ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1993 การโอ้อวด
บทที่ 1993 การโอ้อวด
“เรื่องก็เป็นอย่างที่นายคิดนั่นแหละ!”
จู๋เสี่ยวหยิน กอดแขนของ จ้าวอู่เจียง ไว้แน่น
“ฉันกับถงถงต่างก็มาเพื่อขอพลังวิญญาณธาตุไม้ในกายของจ้าวอู่เจียง ก็นี่ไง จ้าวอู่เจียงยังถ่ายทอดพลังวิญญาณธาตุไม้ให้นายตั้งเยอะเพื่อรักษาอาการบาดเจ็บ แล้วพวกฉันจะขอบ้างมันจะเสียหายตรงไหน?”
ต่งอวี๋เกอเพิ่งจะฟื้นคืนสติสมองจึงยังหมุนตามไม่ค่อยทันนัก เขาชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะเริ่มทำความเข้าใจ เขายิ้มออกมาด้วยท่าทางซื่อ ๆ ผิวแก้มยังคงดูขาวซีดจากการเพิ่งฟื้นไข้
“ฉันนึกว่าเธอกับถงถงเหมือนกันซะอีก…”
“เหมือนกันเรื่องอะไร?” จู๋เสี่ยวหยินไม่เข้าใจ นางหลับตาพริ้มพลางขมวดคิ้วย่นจมูก
เฉาถงถงรู้ดีว่าต่งต่งหมายถึงอะไร ใบหน้าสวยของนางจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดงระเรื่อ เธอแอบเหลือบมองจ้าวอู่เจียงแวบหนึ่ง เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้มองมาทางตน ก็รู้สึกโล่งใจแต่ในขณะเดียวกันก็มีความผิดหวังเล็ก ๆ ผุดขึ้นมา
ต่งอวี๋เกอส่ายหน้าและไม่ได้พูดอะไรต่อ เดิมทีเขาคิดว่าจู๋เสี่ยวหยินก็มีใจชอบพอาจ้าวอู่เจียงด้วยเหมือนกัน
จะอย่างไรก็ช่าง สายเลือดของจู๋จิ่วหยินนั้นเป็นครึ่งเทพครึ่งปีศาจ พวกปีศาจชื่นชอบพลังวิญญาณธาตุไม้ และพลังธาตุไม้ของจ้าวอู่เจียงก็พิเศษมากอยู่แล้ว มีความสดชื่นบริสุทธิ์แบบที่หาได้ยากจากคนอื่น ทำให้รู้สึกเหมือนได้ยืนอยู่กลางป่าเขาท่ามกลางสายฝน
จ้าวอู่เจียงแบมือออกไปทางต่งอวี๋เกอ เผยให้เห็นหิ่งห้อยห้าสีสามตัวที่กำลังส่องประกาย
“รีบโคจรพลังฟื้นฟูเถิด แล้วก็ดูดซับสิ่งเหล่านี้เข้าไปด้วย”
“นี่คือ…?” ต่งอวี๋เกอสงสัย เขาพบว่าเมื่อจ้าวอู่เจียงหยิบหิ่งห้อยทั้งสามตัวนี้ออกมา สีหน้าของจู๋เสี่ยวหยินก็แสดงอาการสนใจอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังเจือไปด้วยความอิจฉาเล็กน้อย
“นี่คือวาสนาส่งเสริมยังไงล่ะ” จู๋เสี่ยวหยินเอ่ยปาก
“ข้างในนั้นมีสามบุปผาห้าปราณและยังมีพลังเทพห้าธาตุที่ล้ำค่ากว่านั้นอีกนะ”
ต่งอวี๋เกอขมวดคิ้วในช่วงที่เขาสลบไสลไปนั้น ‘เกิดอะไรขึ้นบ้างกันแน่?’
เขากวาดสายตามองไปรอบ ๆ และสังเกตเห็นผู้คนมากมาย อวิ๋นชุนเถา ผู้อาวุโสของทายาทตระกูลเทพจู้หรงก็มาที่นี่ แม้แต่เฉาหั่วหั่วก็มาด้วยเช่นกัน
ทางด้านสำนักงานน้ำ ก็มีมี่เยว่ชิงที่ได้รับขนานนามว่าเป็นหนึ่งในโฉมงามแห่งพันดารา และกงเว่ยยวนผู้สืบสายเลือดเจ้าสำนักงานน้ำปรากฏตัวขึ้น
ยอดฝีมือจากเผ่าผู้สืบเชื้อสายเทพลมก็อยู่ที่นี่ด้วย
ส่วนคนจากสำนักงานปราบปีศาจสองคนยืนอยู่ไม่ไกลนัก แต่ดูเหมือนกำลังพยายามหลบเลี่ยงบางอย่าง จึงยืนอยู่ห่างจากคนกลุ่มอื่นพอสมควร
แล้วยังมีจู๋เสี่ยวหยินที่อยู่ตรงหน้านี้อีก
‘ทำไมคนเหล่านี้ถึงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ได้?’
ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนพวกเขากำลังดูดซับพลังบางอย่าง หรือไม่ก็กำลังคอยคุ้มกันคนของตัวเองอย่างสงบ
“นี่คือโชคลาภวาสนาที่จ้าวอู่เจียงได้มา แล้วก็นำมาแบ่งปันให้” จู๋เสี่ยวหยินอธิบายเมื่อเห็นต่งต่งถือหิ่งห้อยค้างไว้อย่างงุนงง
“พวกหมี่รื่อเขาก็ได้กันไป อวิ๋นชุนเถาตอนนี้ก็กำลังดูดซับอยู่ ทางฝั่งสำนักงานน้ำก็เหมือนกัน ส่วนของฉันดูดซับหมดแล้วล่ะ แต่เหมือนว่าจะยังไม่พอ…”
พูดจบ จู๋เสี่ยวหยินก็เม้มปากแดงระเรื่อประหนึ่งกำลังเฝ้ารอบางสิ่ง
จ้าวอู่เจียงยื่นมือออกไป หิ่งห้อยห้าสีอีกสองตัวปรากฏขึ้นในฝ่ามือ โชคลาภเหล่านี้เขาดูดซับจนเต็มเปี่ยมแล้ว และเขาก็ตั้งใจว่าจะต้องแบ่งออกมาบ้าง เพราะวาสนาครั้งนี้เกี่ยวข้องกับผู้คนมากมาย
อีกอย่างเขาค้นพบว่า ถ้าต้องการออกจาก มิติเปลวเพลิงแห่งจิตใจนี้จำเป็นต้องดูดซับและกลั่นกรองพลังโชคลาภเหล่านี้ให้หมด หากใช้เพียงพลังของเขาคนเดียวคงใช้เวลานานเกินไป
“ขอบใจนะ” จู๋เสี่ยวหยินมุดศีรษะเข้าหาฝ่ามือของจ้าวอู่เจียง ทันใดนั้นหิ่งห้อยทั้งสองตัวก็ถูกนางดูดซับเข้าสู่ร่างกาย ใบหน้าจิ้มลิ้มผลิยิ้มอย่างมีความสุข
“โชคลาภนี้เป็นของชื่อมู่จื่อเหรอ?” ต่งอวี๋เกอพยายามเริ่มดูดซับหิ่งห้อยห้าสีทั้งสามตัวนั้น
“ใช่แล้วล่ะ” จู๋เสี่ยวหยินเม้มปาก
“ถูกจ้าวอู่เจียงยึดมาไว้คนเดียว ตอนแรกเขายังไม่ยอมแบ่งให้เลยด้วยซ้ำ
จากนั้นเหลยเซินต้าจากสำนักงานปราบปีศาจก็เข้ามาหาเรื่องเขา แต่ถูกเขาต้อนจนล่าถอยไปเสียรูปมวยเลยล่ะ สุดท้ายพวกเราก็ร่วมมือกับเขา ปลิดชีพเหลยเซินต้าไป
จะว่าไป… ก็ถือว่าช่วยแก้แค้นให้ พี่หญิงอาอวี้ ได้สำเร็จแล้ว…”
“ขอบใจมาก…” ต่งอวี๋เกอชะงักไปครู่หนึ่ง เขามองไปที่จ้าวอู่เจียงด้วยสายตาซาบซึ้ง ประสานมือคารวะอย่างจริงใจ
ทั้งเรื่องที่ช่วยชี้ทางสว่างและปลุกเขาให้ตื่นขึ้น ทั้งเรื่องที่ฆ่าเหลยเซินต้า ทำให้เขาสำนึกในบุญคุณจนไม่อาจบรรยายได้
คนที่เป็นต้นเหตุอย่างเหลยเซินต้าและพวกนั้น เขาอยากจะฆ่าให้ตายด้วยมือตัวเองมาตลอด ติดตรงที่กำลังของเขาไม่เพียงพอ จึงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของขอบเขตดาราจักรเล็ก แถมที่ผ่านมาเหลยเซินต้ายังถูกคุมขังอยู่ในคุกอสนีของสำนักงานปราบปีศาจ เขาจึงไม่มีโอกาสเลย
การที่จ้าวอู่เจียงฆ่าเหลยเซินต้าได้ นับเป็นการล้างแค้นให้อาอวี้ได้อย่างแท้จริง…
‘หืม? เดี๋ยวโอนะ… เมื่อกี้จู๋เสี่ยวหยินพูดว่าอะไรนะ?’
