ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 1998 จากไปแล้ว... แต่ก็ยังไม่จากไปอย่างสมบูรณ์
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 1998 จากไปแล้ว... แต่ก็ยังไม่จากไปอย่างสมบูรณ์
บทที่ 1998 จากไปแล้ว… แต่ก็ยังไม่จากไปอย่างสมบูรณ์
ท่ามกลางจักรวาลไร้ขอบเขต
ร่างของยักษ์ผู้หลับใหลที่สวมอาภรณ์สีเขียวทอดกายสงบนิ่ง รอยพับและรอยย่นบนผ้านั้นแลดูเหมือนเทือกเขาที่ทอดยาวสลับซับซ้อน
จ้าวอู่เจียงและพรรคพวกยืนอยู่ตรงตำแหน่งตำหนักหัวใจของยักษ์ตนนั้น พวกเขากวาดสายตามองไปรอบด้านเพื่อประเมินสถานการณ์
“พวกเราออกมาแล้วเหรอ?” หมี่รื่ ในยามนี้ก้าวหน้าสู่ขั้นสี่ปราณแล้ว พลังฝีมือรุดหน้าไปมิน้อย เส้นผมและหัวคิ้วทอสีแดงเพลิง เพียงการเคลื่อนไหวเบา ๆ ก็แผ่รังสีคุกคาม เขามุ่นคิ้วแดงก่ำพลางเอ่ย
“มันดู… กระทันหันเกินไปนิด”
จ้าวอู่เจียงมองไกลไปยังสายธารดาราที่พาดผ่านอวกาศ แล้วจึงย่อกายลงลูบไล้เนื้อผ้าอาภรณ์ของชื่อมู่จื่อ ยามนี้พลังของเขาอยู่ในขอบเขตดาราจักรเล็ก มีพลังเทพห้าธาตุครอบครองอยู่ราวสามสาย เมื่อเทียบกับยอดฝีมือรุ่นเยาว์คนอื่น พละกำลังของเขาก้าวขึ้นสู่ระดับขุนพลรุ่นเก่าไปแล้ว ความรู้สึกสัมผัสจึงเฉียบคมมาก เขาสัมผัสได้ว่าภายนอกมิตินี้ดูเหมือนยังมีมิติอื่นโอบล้อมอยู่เป็นชั้น ๆ
ภาพทิวทัศน์โดยรอบแม้จะแจ่มชัด ทว่าหากมองเทียบกับยามที่หลุดพ้นจากมิติเปลวเพลิงแห่งจิตใจเมื่อครู่ สายธารดาราที่ลอยเด่นอยู่ไกล ๆ นั้นกลับรอยต่อภาพมิดูลื่นไหลนัก เขารู้สึกได้ถึงความ ‘ติดขัด’ อยู่จาง ๆ
สิ่งนี้เป็นเพราะความสั่นสะเทือนของมิติที่ชื่อมู่จื่อใช้จำศีลกำลังทวีความรุนแรงขึ้น
ตามข้อมูลที่เขาได้รับมา ที่แห่งนี้แต่เดิมมิน่าจะมีภาพเหตุการณ์เช่นนี้อยู่จริง มีเพียงตัวตนของชื่อมู่จื่อเท่านั้นที่เป็นของจริงที่ทางการแห่งอาณาเขตพันดาราค้นพบและสั่งปิดตายผนึกเอาไว้
ดังนั้น ทุกสิ่งภายในมิตินี้ นอกเสียจากชื่อมู่จื่อแล้ว ไม่สามารถฟันธงได้ว่าอะไรคือความจริง
จ้าวอู่เจียงปรายตามองไปรอบทิศ เขาเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของจิ้งเอ๋อร์ตลอดเวลา และเห็นเธอยืนอยู่บนบล็อกโลหะทมิฬก่อนจะทะยานร่างลอยเด่นขึ้น มุ่งหน้าไปยังสายธารดาราอันไกลโพ้น
ดูท่าว่าในฐานะคนของทางการ เซวียนหยวนจิ้งต้องรู้ว่าควรจัดการเยี่ยงไรต่อไป
