ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2003 สายลมยังมิทันสงบ
บทที่ 2003 สายลมยังมิทันสงบ
“A1…” กงเว่ยยวนมีสีหน้าเคร่งเครียด
“ฉันรู้ว่าบริษัทหย่งเซิงเทคโนโลยีมีอำนาจล้นฟ้า แต่ไม่คิดเลยว่าคนจากบริษัทเทคโนโลยีจะแข็งแกร่งได้ขนาดนี้ แรงกดดันที่เขาส่งออกมา ไม่แพ้ตัวตนระดับสูงพวกนั้นเลยสักนิด”
เฉินมู่เสวี่ยในฐานะที่เป็นเพียงไม่กี่คนในกลุ่มผู้สืบสายเลือดที่ศึกษาทางสายเทคโนโลยีแทนที่จะเป็นศาสตร์โบราณ ย่อมมีความเห็นที่ลึกซึ้งที่สุด
“ในบรรดาผู้นำสายเทคโนโลยีชีวภาพไม่ว่าจะอยู่ในมรรคาฝ่ายไหน บริษัทหย่งเซิงเทคโนโลยีคือผู้นำสูงสุดอย่างไม่ต้องสงสัย และ A1 ในตอนนี้ก็ไม่เหลือความเป็นมนุษย์อีกต่อไปแล้ว
เท่าที่ฉันรู้มา ระดับผู้นำกลุ่มเอของบริษัทหย่งเซิง จะสามารถหลอมรวมร่างเข้ากับหนึ่งในสุดยอดสิ่งประดิษฐ์ของพวกเขา เพื่อสำแดงพลังที่เหนือกว่ามนุษย์จะจินตนาการได้
พวกเขาเรียกตัวเองว่าผู้สร้าง ยกตัวเทียมเท่าจักรวาล และเลิกมองว่าตัวเองเป็นมนุษย์ไปนานแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น A1 คนนี้ยังฝึกศาสตร์โบราณจนพละกำลังลึกลับเกินจะหยั่งถึง เขาไม่เห็นแก่หน้าใครแม้ว่าที่นี่จะเป็นเซฟเฮาส์ของทางการ นึกจะบุกมาเขาก็บุกมา ถ้าเมื่อกี้เขาคิดจะสังหารพวกเราทิ้งจริง ๆ ละก็ บางทีเหล่าผู้อยู่เบื้องหลังของพวกเราอาจจะปฏิกิริยาตามมาช่วยกันไม่ทันด้วยซ้ำ”
“ขอบเขตดาราจักรเล็ก… ขอบเขตดาราจักรใหญ่… ทำไมช่องว่างมันถึงห่างกันได้ถึงขนาดนี้…”
กงเว่ยยวนเพิ่งจะได้สัมผัสกับความต่างชั้นอย่างรุนแรงเป็นครั้งแรก ที่ผ่านมาไม่ว่าจะเจอคนเก่งขนาดไหน เขาก็ไม่เคยรู้สึกถึงอันตรายหรือความกดดันที่แท้จริงเลย ก็เขาน่ะอาศัยอยู่ในสำนักงานน้ำ แล้วจะมีอันตรายที่ไหนพุ่งเข้าหาเขาได้ล่ะ
“ระดับดาราจักรใหญ่จัดเป็นหนึ่งในกลุ่มคนที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล ต้องเก่งกาจกว่าปกติอยู่แล้ว”
อวิ๋นชุนเถาขมวดคิ้วพลางจ้องมองสีหน้าของจ้าวอู่เจียงที่เริ่มมีสีเลือดกลับคืนมาบ้าง
“เรื่องราวที่เกิดขึ้นคราวนี้ พวกเราได้รับข้อมูลมาน้อยเกินไป ตาแก่พวกนั้นไม่ต้องการเปิดเผยอะไรให้พวกเรารู้ พวกเราน่ะเป็นแค่หมากในกระดานของคนพวกนั้น สำหรับฉันนะ ไม่ว่าจะมีสนามประลองรอบที่สามจริงไหม หรือมันจะยากแค่ไหน ฉันก็ขอไม่ยุ่งด้วยแล้วล่ะ ฉันจะถอนตัวจากการประลองครั้งนี้แล้วกลับเผ่าทันที”
“พวกฉันก็จะกลับเหมือนกัน” กงเว่ยยวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“ฉันก็จะกลับไปเอาเรื่องให้รู้แล้วรู้รอดเหมือนกัน ว่าทำไมถึงไม่บอกเรื่องพวกนี้ให้ชัดเจนตั้งแต่แรก!”