เหลยเซินต้าหาเรื่องจ้าวอู่เจียง แต่กลับถูกจ้าวอู่เจียงกดดันจนพ่ายแพ้เหรอ?
ดวงตาของต่งอวี๋เกอสั่นไหวด้วยความตกใจ เขาเพิ่งจะได้สติกลับมาสมบูรณ์ในนาทีนี้เอง ภายในใจรู้สึกสั่นสะท้านและจ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง!
…
“ตอนนี้นายอยู่ในขอบเขตใดแล้ว?”
ต่งอวี๋เกอถามด้วยอารมณ์ที่ยังคงขึ้น ๆ ลง ๆ จู๋เสี่ยวหยินมักจะไม่ค่อยได้คลุกคลีกับผู้คนภายนอก นอกเสียจากว่าพวกทายาทเทพเจ้าด้วยกัน เธอมีนิสัยใสซื่อไร้เดียงสาและไม่พูดโกหก ดังนั้นเรื่องของจ้าวอู่เจียงและเหลยเซินต้าย่อมเป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอน
เขาไม่คาดคิดเลยว่า แค่ช่วงเวลาที่ตนเองบาดเจ็บปางตายจนสลบไสลไปนั้น พอฟื้นขึ้นมาอีกที จ้าวอู่เจียงกลับกลายเป็นยอดฝีมือที่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้แล้ว?
‘หรือว่าเขาจะหลับนานเกินไปกันแน่?’
แต่ดูจากสภาพของทุกคนแล้ว เขาก็ไม่น่าจะหลับไปนานนัก แล้วทำไมจ้าวอู่เจียงถึงสามารถกดดันเหลยเซินต้าได้แล้วเล่า?
ถ้าจะบอกว่าจู๋เสี่ยวหยินสามารถกดดันเหลยเซินต้าได้ ยังพอจะน่าเชื่อถือกว่าอีก เพราะอย่างไรเสียเหลยเซินต้าก็เคยถูกคุมขังอยู่ในคุกอสนีของสำนักงานปราบปีศาจ ต่อให้หลุดออกมาได้พละกำลังคงไม่เต็มสิบส่วนเหมือนตอนรุ่งโรจน์
อีกทั้งจู๋เสี่ยวหยินนั้น ถ้านับตามเกณฑ์อายุมนุษย์เธออาจจะดูเหมือนเด็กสาว แต่ในความเป็นจริงถ้านับตามกาลเวลาที่แท้จริง เธอใช้เวลาบำเพ็ญเพียรมานานมากแล้ว ทั้งยังได้รับพรสวรรค์อันหาที่เปรียบไม่ได้ของสายเลือด ‘จู๋จิ่วหยิน’ มาตั้งแต่กำเนิด พลังของเธอย่อมก้าวเข้าสู่ขอบเขตดาราจักรเล็กนานแล้ว
ในขอบเขตเช่นนี้ การจะรับมือหรือกดดันเหลยเซินต้าจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจสำหรับเขาเลย
แต่ว่านี่เป็นจ้าวอู่เจียงที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรใกล้เคียงกับเขาก่อนหน้านี้ แต่กลับสามารถกดดันเหลยเซินต้าจนพ่ายแพ้ยับเยินได้… เป็นเรื่องที่เหลือเชื่อเกินไปจริง ๆ
สุดท้ายเขาก็ต้องจำใจเชื่อ เพราะไม่ว่าจะเป็นจู๋เสี่ยวหยินหรือจ้าวอู่เจียง ต่างก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องสร้างเรื่องตัวหลอกเขา
จู๋เสี่ยวหยินทำตัวเหมือนเป็นโฆษกส่วนตัวของจ้าวอู่เจียง เธอเอ่ยแทนเขาอย่างร่าเริง น้ำเสียงแฝงไปด้วยการโอ้อวด
“อย่างน้อยก็คงเทียบได้กับคนที่มีพลังเทพห้าธาตุ สองสายหรือสามสายในขอบเขตดาราจักรเล็กนั่นแหละ”
“เก่งใช่ไหมล่ะ?”
เธอเป็นคนมีความคิดเรียบง่าย ในใจแค่คิดว่าตราบใดที่เธอพูดแทนจ้าวอู่เจียงและช่วยเยินยอเขามาก ๆ บางทีจ้าวอู่เจียงอาจจะใจอ่อนยอมมอบผลแห่งมรรคาลูกนั้นให้นางยืมบำเพ็ญ
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า ยอมรับในสิ่งที่จู๋เสี่ยวหยินกล่าวออกมา
พละกำลังของเขาในยามนี้ ตกอยู่ในขอบเขตประมาณนั้นจริง ๆ