ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1992 เมื่อลูกผู้ชายมีรัก
บทที่ 1992 เมื่อลูกผู้ชายมีรัก
หมี่รื่อกับเฉาหั่วหั่วกำลังช่วยอารักขาอวิ๋นถูและคนอื่น ๆ อยู่ พอได้เห็นจู๋เสี่ยวหยินจากสายเลือดจู๋จิ่วหยิน เป็นฝ่ายรุกเข้าไปกุมมือของจ้าวอู่เจียงก่อนแบบนั้น หมี่รื่อก็ถึงกับทำหน้านิ่วคิ้วขมวดด้วยความอิจฉาตาร้อนอย่างบอกไม่ถูก เขาแอบเอาข้อศอกสะกิดเฉาหั่วหั่วที่เขารักเบา ๆ
“นี่… เธอว่าถ้าผู้ชายหน้าตาดีเนี่ย พวกผู้หญิงเขาจะเป็นฝ่ายเข้าหาหนักขนาดนี้เลยเหรอ? แล้วทำไมเธอ… ไม่เคยรุกเข้าหาฉันแบบนั้นบ้างล่ะ?”
เฉาหั่วหั่วถลึงตาใส่หมี่รื่อทันที
“ก่อนจะถามแบบนั้น ทำไมไม่ลองส่องกระจกดูหน้าตัวเองก่อนล่ะ?”
หมี่รื่อคว้ากระจกบานเล็กออกมาส่องจริง ๆ พลางยักคิ้วสีแดงดั่งเปลวเพลิงส่งให้เงาตัวเองในกระจก
“ก็ดูดีออก เต็มสิบให้กี่คะแนนดีนะ? ให้สักเจ็ดคงไม่เกินไปใช่ไหมล่ะ?”
เฉาหั่วหั่วชี้นิ้วไปทางจ้าวอู่เจียง
“งั้นจ้าวอู่เจียงได้กี่คะแนน?”
“ให้เก้าคะแนนแล้วกัน” หมี่รื่อเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“หักออกศูนย์จุดห้าคะแนน เพราะหมอนั่นมันหน้าตาสวยเกินมนุษย์ หน้าหล่อเฉย ๆ ไม่ว่า แต่นี่สวยด้วย มันเลยดูขาดความแมนไปหน่อย ส่วนอีกศูนย์จุดห้าที่เหลือ ฉันหักเพราะกลัวหมอนั่นจะเหลิง ในฐานะพี่น้องใจมันต้องถึงกัน ต้องคอยเตือนสติบ่อย ๆ อย่าให้ความหล่อมาทำลายวินัยแห่งมรรคาได้”
เฉาหั่วหั่วได้แต่เงียบกริบพูดไม่ออก หมี่รื่อนี่จะว่าดีก็ดีไปเสียทุกอย่าง ติดอยู่แค่ยิ่งรู้จักกันหมอนี่ก็ยิ่งกวนเบื้องล่าง แถมผิวหน้านี่นับวันจะหนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเฉินโจวแล้ว
“แล้วเธอว่าถงถงจะทำสำเร็จไหม?” หมี่รื่อมองตามเฉาถงถงที่ก้าวเท้าแบบกล้า ๆ กลัว ๆ จะขยับทีก็หน้าแดงทีอย่างประหลาด
“สำเร็จความใคร่… เอ๊ย สำเร็จความรักเหรอ?”
“โอกาสเป็นศูนย์ค่ะ” เฉาหั่วหั่วส่ายหัว ไม่ใช่ว่านางไม่อยากเชียร์น้องสาวตัวเอง แต่นางมองความเป็นจริงของถงถงกับจ้าวอู่เจียงให้ออกต่างหาก
ถึงนางจะคอยให้กำลังใจเฉาถงถงอยู่เสมอ แต่ก็รู้ดีว่าผู้ชายหน้าตาคมคายแบบจ้าวอู่เจียง แถมพรสวรรค์ยังสูงส่งระดับเทพแบบนี้ ต้องมีสาว ๆ รายล้อมรอบตัวไม่ซ้ำหน้าอยู่แล้ว ถงถงตัวน้อยของเราจะเอาอะไรไปสู้เล่า
“ทำไมล่ะ?” หมี่รื่อเหลือบมองเฉาหั่วหั่ว ยิ่งมองก็ยิ่งหลงรักหนักเข้าไปอีก
เฉาหั่วหั่วเองก็ชินเสียแล้วกับสายตาคลั่งรักของหมี่รื่อที่เก็บไม่อยู่
“ความรักไม่ใช่การมานั่งสารภาพรักโต้ง ๆ หรอกนะ แล้วดูท่าถงถงกำลังจะไปสารภาพความในใจแน่ ๆ ก้าวแรกก้าวเดียวนี่ล่ะ ที่แพ้ไปแล้วครึ่งค่อนทาง”
“อ๋อ… มิน่าล่ะ เธอถึงไม่เคยสารภาพรักกับฉันเลย” หมี่รื่อทำหน้าเหมือนกับได้เข้าใจอะไรบางอย่าง
“แล้วฉันจะไปสารภาพรักกับนายทำไม?” เฉาหั่วหั่วขมวดคิ้ว ข่มอารมณ์โกรธที่พร้อมปะทุ แหม…พวกทายาทตระกูลเทพจู้หรงนี่นะ อารมณ์ร้อนไม่แพ้ไฟกันจริง ๆ
หมี่รื่อกลอกตาไปมาพลางหัวเราะร่า
“งั้นฉันสารภาพรักกับเธอก็ได้!”