กงเหมี่ยวพูดอย่างฉุนเฉียว แต่เฝิงเสี่ยวหัวรีบกระตุกแขนเสื้อเจาไว้ พลางหันไปถลึงตาใส่เขา
“ขนาดคนกันเองยังหลอกใช้ แล้วมีเรื่องอะไรที่ฉันจะถามไม่ได้กันเล่า?”
“แล้วจะทำยังไงกับจ้าวอู่เจียงดี?” หมี่รื่อขมวดคิ้วแดงเพลิงพลางถาม
“หรือจะพาเขาไปพักที่เผ่าพวกเราก่อนดีไหม ยังไงฉันก็ไม่ยอมปล่อยให้เขาต้องอยู่ข้างนอกคนเดียวแน่ ต่อให้คนของทางการมาถึง ฉันก็ไม่มีวันยอมส่งตัวจ้าวอู่เจียงให้พวกเขาเด็ดขาด…”
ทุกคนในที่นั้นต่างเข้าใจสิ่งที่หมี่รื่อจะสื่อเป็นอย่างดี เพราะยามนี้ ‘ทางการ’ ในใจของทุกคนได้สูญสิ้นความน่าเชื่อถือไปเรียบร้อยแล้ว
“ฉันยังต้องขอยืมผลแห่งมรรคาจากเขา ให้ฉันเป็นคนดูแลเขาเถอะ”
จู๋เสี่ยวหยินซบลงกับอกของจ้าวอู่เจียงพลางหลับตาสัมผัสการฟื้นตัวของเขาอย่างละเอียด โดยที่ฝ่ามือยังคงส่งรัศมีแสงสีแดงช่วยรักษาอย่างต่อเนื่อง
“เรื่องผลแห่งมรรคา ฉันหวังว่าทุกคนจะช่วยกันเก็บรักษาเป็นความลับด้วยนะ”
หมี่รื่อกัดฟันกรอด ไม่ยอมสบตากับใคร แต่น้ำเสียงนั้นกลับเย็นยะเยือกขึ้นทันที
“ถ้าเรื่องนี้หลุดไปเข้าหูคนอื่นล่ะก็ วันหลังก็อย่ามาหาว่าฉันไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ระหว่างเผ่านะ!”
“โฮ่ง ๆ ๆ!”
เทพเจ้าสายฟ้าธอร์นั่งอยู่ข้าง ๆ จ้าวอู่เจียง มันชูมยอลเนียร์ขึ้นพลางแยกเขี้ยวขู่ประหนึ่งจะบอกว่า ‘เห็นด้วย’ ถ้าใครกล้าปริปากบอกเรื่องความลับนี้ไปล่ะก็ มันจะขย้ำไอ้คนนั้นให้จมเขี้ยวเลยทีเดียว!
“เรื่องผลแห่งมรรคานั้น พวกเราทุกคนต่างก็มีขอบเขตในใจอยู่” กงเว่ยยวนเอามือไพล่หลังพลางเอ่ยขึ้น การที่จ้าวอู่เจียงมีผลแห่งมรรคาไว้ในครอบครองนั้นย่อมเป็นที่หมายปองของผู้คนอย่างแน่นอน
ทว่าผู้คนที่อยู่ที่นี่ต่างก็ได้ประจักษ์ในพละกำลังและเบื้องหลังที่ซับซ้อนของจ้าวอู่เจียงมาแล้ว แทนที่จะต้องมาผิดใจกับเขาเพื่อแย่งชิงของสิ่งนั้น สู้สร้างสัมพันธ์อันดีไว้ยังจะดูคุ้มค่าเสียมากกว่า
เรื่องจะแย่งน่ะไม่แน่ว่าจะทำสำเร็จ แต่ถ้าคิดจะผูกมิตรย่อมทำได้แน่นอน เพราะอย่างไรเสียจ้าวอู่เจียงก็ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร นิสัยใจคอของเขาเพียงแค่ ‘ใครดีมาก็ดีกลับ ใครร้ายมาก็ร้ายตอบ’
คนที่มีหลักการชัดเจนแบบนี้ อย่างน้อยก็คงไม่ก้าวเข้าสู่มรรคาฝ่ายมาร
“ความจริงมันไม่มีอะไรหรอก ใครมีความสามารถพอก็แค่เข้ามาแย่งเอาไปซะ!” เฟิงเฉี่ยน ทายาทเทพลมที่อยู่ในชุดผู้ป่วยสีน้ำเงินขาวทำหน้ามุ่ยพลางกล่าวว่า
“แต่ถ้าใครกล้ามาปล้นของของพวกฉันล่ะก็… มันต้องจ่ายราคาที่แสนแพง!”
