ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1999 อยากได้ตัวเขา
บทที่ 1999 อยากได้ตัวเขา
ในขณะที่พวกรอบตัวอย่างหมี่รื่อสนทนากันด้วยท่าทางผ่อนคลาย แต่ทว่าภายในใจของจ้าวอู่เจียงกลับมสลบไสลไปด้วยเลยแม้แต่น้อย
ตั้งแต่ก่อนจะก้าวพ้นมิติภายในกายของชื่อมู่จื่อ เขาก็สัมผัสได้ลาง ๆ ว่ากำลังจะมีเหตุการณ์ใหญ่เกิดขึ้น ลางสังหรณ์นั้นทำให้ใจเขาครุ่นคิดจนใจไม่สงบ
ยามที่เห็นคนรอบข้างกำลังล้อเล่นหยอกล้อกัน เขากลับรู้สึกว่าภายใต้ความเงียบสงบนี้ มีบางสิ่งกำลังซุ่มซ่อนอยู่ มันกำลังจะออกมาเพื่อพลิกฟ้าคว่ำดิน และบดขยี้ทุกความงดงามให้พังพินาศลง
เขากวาดสายตามองไปรอบด้านเพื่อเฝ้าระวังจู๋เสี่ยวหยินยังคงเกาะแขนเขาไว้แน่นพร้อมกับเขย่าไปมา พลางรบเร้าถามซ้ำแล้วซ้ำเล่าเรื่องที่จะขอหยิบยืมผลแห่งมรรคา
เขาไม่ได้ตอบคำถามเธอ แต่เขากลับสังเกตเห็นที่บริเวณที่น่าจะเป็น ตำหนักไตของชื่อมู่จื่อ มีร่างหนึ่งในชุดดำปิดบังใบหน้ามีท่าทีลุกลี้ลุกลน ดูเหมือนว่าเขากำลังนั่งสมาธิบำเพ็ญเพียรอยู่ แต่แม้จะสวมหน้ากากและอยู่ไกลขนาดนั้น จ้าวอู่เจียงก็ยังสัมผัสได้ถึงความกระวนกระวาย และความระแวดระวังที่แผ่ซ่านออกมาจากคนคนนั้น ราวกับว่าเขากำลังระแวดระวังคนทุกคนรอบข้างอยู่ตลอดเวลา
“นายจะให้ยืมไหม? หรือนายคิดว่าของแลกเปลี่ยนของฉันมันน้อยไปเหรอ?” จู๋เสี่ยวหยินเขย่าแขนจ้าวอู่เจียงอย่างแรง พลางซุกศีรษะมุดรอดผ่านวงแขนแล้วแหงนหน้ามองเขาด้วยท่าทางแปลก ๆ
ในสายตาของคนอื่น ถ้าไม่รู้ต้องนึกว่าจ้าวอู่เจียงกำลังจับเด็กสาวคนหนึ่งไว้เป็นตัวประกันอย่างแน่นอน
“เรื่องนี้สำคัญมากนะ ฉันต้องคิดให้ดีก่อน” จ้าวอู่เจียงเอ่ยตอบส่ง ๆ สมาธิของเขาไม่ได้อยู่ที่เรื่องนี้เลย เขาเพียงพยายามค้นหาต้นตอที่ทำให้ใจเขากระวนกระวายอยู่ตอนนี้
จู๋เสี่ยวหยินถึงจะดูซื่อ ๆ แต่ความจริงเธอไม่ได้โง่ ถึงท่าทางจะเหมือยคนสติไม่เต็ม แต่บางทีเธอกลับฉลาดเป็นกรด เธอดูออกว่าจ้าวอู่เจียงกำลังพูดส่ง ๆ เพื่อปัดความรำคาญ จู๋เสี่ยวหยินเลยต้องงัดคำขู่ออกมาใช้
“ระวังนะ ถ้าไม่ตกลง… ฉันจะทำให้ร่างกายของนายได้รู้ซึ้งเลย!”
