ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2006 เขาก็ต้องการให้ใครสักคนกอดเขาเช่นกัน
บทที่ 2006 เขาก็ต้องการให้ใครสักคนกอดเขาเช่นกัน
“สมองยังปกติ สภาพร่างกายโอเค ดูเหมือนว่าจะไม่มีปัญหาอะไรจริง ๆ แฮะ…” หมี่รื่อกวาดสายตามองจ้าวอู่เจียงอย่างละเอียด
ส่วนจู๋เสี่ยวหยินหยุดการถ่ายทอดพลังปราณสีแดงนั้นแล้ว เธอนั่งย่อเข่าหลับตาอยู่ข้าง ๆ
เธอฉวยโอกาสตอนเจ้าสุนัขธอร์เผลอ พยายามจะฉกมยอลเนียร์มาจากมัน แต่กลับยกไม่ขึ้น แถมยังทำให้ธอร์ตื่นตกใจจนทำเสียเรื่อง
เจ้าสุนัขแยกเขี้ยวขู่พลางเห่าโฮ่ง ๆ ออกมาสองที ราวกับจะบอกว่าถ้าไม่เห็นแก่ที่เธอเคยช่วยจ้าวอู่เจียงมาก่อนล่ะก็ เทพเจ้าสายฟ้าธอร์ผู้ยิ่งใหญ่คนนี้คงขย้ำเธอไปสักแผลแล้ว ยัยเด็กสาวนิสัยเสียที่ชอบล่วงเกินคนอื่นจริง ๆ
“นายไม่เป็นไรจริง ๆ นะ?” หมี่รื่อย่อตัวเข้ามาใกล้เพราะยังไม่วางใจ เขาคิดว่าหลังจากเจอเรื่องเมื่อกี้เข้าไป จ้าวอู่เจียงน่าจะมีอารมณ์โกรธแค้นอยู่บ้าง แต่นี่จ้าวอู่เจียงกลับทำตัวเหมือนคนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ไม่แสดงความเศร้าหรือความโกรธ แถมยังยิ้มได้อีก?
จ้าวอู่เจียงลุกขึ้นนั่งแล้วส่ายหัว
“ไม่เป็นไร…”
“นายอู่เจียง ถ้าตอนนี้คุณอารมณ์ไม่ดี ก็ระบายมันออกมาเถอะ” หมี่รื่อขมวดคิ้ว เขาสัมผัสได้ว่าจ้าวอู่เจียงดูแปลก ๆ ไม่ใช่แค่เขาหรอก แต่หลายคนรอบตัวก็รู้สึกว่าจ้าวอู่เจียงมีบางอย่างผิดปกติ
จ้าวอู่เจียงทำสีหน้าสงสัย
“ฉันจะระบายเรื่องอะไรล่ะ? ในเมื่อฝีมือของฉันสู้เขาไม่ได้ โดนเอวันซัดหมอบมันก็เรื่องธรรมดาออกนี่นา”
“ฉันหมายถึงเรื่อง… จิ้ง…” หมี่รื่อกำลังจะเอ่ยชื่อออกมาแต่ถูกอวิ๋นชุนเถาจ้องเขม็งจนต้องรีบหุบปากเปลี่ยนคำทันที “เฮ้อ ช่างเถอะ นายไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
“ใครจะไปรู้ว่ามิติที่ถูกปิดตายนี้จะเปิดออกเมื่อไหร่กันนะ” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบแฝงรอยยิ้มที่ดูอ่อนโยน
“ไม่รู้เหมือนกัน” หมี่รื่อยักไหล่ “เมื่อกี้หัวอวี้หยินลองพยายามวิ่งหนีไปทางออกแล้วตายไปคนนึง ตอนนี้ดูเหมือนใคร ๆ ก็คงไม่ค่อยอยากจะเสี่ยงลองดูสักเท่าไหร่…”