เฉาหั่วหั่วอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะทอดถอนใจ “นายน่ะ สารภาพรักจนน้ำจะท่วมปลาลี้ฮือตายไปกี่รอบแล้วล่ะ ฮะ?”
“ก็เธอยังไม่ตอบตกลงสักทีนี่นา” หมี่รื่อทำหน้าหมาเศร้า
เฉาหั่วหั่วตอบแบบปัดรำคาญ “นี่นายน่ะ ‘โง่เหมือนหมู’ เหรอ?”
คำว่ารักเธออาจจะไม่ได้พูดไป แต่เธอเปิดใจรับหมี่รื่อเข้ามานานแล้ว ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยปากจัดของเธอ มีหรือจะยอมลดตัวลงมาเสวนากับหมอนี่ตั้งนานสองนาน
หมี่รื่อขมวดคิ้วแดงย่นเข้าหากัน สมองเริ่มค้นหาข้อมูล ‘คำคมอ่อยสาว’ จากบรรดากูรูความรักในอินเทอร์เน็ตที่เคยผ่านตามา เพื่อจะหาคำตอบที่ตรงใจเธอที่สุด ตอนนั้นเองที่ความคิดหนึ่งก็แล่นวูบเข้ามา เขาแสร้งทำหน้าเป็นคลี่สะบัดความอับอายทิ้ง
“ก็นี่ไง ฉันก็คือ ‘เจ้าหมูอู๊ดที่น่ารัก’ ของเธอคนเดียวยังไงล่ะครับ”
เฉาหั่วหั่วจ้องหน้าหมี่รื่อด้วยสายตาอึ้งปนหยาม “ไสหัวไปไกล ๆ เลยนะ!”
…
จ้าวอู่เจียงสัมผัสได้ว่าระดับพลังในตัวของต่งอวี๋เกอเริ่มเสถียรขึ้นเรื่อย ๆ และมีท่าทีว่าจะฟื้นคืนสติแล้ว เขาจึงลอบถอนหายใจยาว แล้วค่อย ๆ ปล่อยมือขวาออกจากต่งอวี๋เกอ
เขากำลังจะขยับมือไปแงะมือนุ่มนิ่มของจู๋เสี่ยวหยินออก ทว่ามือขวาที่เพิ่งปล่อยวางลงกลับถูกใครบางคนเข้ามากุมไว้อีกข้าง
เขาชะงักแล้วเหลือบไปมอง เห็นเฉาถงถงที่กำลังยืนหน้าแดงแปร๊ดจนแทบจะกลายเป็นพุทราเชื่อม
‘จบกัน… จิตวิญญาณคนหล่อที่อยากอยู่อย่างสงบตายไปแล้วจริง ๆ’ เขาสบถในใจถึงเสน่ห์ที่ล้นเหลือจนเกินพิกัดนี้
“ทำอะไรของพวกเธอน่ะ?” จ้าวอู่เจียงมองมือซ้ายทีขวาทีพลางส่งคำถามประหนึ่งผู้ประสบภัยความหล่อ… นี่คือสิ่งที่ถามทั้งเฉาถงถงและจู๋เสี่ยวหยินในเวลาเดียวกัน
“คือ… ฉัน…” เฉาถงถงก้มหน้างุดจนคางจะติดหน้าอกมือไม้สั่น
“จ้าว… จ้าวอู่เจียง… คือความจริงแล้วฉัน…”
“ถงถง เธอเองก็มาสัมผัสพลังวิญญาณธาตุไม้ของจ้าวอู่เจียงเหมือนกันเหรอ?” จู๋เสี่ยวหยินผู้มีใบหน้าใสซื่อยังคงหลับตาพริ้มสัมผัสพลังอย่างเริงรื่น เธอเอียงหน้าส่งคำถาม
“พลังวิญญาณธาตุไม้ของเขาบริสุทธิ์มากเลยนะ มีพลังชีวิตสูงส่งเหมือนไอ้ ‘หยิน’ ที่ท่านพ่อเคยเล่าให้ฟังเป๊ะ ๆ เลยล่ะ”