“หา?” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้ว เขาสงสัยว่าตนเองจะหูฟาดไปหรือไม่
“หือ?” พวกคนที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เมื่อได้ยินคำนั้นต่างก็หันมามองด้วยความตกตะลึง จู๋เสี่ยวหยิน ‘อยากได้’ ของจ้าวอู่เจียงเหรอ? แถมยังพูดออกมาโต้ง ๆ ต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้น่ะเหรอ?
หมี่รื่อที่ตอนแรกกำลังคุยกับอวิ๋นชุนเถา เย้าแหย่ เจี่ยงเสี่ยวหาว เรื่องความลับการโดนตีแล้วเก่ง เมื่อได้ยินคำพูดของจู๋เสี่ยวหยิน เขาก็ถึงกับชะงักไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะชูนิ้วโป้งส่งให้จ้าวอู่เจียง
มีแต่คนหล่อเท่านั้นแหละ ที่จะมีวาสนาโดยผู้หญิงรุกใส่หนักขนาดนี้’ คำพูดนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด
ทว่า… จู๋เสี่ยวหยินเองก็มองไม่เห็นนี่นา
เมื่อจู๋เสี่ยวหยินสัมผัสได้ถึงสายตาแปลก ๆ จากคนรอบข้าง เธอก็ยิ่งพยายามแสดงท่าทางดุร้ายขึ้นไปอีก ในใจเธอคิดว่า ทั้งจ้าวอู่เจียงและคนอื่น ๆ คงถูกความอำมหิตของศาสตร์ ‘การรัดพัน’ ร่างเหยื่อจนแหลกลาญข่มขวัญเอาจนหน้าซีดแน่นอน
อย่างไรเสีย การพันร่างกายเหยื่อจนกระดูกแตกละเอียดตายอย่างทรมาน ก็คือท่าไม้ตายที่สายเลือดจู๋จิ่วหยินจะใช้จัดการกับศัตรูที่กล้าแข็งเท่านั้น
“เริ่มกลัวขึ้นมาแล้วล่ะสิ” จู๋เสี่ยวหยินแยกเขี้ยวขาว พลางกดเสียงต่ำข่มขู่
“ถ้ากลัว ก็รีบกลับไปคิดเรื่องนี้ให้ดี ๆ ซะ”
“เอ่อ…” จ้าวอู่เจียงครุ่นคิดอย่างจนใจ ถ้าเขาไม่แบ่งผลแห่งมรรคาให้ จู๋เสี่ยวหยินก็จะทำอะไรร่างกายเขานะ? นี่… นับว่าเป็นการข่มขู่ได้ด้วยเหรอ?
บรรยากาศกำลังอยู่ในความครุ่นคิดประหลาด ทันใดนั้น การผันผวนของมิติก็ทวีความรุนแรงขึ้น
ทางด้านหลังของเซวียนหยวนจิ้งที่กำลังลอยตัวเด่นอยู่นั้น ปรากฏรอยแตกขนาดใหญ่ขึ้น รอยแยกนั้นอาบไปด้วยแสงสีขาวโพลนเจิดจ้า
รอยแยกค่อย ๆ ขยายกว้างขึ้น และแสงสีขาวก็ยิ่งสว่างขึ้นเรื่อย ๆ ประหนึ่งมีมือลึกลับที่มองมเห็นเอื้อมไปฉีก โดม ที่อยู่เหนือหัวของทุกคนจนเป็นช่องกว้าง
ทุกคนได้ยินเสียงทุ้มต่ำ เสียงนั้นดังเหมือนมีใครไปเปิดฝากล่องขนาดยักษ์ หรือคล้ายกับเสียงของประตูแคปซูลของเรือข้ามดารากำลังเปิดออก