“ไม่เป็นไร เราก็แค่รอต่อไป” ลิลิธจ้องมองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย เธอไม่ได้สัมผัสแค่เพียงว่าสภาพจิตใจจ้าวอู่เจียงมีปัญหา แตเธอยังสามารถมองทะลุเข้าไปในส่วนลึกของความคิดเขาได้ด้วย
น่าเสียดายที่ที่นี่ไม่ใช่ตัวช่วยส่งเสริมพลังอย่างมิติห้องใจ เธอขาดความได้เปรียบทางชัยภูมิ ไม่อย่างนั้นเธอคงอ่านใจเขาได้ทะลุปรุโปร่งทั้งหมดไปแล้ว
เธอสัมผัสได้ถึงความเศร้าสร้อยของจ้าวอู่เจียง ลิลิธเมินสายตาจากคนอื่นรอบข้าง แล้วเอื้อมแขนเข้ากอดศีรษะของจ้าวอู่เจียงเข้ามากดแนบไว้กับหน้าอกอิ่มคู่โตของเธอ
“ไม่เป็นไรนะ ทุกอย่างมันต้องดีขึ้นเอง…”
ใบหน้าซุกลงกับความนุ่มหยุ่นจนจ้าวอู่เจียงตั้งใจจะดันเธอออก แต่ลิลิธกลับขยับตัวลงนั่งทับบนตัวของเขาเสียอย่างนั้น
“อะแฮ่ม…” ผู้คนที่ยืนล้อมอยู่ส่งเสียงไอในลำคอพลางคิดในใจว่า เจ้าคนหนุ่มสาวสมัยนี้ช่างไร้มารยาทเสียจริง ต่อหน้าธารกำนัลแท้ ๆ ยังกล้าทำกิริยาสนิทสนมเพียงนี้ได้
ต่งอวี๋เกอยืนจ้องภาพตรงหน้าอย่างอึ้ง ๆ สำหรับเขาแล้วภาพพจน์ชายหนุ่มผู้รักมั่นคนเดิมของจ้าวอู่เจียงไม่ใช่แค่พังทลาย แต่หายไปอย่างสิ้นเชิง เขาประหนึ่งเพิ่งเห็นธาตุแท้ของจ้าวอู่เจียงเป็นวันแรก จนในหัวเต็มไปด้วยความงุนงงสับสน
หมี่รื่อเผยแววตาอิจฉาแวบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นทำสีหน้าบูดบึ้ง แล้วหันไปจ้องจ้าวอู่เจียงด้วยสายตามิดีประหนึ่งจะตำหนิชายผู้ไม่ได้เรื่อง จากนั้นเขาก็รีบทำเป็นส่งสัญญาณส่ายหัวให้กับเฉาหั่วหั่วด้วยท่าทางขึงขัง ราวกับจะบอกว่าเขาสลดใจจริง ๆ ที่จ้าวอู่เจียงกลายเป็นคนแบบนี้
ส่วนเฉาถงถงได้แต่เม้มปาก เธอแอบก้มลงมองหน้าอกของตนเองที่เพิ่งจะเริ่มตั้งพรรค์ได้นิดเดียวแล้วก็ต้องถอนหายใจออกมา
เอลิซายืนทื่ออยู่ข้าง ๆ เธอเบะปากนิดหน่อยพลางนึกในใจว่าลิลิธคิดจะครอบครองจ้าวอู่เจียงไว้คนเดียวรึเปล่านะ เมื่อก่อนเห็นลิลิธมัวแต่อิดออดไม่อยากเข้าใกล้เขาเท่าไหร่เลย ไฉนตอนนี้ถึงรุกหนักนักล่ะ?