“อื้อ” เฉาถงถงได้ทีเลยตามน้ำ พยักหน้าเบา ๆ แบบขวยเขิน
“ไม้เป็นบ่อเกิดแห่งไฟ… พวกเราที่มีพลังธาตุไฟเลยสัมผัสถึงพลังวิญญาณธาตุไม้ได้ไวเป็นพิเศษน่ะ…”
จ้าวอู่เจียงไม่ได้สลัดมือของทั้งสองทิ้ง เขาเริ่มจะปลงและชินชากับสิ่งเหล่านี้แล้ว
“อันที่จริง ในแสงหิ่งห้อยพราวระยับที่ฉันเคยให้พวกเธอไปน่ะ มันก็แฝงพลังวิญญาณธาตุไม้ไว้เพียบเลยนะ แถมยังมีพลังห้าธาตุและพลังเทพห้าธาตุอื่น ๆ ปนอยู่อีกตั้งเยอะแยะ”
“มันไม่เหมือนกันนี่นา” จู๋เสี่ยวหยินส่ายหัวแบบเอาแต่ใจ
จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้นมาทันที หรือสิ่งที่จู๋เสี่ยวหยินกำลังโหยหา… จะเป็นพลังวิญญาณธาตุไม้ที่กลั่นออกมาจาก ‘กายเต๋าบัวเทพ’ ของเขากันแน่?
“อืม…” ต่งอวี๋เกอส่งเสียงครางเบา ๆ ในขณะที่ค่อย ๆ ได้สติ เขาขยับลืมตาขึ้น ดวงตายังคงมีความชุ่มฉ่ำของหยาดน้ำตาจาง ๆ แต่แฝงไปด้วยความอ่อนเพลีย เขาจ้องมองไปยังจ้าวอู่เจียงด้วยสายตาที่มีความนัยลึกซึ้งเกินบรรยาย
แต่พอสายตาเลื่อนไปเห็นหญิงสาวร่างบางสองคนที่รุมกุมมือของจ้าวอู่เจียงอยู่นั้น เขาก็ถึงกับค้างไปเลย
“จู๋เสี่ยวหยิน? ถงถง? แล้ว… จ้าวอู่เจียง? พวกนาย… หืม? เอ๊ะ?”
“อ๊ะ?!” เฉาถงถงรีบกำมือของจ้าวอู่เจียงแน่นขึ้นโดยสัญชาตญาณเพราะความตื่นตระหนก พลางรีบเบือนหน้าหลบด้วยความลนลาน ผิวหน้าสวยสุกปลั่งไปด้วยสีแดงเข้ม
จ้าวอู่เจียงกระแอมออกมาดังโครก เพื่อพยายามจะกู้ภาพพจน์ตัวเองต่อหน้า ‘นักสู้เพื่อความรักบริสุทธิ์’ อย่างต่งต่ง
“เอ่อ… เรื่องมันไม่ได้เป็นแบบที่นายคิดนะ”
ทว่าจู๋เสี่ยวหยินกลับยืดอกส่งเสียงเบา ๆ ในลำคอ แล้วเอ่ยออกมาอย่างฉะฉานหน้าตาย
“เรื่องมันก็เป็นอย่างที่นายคิดนั่นแหละจ้า!”
“หือ?!” จ้าวอู่เจียงถึงกับหน้าเหวอตกตะลึงไปเลยทีเดียว
ภาพพจน์ของจ้าวอู่เจียงในสายตาต่งอวี๋เกอที่เพิ่งฟื้นขึ้นมา ถึงกับเกิด ‘ล่มสลาย’ ขึ้นมาทันที นึกว่าจ้าวอู่เจียงจะเป็นคนรักจริงหวังแต่งเหมือนตัวเองเสียอีก ทำไมถึงไปแอบกิ๊กกั๊บกับทั้งสายเลือดจู๋จิ่วหยิน และลูกหลานทายาทตระกูลเทพจู้หรงอย่างเฉาถงถงได้ไวเป็นจรวดขนาดนี้ล่ะเนี่ย?!
ภาพพจน์คนดีศรีนิยายพังพินาศหมดสิ้นแล้วจ้า!