รอยแยกบนโดมขยายใหญ่และยืดยาวออกไปทุกที จนกระจายกว้างออกไปทั้งสองข้าง แสงสีขาวเข้าปกคลุมทุกคนจนมิอาจมองเห็นทิศทางใดได้ถนัดตา
รอจนกระทั่งทุกคนเริ่มปรับสายตาให้เข้ากับแสงสีขาวจัดนั้นได้แล้ว ต่างก็รีบสังเกตทัศนียภาพรอบด้านด้วยความฉงน
จ้าวอู่เจียงใช้มือขวาบังตาไว้พลางหรี่มองลอดช่องนิ้ว
รอบข้างที่แห่งนี้สะอาดสะอ้านประหนึ่งมมิมีละอองธุลี ไร้ซึ่งขอบเขตจำกัด พื้นพสุธาเบื้องล่างส่องรัศมีเจิดจรัสประหนึ่งหยกขาว
พวกเขาทั้งหมดราวกับถูกห่อหุ้มไว้ภายในหลอดแสงสีขาวอันใหญ่โต
ทว่าในด้านหลังของพวกเขา กลับปรากฏร่างของชื่อมู่จื่อนอนทอดกายสงบอยู่นบนสิ่งที่ดูคล้ายเตียงขนาดกว้างราวสองเมตรยาวราวหนึ่งจั่ง
จะบอกว่าเป็นเตียงก็ดูจะไม่ถูกต้องนัก ดูไปแล้วประหนึ่งมันคือ แคปซูลจำศีลชีวภาพมากกว่า และภายในแคปซูลนั้นร่างของชื่อมู่จื่อกำลังแช่ลงไปในสารอาหารเหลวข้นหนืดสีเขียวมรกตที่รายล้อมอยู่รอบกาย
“ผู้อาวุโสชื่อมู่จื่อ… ทำไมถึงอยูี่ที่นี่ล่ะ?” มีใครคนหนึ่งเอ่ยถามด้วยความงุนงง
เซวียนหยวนจิ้งซึ่งมีบล็อกโลหะทมิฬรายล้อมอยู่รอบตัว ก้าวเดินต่อไปท่ามกลางสีขาวโพลนไร้จุดหมาย
“เมื่อตอนที่ทางการค้นพบร่างของชื่อมู่จื่อ เขากำลังอยู่ในภาวะเสื่อมสลายอย่างต่อเนื่อง ถ้าไม่ได้รับความร่วมมือร่วมใจจากมิตรภาคีทั้งสามฝ่าย ที่ทุ่มทรัพยากรอันมากมายจัดหา ‘สารอาหารเหลว’ ชนิดพิเศษคอยหล่อเลี้ยง ร่างนี้คงไม่มั่นคงมาได้จนถึงทุกวันนี้แน่นอน
นี่คือช่วงเวลาที่เนิ่นนานประหนึ่งหนึ่งชั่วกัปกัลป์ของยุคสมัย ตอนนั้นเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส หากไม่รักษาแบบนี้ อย่าว่าแต่การก้าวเข้าสู่โลกขนาดเล็กเลย แม้แต่หน้าเขา… พวกนายก็คงไม่มีโอกาสได้เจอแน่”
มีผู้สงสัยเอ่ยถามต่อ
“สรุปแล้ว มิติพวกนี้แบ่งซ้อนกันอยู่กี่ชั้นกันแน่?”
“เหลืออยู่อีกชั้นเดียว” เซวียนหยวนจิ้งเอ่ยตอบโดยไม่ได้หันหลังกลับมา
“ชั้นที่นายผ่านมานั้น คือทางเข้าประตูหนึ่งของโลกขนาดเล็ก ส่วนชั้นที่พวกเจ้าอยู่นี้คือชั้นห้องพิทักษ์แคปซูลชีวภาพ ชั้นต่อไปคือ ห้องนิรภัย ที่ถูกปิดผนึกไว้แน่นหนา และชั้นต่อจากนั้นไป ถึงจะเป็นโลกภายนอกที่แท้จริง”
“ไปกันเถอะ อย่ามัวชักช้า เท่าที่ฉันรู้… พวกนายยังมีการแข่งขันในรอบต่อไปรออยู่เยอะนะ”