ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2002 กฎและแสงแห่งความหวัง
ตอนที่ 2002 กฎและแสงแห่งความหวัง
จ้าวอู่เจียงพยายามจะยันตัวลุกขึ้น แต่การโจมตีของ A1 เมื่อครู่แทบจะทำลายทุกอย่างในร่างกายเขาจนหมด ในปากเต็มไปด้วยเลือดข้นจนทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ในลำคอ
บรรยากาศรอบข้างเงียบกริบราวกับป่าช้า หมี่รื่อและต่งอวี๋เกอพยายามจะพูดอะไรบางอย่างหลายครั้ง แต่ถูกอวิ๋นชุนเถาห้ามไว้ เธอเตือนพวกเขาว่า A1 ทำอะไรไม่สนหน้าไหน ถ้าพูดออกไปตอนนี้ นอกจากจะช่วยจ้าวอู่เจียงไม่ได้แล้ว ยังจะพาตัวเองไปตายเปล่า ซึ่งจ้าวอู่เจียงคงไม่อยากเห็นพวกเขาไปตายแบบนั้นแน่ ๆ
“เสี่ยวหาว มานี่สิ” A1 ดีดนิ้วอีกครั้ง ร่างของเจี่ยงเสี่ยวหาวก็ลอยเคว้งเข้ามาหาเขา
A1 บีบเนื้อตัวของเจี่ยงเสี่ยวหาวแล้วพูดว่า
“เธอก็เป็นเด็กดีนะ เสียดายที่เธอไม่ได้ฝึกศาสตร์โบราณและไม่รู้จักวิธีเติมเต็มส่วนที่ขาด ไม่อย่างนั้นเธออาจจะมีคุณสมบัติเป็นลูกของฉันมากกว่าจ้าวอู่เจียงเสียอีก A2 ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปมากนะกว่าจะดัดแปลงเธอออกมาได้ขนาดนี้ รักษาตัวไว้ให้ดีล่ะ…”
พูดจบ A1 ก็เหวี่ยงเจี่ยงเสี่ยวหาวทิ้งเหมือนขยะจนร่างกระแทกพื้นอย่างแรง
“เอาละ ไปกันได้แล้ว อย่ามัวแต่ยืนบื้ออยู่เลย ไม่เกี่ยวกับพวกเธอแล้ว…” A1 เดินทอดน่องไปทางทางออกอย่างช้า ๆ
หัวอวี้หยินจากสำนักงานปราบปีศาจทนไม่ไหวกับการแข่งขันประลองยุทธ์พันดารารอบสองนี้อีกต่อไป เขาไม่ได้อะไรติดมือเลย แถมศิษย์ร่วมสำนักยังตายไปไม่น้อย ถ้าไม่ติดว่ากลัว A1 เขาคงพุ่งหนีออกไปนานแล้ว
เมื่อเห็นการกระทำทั้งหมดของ A1 หัวอวี้หยินก็มั่นใจว่า A1 แห่งหย่งเสิงเทคโนโลยีมาเพื่อหาเรื่องจ้าวอู่เจียงเท่านั้น พวกเขาแค่โดนลูกหลง
ในใจเขาแอบด่าจ้าวอู่เจียงว่าสมควรตาย นอกจากจะฆ่าคนของสำนักงานปราบปีศาจแล้ว ยังทำให้เขาต้องมาตกอยู่ในอันตรายแบบนี้อีก
ตอนนี้เขาแค่อยากหนีไปจากที่นี่ให้เร็วที่สุด เขาจึงพุ่งตัวไปทางทิศที่เซวียนหยวนจิ้งเคยเดินไปก่อนหน้านี้
แต่ในวินาทีต่อมา ร่างของเขาก็ระเบิดกลายเป็นหมอกเลือดสีแดงฉานตัดกับพื้นที่สีขาวอย่างเห็นได้ชัด หยดเลือดสาดกระจายไปทั่ว
“จะไปจริง ๆ เหรอน่ะ?” A1 หัวเราะ เสียงหัวเราะฟังดูเพี้ยน ๆ เขาหันกลับมามองทุกคน สายตาเริ่มเย็นชาลง
“เดินตามหลังฉันมา”
พูดจบเขาก็เดินต่อไปอย่างช้า ๆ เมื่อเดินผ่านจ้าวอู่เจียง เขาก็เตะร่างที่ขดอยู่จนจ้าวอู่เจียงตัวเหยียดตรง แล้วใช้ปลายเท้าเชิดคางของจ้าวอู่เจียงขึ้น
“ตั้งใจฝึกฝนเข้าล่ะ เธอยังมีเรื่องต้องทำอีกเยอะ ถ้าภายในหกเดือนเธอไปไม่ถึงขอบเขตดาราจักรใหญ่ ใครที่สนิทกับเธอ ฉันจะฆ่าทิ้งให้หมด จริงสิ… มีผู้หญิงคนหนึ่งถูกจับไปที่บริษัท ดูเหมือนจะเป็นคนรู้จักเก่าของเธอนะ ถ้าว่างก็แวะไปเยี่ยมบ้าง กลับบ้านบ่อย ๆ ฉันจะได้ไม่ต้องคอยเป็นห่วง”
A1 ใช้ปลายเท้าเขี่ย ๆ ที่ลำคอของจ้าวอู่เจียงจนเขาพ่นเลือดคำโตออกมา เขาทำท่ารังเกียจแล้วชักเท้าออกเดินต่อไปพลางหัวเราะในลำคอ
“ทำไมถึงมีแต่พวกขยะแบบนี้กันนะ”
ร่างของ A1 ค่อย ๆ หายลับไป เขามาที่นี่เพียงเพื่อจะดู ‘ลูกคนใหม่’ อย่างจ้าวอู่เจียง และมาเพื่อยืนยันด้วยตัวเองว่าเขามีคุณสมบัติพอที่จะเป็นภาชนะในอนาคตของเขาหรือไม่
ถึงแม้เขาจะด่าจ้าวอู่เจียงว่าเป็นขยะ แต่จากการที่ได้เห็นและสัมผัสใกล้ชิดในวันนี้ ทำให้เขามั่นใจว่าเขาเลือกไม่ผิด
จากข้อมูลที่ได้มาเปรียบเทียบกับตอนนี้ พลังของจ้าวอู่เจียงพัฒนาไปเร็วมาก ซึ่งตรงตามความต้องการของเขาเป๊ะ
ยิ่งจ้าวอู่เจียงแข็งแกร่งขึ้น เขาก็ยิ่งถูกใจ
เด็กแบบนี้แหละ ถึงจะมีคุณสมบัติเป็นลูกของ A1 และมีค่าพอที่จะได้อยู่ร่วมกับเขา เพื่อเป็นสักขีพยานในแสงแห่งความหวังที่แท้จริงของมวลมนุษยชาติ!