เป็นดังคาด หลังจากเซวียนหยวนจิ้งทะยานออกพ้นขอบเขตร่างของชื่อมู่จื่อไปราวสิบจั่ง เธอก็ชะงักนิ่งอยู่กลางอากาศ ราวกับมีม่านพลังที่ไร้สภาพกั้นขวางอยู่เบื้องหน้า
เธอขยับมือเรียวสวยเพยเพียงนิด บล็อกโลหะทมิฬในมือก็เริ่มประกอบเข้าด้วยกัน เธอมีสีหน้าเอาการเอางานและเริ่มกดลงบนส่วนที่คล้ายกับกลไกสั่งการบนพื้นผิวโลหะเหล่านั้น
เมื่อจัดแจงเสร็จ เซวียนหยวนจิ้งก็ยืนกอดอกนิ่ง บล็อกโลหะทมิฬลอยละล่องรายล้อมกาย เธอหลุบสายตามองต่ำลงมายังคนเบื้องล่างด้วยใบหน้าเรียบเฉยไม่พูดอะไร
ทุกคนเริ่มเข้าใจขึ้นมาบ้างแล้วว่า พื้นที่ที่ถูกปิดตายนี้กำลังจะถูกเปิดออกจริง ๆ และลำดับต่อไปก็คือการออกจากสนามประลองรอบที่สองอย่างถาวร
จ้าวอู่เจียงมองลอดผ่านสายตาอันคมกริบ เห็นร่างหนึ่งกำลังวิ่งกวดมาจากทิศทางของตำแหน่งตำหนักปอดบนกายชื่อมู่จื่อ อาภรณ์ของชายผู้นั้นโชกไปด้วยคราบเลือด เส้นผมสีทองปลิวไสวเหมือนแผงคอของสิงโต
พอมองใกล้ ๆ จึงเห็นชัดว่าเป็นเจี่ยงเสี่ยวหาว ผู้ที่เคยบาดเจ็บเจียนตาย แต่ตอนนี้กลับดูมีชีวิตชีวาร่าเริงนัก
“เฮียจ้าวอู่เจียง!” เจี่ยงเสี่ยวหาวตะโกนเรียกมาแต่ไกลทันทีที่เห็นหน้าจ้าวอู่เจียง
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าตอบรับ ฐานะของเจี่ยงเสี่ยวหาวนั้นมิธรรมดา มีพลังในการเยียวยาที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ตามคำกล่าวของ A2 แห่งหย่งเซิงเทคโนโลยีระบุว่า เมื่อก่อนเขาเคยฉีด ‘ยีนซาลาแมนเดอร์’ ผสมกับ ‘ยีนหนอนพลานาเรีย’ เข้าไปในร่างกายของเด็กคนนี้ ทำให้เขามีเซลล์เกิดใหม่อยู่มากมาย ขอเพียงเหลือลมหายใจทิ้งไว้สักเฮือกหนึ่ง ร่างกายก็สามารถซ่อมแซมและฟื้นฟูกลับมาได้เอง
ภาพที่เห็นยามนี้พิสูจน์แล้วว่า A2 ไม่ได้โกหก เจี่ยงเสี่ยวหาวมีความสามารถในการฟื้นฟูที่สุดยอดจริง ๆ บาดแผลระดับนั้นแม้แต่หมอก็คงรักษาไม่ได้แล้วแท้ ๆ แต่เขากลับฟื้นขึ้นมาเดินเหินเหมือนไม่เคยใกล้ตายได้อย่างเร็วถึงขนาดนี้
เจี่ยงเสี่ยวหาวก้าวเข้ามาใกล้ พอมองเห็นรอบตัวจ้าวอู่เจียงมีคนแปลกหน้าอยู่ไม่น้อย และแต่ละคนดูท่าจะมีฝีมือไม่ธรรมดา เขาก็ชะงักไปครู่หนึ่ง
“ผมฟื้นขึ้นมาก็พบว่าทุกคนบนเกาะหายไปหมดแล้ว ทั่วทั้งที่นั่นเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือด ผมนึกว่าพวกพี่จะเจอเรื่องไม่ดีเข้าซะแล้ว…”
“มันจบแล้วล่ะ” จ้าวอู่เจียงแย้มยิ้มบาง ๆ
