ตาแก่หนังเหนียวพวกนี้ เดาถูกไปตั้งหลายเรื่อง’
“แล้วทำไมถึงไม่มีบันทึกเกี่ยวกับคู่หูของใต้เท้าจางเลยล่ะ?” แม้เซวียนหยวนซวิ่นจะอายุมากแล้ว แต่ตอนนี้กลับทำตัวเหมือนเจ้าหนูจำไมรัวคำถามใส่ไม่หยุด
“คนคนนี้ควรจะมาจากภัยพิบัติที่เก้า นายรู้จักเขาก็แสดงว่าฝีมือต้องโหดมากแน่ ๆ แล้วเขาก็ยังรู้จักกับใต้เท้าจาง สามารถข้ามผ่านกระแสธารแห่งกาลเวลาได้ ความโดดเด่นของคนคนนี้ต้องเหนือกว่าตัวนายแน่!”
“แล้วเมื่อกี้นายยังพูดเองว่า นายไม่ธรรมดาได้เพราะรู้จักจ้าวอู่เจียง…”
เฉินหัวรับช่วงพูดต่อทันที
“เพราะงั้น พี่จูกัด… คนคนนั้นก็คือ ‘จ้าวอู่เจียง’ ใช่ไหม?”
…
‘นั่นมัน… คือฉันเหรอ?’
จ้าวอู่เจียงคิดด้วยความฉงน เขาจ้องเขม็งไปยังกระดาษแผ่นเล็กในมือของอาอวี่ เขามีความรู้สึกพิลึก ๆ เหมือนกับว่ากระดาษแผ่นนั้นตั้งใจจะสื่อสารกับตัวเขาโดยตรง
ทว่าในใจส่วนลึกเขายังอยากเชื่อมากกว่าว่า เศษกระดาษนั่นคือสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของต่งอวี๋เกอที่ไม่อยากจะจมปลักสู่ความตาย จึงได้สร้างสัญญาณเตือนกระชากตัวเองให้ตื่นจากฝันร้ายเพื่อรักษาชีวิตเอาไว้
เขามองดูต่งอวี๋เกอเดินโซซัดโซเซเข้าไปหาอาอวี่ เหมือนร่างกายจะไร้เรี่ยวแรงไปหมด ก่อนที่จะโผเข้าสวมกอดอาอวี่เอาไว้แน่น… กอดเอาไว้จนแทบจะแทรกเป็นเนื้อเดียวกัน ราวกับว่าไม่อยากจะปล่อยนางไปอีกตราบนานเท่านาน
อาอวี่เม้มริมฝีปาก พลางคลี่ยิ้มออกมาอย่างอ่อนโยน นางยื่นมือลูบหัวคิ้วที่ขมวดแน่นของต่งอวี๋เกอเบา ๆ ขณะที่ร่างของนางกำลังค่อย ๆ จางหายไปอย่างช้า ๆ
ต่งอวี๋เกอสั่นเทาไปทั้งร่าง เขาซบหน้าลงแล้วสะอื้นไห้ออกมาอย่างโศกเศร้า เป็นเสียงคร่ำครวญที่ไร้คำพูด ก่อนจะก้มลงนั่งยอง ๆ แล้วรีบหันขวับกลับมา แววตานั้นฉายประกายดุดันเยือกเย็น เขาจ้องเขม็งมาทางเจียงจิ่นเหนียนและจ้าวอู่เจียงด้วยโทสะ
“ฉันไม่ต้องการการช่วยเหลือจากพวกแก!”