เมื่อร่างของ A1 เลือนหายไป ประกายอสนีบาตสายหนึ่งก็วูบวาบขึ้น เทพเจ้าสายฟ้าธอร์พุ่งทะยานมาถึงเป็นคนแรก มยอลเนียร์ลอยคว้างอยู่เหนือศีรษะของจ้าวอู่เจียง พร้อมกับส่งเสียงเห่าออกมาอย่างร้อนรน
พวกหมี่รื่อและคนอื่น ๆ ต่างรีบพุ่งกายตามเข้ามา ในใจของทุกคนเต็มไปด้วยความสับสนและเป็นห่วงจนไม่รู้จะเริ่มพูดจากตรงไหนก่อนดี
กงเว่ยยวนทรุดกายลงเพื่อตรวจสอบอาการบาดเจ็บของจ้าวอู่เจียง ยิ่งตรวจคิ้วของเขาก็ยิ่งขมวดมุ่นขึ้นเรื่อย ๆ
“โชคดีที่เขาไม่ลงมือจริง ๆ ไม่อย่างนั้นต่อให้มีหมอเทวดาก็คงช่วยชีวิตจ้าวอู่เจียงไว้ไม่ได้แล้ว”
“ทำไม A1 ถึงจ้องจะหาเรื่องจ้าวอู่เจียงให้ได้ขนาดนี้?” หมี่รื่อสังเกตเห็นว่าดวงตาของเฉาถงถงเริ่มมีม่านน้ำตาเอ่อล้นคล้ายจะร้องไห้ขณะจ้องมองจ้าวอู่เจียง ในที่สุดเขาก็อดรนทนถามออกมาไม่ได้
เฉินมู่เสวี่ยที่อาการบาดเจ็บเริ่มทุเลาลง แม้น้ำเสียงจะยังดูอ่อนแรงอยู่บ้าง แต่เธอก็บอกสิ่งที่เธอคิดออกมา
“ภาชนะเพื่อความเป็นอมตะไงล่ะ ในยุคที่วิทยาการพัฒนามารอบด้าน ทั้งสายเทคโนโลยีชีวภาพและเครื่องกลเดินทางมาถึงทุกวันนี้ นี่น่าจะเป็นขั้นตอนสุดท้ายของสายเทคโนโลยีชีวภาพก่อนจะถึงจุดสิ้นสุด นั่นก็คือการมองหาภาชนะใหม่เพื่อการมีชีวิตนิรันดร์ เพราะตัวเขาเองไม่สามารถเข้าถึงความเป็นอมตะได้ จึงต้องเบนเป้าหมายมาทางนี้แทน”
“สับเปลี่ยนวิญญาณเหรอ?” กงเว่ยยวนขมวดคิ้ว เพราะฟังดูคล้ายกับวิชายึดร่างในมรรคาตะวันออก
“คงจะคล้าย ๆ กันนั่นแหละ” เฉินมู่เสวี่ยตอบ
“จากบทสนทนาเมื่อกี้ A1 ไม่คิดจะปิดบังความต้องการในตัวจ้าวอู่เจียงเลย แถมเขายังไม่ลงมือฆ่าจ้าวอู่เจียงด้วย จุดประสงค์ต้องเป็นเรื่องนี้แน่ ๆ ฉันนึกไม่ออกจริง ๆ ว่าจะมีเหตุผลอื่นอะไรได้อีก นอกจากว่าจ้าวอู่เจียงจะเป็นลูกชายของเอวันจริง ๆ”
“คนแซ่จ้าวมีอยู่ดาษดื่นทั่วแผ่นดิน” อวิ๋นชุนเถาขมวดคิ้ว
“จ้าวเจียงที่จ้าวอู่เจียงพูดถึงเมื่อครู่นั่นต่างหากที่น่าจะเป็นลูกของเอวันตัวจริง”
จู๋เสี่ยวหยินใช้มือทั้งสองกดลงบนแผ่นอกของจ้าวอู่เจียง พร้อมกับปล่อยรัศมีแสงสีแดงเพลิงเพื่อช่วยเยียวยาบาดแผล ใบหน้าเล็ก ๆ ของเธอหม่นหมองพลางนึกโทษตัวเองที่เมื่อครู่ไม่ได้ลงมือช่วย เพราะเธอแอบคิดอย่างใสซื่อว่า ‘ถ้าเมื่อกี้ฉันลงมือช่วยสักนิด จ้าวอู่เจียงอาจจะไม่ต้องเจ็บหนักถึงขนาดนี้ก็ได้’