เจี่ยงเสี่ยวหาวถอนหายใจยาวพลางเผยสีหน้าดีใจ
“ถ้าอย่างนั้น…”
“วางใจได้ ฉันจำได้แม่น” จ้าวอู่เจียงพยักหน้า เรื่องแม่ที่เจี่ยงเสี่ยวหาวฝากฝังไว้นั้น ในเมื่อเขารับปากเขาก็ต้องลงมือทำ อีกทั้งเรื่องนี้ยังมีเงื่อนงำเกี่ยวพันกับยาเหลวระดับยีน เขาจึงยิ่งไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ใส่ใจ
“ขอบคุณ!” เจี่ยงเสี่ยวหาวประสานมือโน้มกายคารวะอย่างจริงใจ
“พลังของ ก้าวหน้าไปไกลทีเดียว” ยามยืนประจัญหน้ากัน จ้าวอู่เจียงรู้สึกได้แจ่มชัดว่าตอนนี้เจี่ยงเสี่ยวหาวแข็งแกร่งกว่าแต่ก่อนมาก อยู่ที่ประมาณหนึ่งปราณในขั้นสามบุปผาห้าปราณ
ความเร็วในการเพิ่มพลังแบบนี้ ถ้าไม่นับรวมตัวเขาแล้ว เห็นทีคงจะมีแค่เจี่ยงเสี่ยวหาวที่ทำได้รวดเร็วที่สุด
ถ้าเปรียบสามบุปผาห้าปราณให้เท่ากับขั้นสามภพแห่งมหามรรคา แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าต้องมถูกกฎเกณฑ์แห่งอาณาเขตพันดารากดทับเอาไว้
เจี่ยงเสี่ยวหาวเผยยิ้มอย่างซื่อ ๆ
“เรื่องมันเป็นแบบนี้ครับ… ทุกครั้งที่ผมบาดเจ็บหนักมากขนาดไหน ตอนฟื้นฟูกลับมา พละกำลังก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย… หลายปีมานี้ ฝีมือผมก้าวขึ้นมาได้ก็เพราะการโดนซ้อมจนน่วมมาตลอดนั่นแหละ”
หมี่รื่อที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ฟังจบถึงกับส่งสายตาอิจฉาออกหน้าออกตา
“มีเรื่องดีแบบนั้นด้วยเหรอ? ถ้าฉันมีความสามารถแบบนาย สมัยที่ฉันโดนไม้เรียวลงโทษอย่างหนักเมื่อตอนนั้น คงทำให้ฉันกลายเป็นเทพเจ้าไปแล้ว…”
“ถ้าท่านพ่อตีนายให้หนักกว่านี้ นายคงไม่ทำตัวเป็น ‘จอมมารป่วนโลก’ ขนาดนี้หรอก…” อวิ๋นชุนเถาสัมผัสได้ถึงความพิเศษของเจี่ยงเสี่ยวหาว เธอยิ่งทวีความเกรงอกเกรงใจและให้ความสำคัญกับจ้าวอู่เจียง
แค่ตัวจ้าวอู่เจียงคนเดียวก็นับเป็นปีศาจอยู่แล้ว ทำไมคนอื่นรอบตัวเขาถึงมีแต่พวกสัตว์ประหลาดกันหมดนะ? ประเภทที่ยิ่งโดนตีแล้วยิ่งเก่ง ไม่เคยพบเคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนเลย
หมี่รื่อยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ
“ท่านอา ท่านพ่อผมน่ะไม่ได้ใจร้ายขนาดนั้น แต่ท่านแม่นี่สิ แอบใช้ศาลเตี้ยลงดาบผมตั้งหลายครั้ง อาเอง… เมื่อก่อนยังเคยร่วมมือกับท่านแม่ช่วยรุมตีผมด้วยเลยไม่ใช่เหรอ? ตอนนั้นน่ะ ใส่มาซะเต็มแรงเลยนะ…”