จู๋เสี่ยวหยินเอียงคอพลางพยายามขยับเข้าไปใกล้เพื่อ ‘สัมผัส’ ท่าทางรวบยอดการกอดของคนทั้งสอง
“คือว่า…” จ้าวอู่เจียงรู้สึกเริ่มจะหายใจไม่ออกและพยายามดิ้นหนี
“ไม่เป็นไรน่า” ลิลิธเชิดหน้าขึ้นนิดหน่อย ประหนึ่งจะประกาศความสัมพันธ์ และปลอบจ้าวอู่เจียงไม่ให้ต้องไปสนสายตาใครรอบข้าง
“ในเมื่อนายเคยช่วยขจัดแสงสว่างในตัวฉันไป ฉันก็จะช่วยขับไล่ความมืดมนในใจนายให้เอง” เธอพึมพำแผ่วเบา และกลัวจ้าวอู่เจียงจะเข้าใจเจตนาของเธอผิดไป จึงรีบพูดเสริมว่า:
“แต่อย่าเข้าใจผิดล่ะ ที่ทำอยู่นี่ไม่ใช่เพราะฉันชอบนายหรอกนะ แต่เป็นเพราะฉัน ลิลิธ รู้จักกตัญญูและตอบแทนคุณ ที่เคยช่วยเหลือมาก็เท่านั้น…”
“จ้าวอู่เจียง… วางใจเถอะ…”
“ฉันกับเอลิซายังไม่ได้หนีไปไหน แล้วข้างตัวนายก็ยังมีเพื่อนฝูงตั้งมากมายไม่ใช่เหรอ?”
“เจ้ายหนุ่มผมแดงขี้โมโหคนนั้น แม่นางน้อยแสนจิ้มลิ้มที่มองนายด้วยสายตาอบอุ่นเหมือนยามเย็น บัณฑิตผู้อ่านเขียนได้สง่าผ่าเผย…
รวมถึงเจ้าสุนัขตัวป่วนนี่ แม่สาวน้อยที่หลับตามองคนด้วยใจ… แล้วก็เจ้าคนผมเขียวจอมขวางโลกที่ปะปนอยู่ในกลุ่มนั้นอีก…”
“โฮ่ง!” เจ้าสุนัขธอร์ส่งเสียงรับ ราวกับเห็นด้วยว่า ‘ตามนั้นแล เพื่อนเหมียว’
โลกิส่งเสียงฮึดฮัดใส่ เขาบอกไปแล้วว่านี่คือผมสีเขียวเขาไม่ได้ถูกภรรยาสวมเขาจนผมเขียวสักหน่อย! และไอ้คำว่า ‘เพื่อน’ น่ะ เขาไม่มีทางรับมานับรวมแน่นอน!
ทว่าเขาก็ขี้เกียจเกินกว่าจะเถียงให้นานความ…
“รอเดี๋ยว…” เสียงอันแหบแห้งดังแทรกเข้ามา เจี่ยงเสี่ยวหาวที่กระดูกแหลกสลายแต่กำลังเร่งเยียวยาร่างกายตนเองอยู่ รีบพยายามยกมืออันสั่นเทาขึ้นมา:
“ยังมีฉันอีกคนนะ…”
“เห็นไหมล่ะ…” ลิลิธยังคงกอดรั้งศีรษะของจ้าวอู่เจียงไว้ “คนเหล่านี้ต่อให้จะเป็นแค่คนที่ผ่านมาพบกันเพียงช่วงสั้น ๆ หรือจะเป็นมิตรสหายที่มีอุดมการณ์ตรงกันก็ตาม…”
“คำพูดที่ควรออกมาจากปากนาย ก็มีเพื่อนพวกนี้มาบอกให้แล้ว…”
“ดังนั้นนะ… ไม่ต้องกังวลหรอก… เรื่องแบบนั้นไม่มีอะไรจริง ๆ…”
ใบหน้าของจ้าวอู่เจียงถูกห่อหุ้มไว้ด้วยความอ่อนนุ่ม เขามิได้ดิ้นรนหรือผลักไสลิลิธออกไปอีก เขาทำเพียงปล่อยให้เธอโอบกอดไว้แบบนั้นในความเงียบสงบ เสียงที่เคยแหบโหยจนฟังมิได้ยินในลำคอ บัดนี้เหลือเพียงเสียงขานรับสั้น ๆ ว่า
“อืม…”