“ล่วงเกินพวกเราแล้ว อย่าหวังว่าจะหนีรอดไปได้!” เฟิงจื่อที่มีรูปร่างเตี้ยกว่าเล็กน้อยเอ่ยข่มขู่ทุกคนด้วยน้ำเสียงดุดัน
เฉินมู่เสวี่ยทำหน้าเข้ม
“มันเกี่ยวอะไรกับพวกนายด้วยล่ะ ถ้าจะบ้าก็ไปบ้าที่อื่น อย่ามาอาละวาดตอนนี้”
เฟิงเฉี่ยนสะบัดชายแขนเสื้อที่ยาวเกะกะออก เผยให้เห็นกุญแจมือบนข้อมือ:
“ในเมื่อเธอถามด้วยความจริงใจขนาดนี้!”
เฟิงจื่อก็สะบัดชุดผู้ป่วยของตนเช่นกัน แล้วยกข้อมือเปล่าๆ ที่ไม่มีอะไรเลยจ่อหน้าทุกคน
“พวกฉันก็จะเมตตาบอกให้พวกเธอเอาบุญแล้วกัน สังเกตเห็นไหมว่าที่มือของฉันน่ะมันคืออะไร?”
“อย่าไปสนใจพวกนั้นเลย สองคนนี้มันคนบ้า” อวิ๋นชุนเถาขมวดคิ้วแล้วหันไปถามจู๋เสี่ยวหยินด้วยความเป็นห่วง:
“อาการบาดเจ็บของจ้าวอู่เจียงเป็นอย่างไรบ้าง? ทำไมเขาถึงได้แต่ลืมตาโพลงแต่กลับไม่ยอมปริปากพูดอะไรเลย หรือว่าดวงจิตของเขาจะได้รับความเสียหาย?”
จ้าวอู่เจียงในยามนี้กำลังลืมตาอยู่ ทว่าในแววตานั้นกลับไร้ซึ่งความสว่างไสวใดๆ แม้บาดแผลตามร่างกายจะเริ่มสมานตัวและไม่มีภยันตรายถึงชีวิตแล้ว แต่เขากลับรู้สึกเหมือนสมองมันว่างเปล่าไปหมด ไม่รู้ว่าควรจะพูดอะไรหรือควรจะทำสิ่งใดต่อไปดี
“สภาพร่างกายกำลังดีขึ้น…” จู๋เสี่ยวหยินยังคงถ่ายทอดรัศมีสีแดงเพลิงอย่างต่อเนื่อง พลังสายนี้มาจากลูกแก้วเพลิงภายในกายของสายเลือดจู๋จิ่วหยิน ที่เล่าขานกันว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการกำเนิดฟ้าดิน
ไม่ว่าข่าวลือนั้นจะเป็นจริงหรือเท็จ แต่ในเรื่องของอานุภาพการรักษาบาดแผลนั้น ทุกคนต่างยอมรับว่านี่คือหนึ่งในขุมพลังที่ยอดเยี่ยมที่สุด
“ดูให้ดี!” เฟิงจื่อโน้มตัวลงนั่งย่อเข่า แล้วถลกแขนเสื้อของจ้าวอู่เจียงขึ้น เผยให้เห็นสายรัดข้อมือที่มีลักษณะคล้ายกับของเฟิงเฉี่ยน:
“นี่แหละคือสายใยผูกพันระหว่างฉันกับจ้าวอู่เจียง!”
“อย่ามาดูถูกสายใยผูกพันของพวกเรานะ!” เฟิงเฉี่ยนนั่งลงสมทบด้วยอีกคน
ทุกคนต่างมองไปที่ข้อมือของเฟิงเฉี่ยนและจ้าวอู่เจียงด้วยความอยากรู้อยากเห็น พร้อมกับตั้งข้อสงสัยว่า ‘จ้าวอู่เจียงเป็นคนของเผ่าเทพลมด้วยเหรอ? หรือว่าก่อนหน้านี้เขาถูกแอบซ่อนตัวไว้เป็นความลับ?’