ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2071 หนึ่งในตัวแปรที่ใหญ่ที่สุด
“จ้าวอู่เจียง?”
มีคนเรียกชื่อของจ้าวอู่เจียง
จ้าวอู่เจียงหันศีรษะไปอย่างรวดเร็ว มองไปที่ต้นกำเนิดของเสียง นั่นคือท้องฟ้าดำมืดแห่งดวงดาว
“อู่เจียง?”
“อู่เจียงมีการเคลื่อนไหวแล้ว” เสียงเรียกดังมาอีกครั้ง ครั้งนี้เป็น เสียงผู้หญิง เป็นเสียงของจิ้งเอ๋อร์ยังคงแฝงไว้ด้วยกลิ่นอายของ อำนาจ ทั้งเด็ดขาดและนุ่มนวล ตอนนี้เต็มไปด้วยความกังวลและ ตื่นเต้น
จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วแน่น มองตามเสียงอีกครั้ง คราวนี้ต้นกำเนิด ของเสียงคือบริเวณมิติเวลาที่วุ่นวายไร้ระเบียบ
“อู่เจียง?”
“อู่เจียง ตื่นสิ จ้าวอู่เจียง!” เสียงของจิ้งเอ๋อร์ยิ่งกังวลมากขึ้นเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่าสภาพของจ้าวอู่เจียงที่จิ้งเอ๋อร์กำลังเผชิญหน้าอยู่นั้นแย่ มาก
เสียงสะอื้นดังมา น ้าเสียงของจิ้งเอ๋อร์เต็มไปด้วยอาการสะอื้น
“อู่เจียง ตื่นขึ้นมาสิ…”
“ตื่นขึ้นมา…”
เสียงที่คุ้นเคยจนฝังลึกในวิญญาณนับไม่ถ้วนดังระงมขึ้นมาจาก ทุกสารทิศ บางเสียงถึงกับดังออกมาจากก้นบึ้งหัวใจของจ้าวอู่เจียง เอง
จ้าวอู่เจียงเอื้อมมือไปกำหน้าอกตัวเองไว้แน่น ความเจ็บปวดจาก กลิ่นอายความตายนั้นเขาไม่ได้เกรงกลัวเลยแม้แต่น้อย แต่ทว่าความ ทุกข์ทรมานที่เกิดจากเสียงเหล่านี้ในปัจจุบันนั้นยากจะพรรณนา มัน พุ่งตรงเข้าสู่ส่วนลึกของดวงวิญญาณจนทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเจียน ตาย
“ตื่นเถอะ…”
“ตื่นเถอะ!”
เสียงวุ่นวายไม่สนใจสิ่งใด ทะลุแก้วหู ทะลุเข้าไปในส่วนลึกของ จิตใจเขา
เขานอนขดตัวอยู่ท่ามกลางดวงดาวที่พร่างพรายและร่วงหล่นลง มาอย่างต่อเนื่อง น ้าเสียงที่เปล่งออกมานั้นอ่อนแรงถึงขีดสุด เขา พึมพำด้วยเสียงที่สั่นเครือว่า
“ควรจะ… ตื่นขึ้นมา… ได้อย่างไร..”
เขาร่วงหล่นลงสู่รัตติกาลอันไร้ขอบเขต
ที่ด้านนอกของห้วงอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้น จางมู่โจวป รายตามองผ่านดวงดาวนับไม่ถ้วนจนดวงตาของเขาปรากฏภาพเงา ร่างของจ้าวอู่เจียงออกมา เขาไม่ได้เอ่ยคำใดและไม่มีสีหน้าท่าทาง อื่นใดที่แสดงออกมา มีเพียงความราบเรียบและเย็นชา ราวกับว่า กำลังเฝ้ารอผลลัพธ์บางอย่างอยู่
ในลานเล็กที่สงบเงียบนั้น จูกัดเซี่ยวไป๋นอนอยู่บนเก้าอี้โยก นิ้ว ลูบไล้แหวนหญ้าไม่หยุด ความกระวนกระวายปรากฏชัดโดยไม่ต้อง พูด ช่วงปลายของยุคสมัยที่แปดนี้ ผิดแปลกไปจากที่บันทึกใน ประวัติศาสตร์มาก
จ้าวอู่เจียงคนที่สร้างยุคอัสดงของเหล่าเทพ ผู้สังหารเทพ ทั้งหลาย กำลังทำอะไรอยู่กันแน่? ตอนนี้ไม่มีท่าทีว่าจะฆ่าเหล่าเทพ เลยสักนิด?
ณ สถานที่ลับสุดยอดของหย่งเซิงเทคโนโลยี สิ่งมีชีวิตได้ทะลุ ภาชนะที่บรรจุของเหลวสีเหลืองอมน ้าตาลเข้มออกมาทีละใบ ๆ เสียง ดังสวบ ของเหลวเหนียวข้นไหลเต็มพื้น ไหลมาถึงเท้าของ A1 ที่ยืน นิ่งอยู่
A1 ขว้างหน้าจออิเล็กทรอนิกส์ในมือลงไปในของเหลวเหนียวสี น ้าตาลอมเหลือง ทำให้เส้นสายน ้าสีเหลืองใสกระเซ็นขึ้นมา
บนหน้าจออิเล็กทรอนิกส์เป็นภาพของจ้าวอู่เจียงที่กำลังร่วงหล่น สู่ความมืดอันไร้ขอบเขต ใบหน้าของจ้าวอู่เจียงเต็มไปด้วยความ เจ็บปวด
ส่วนสีหน้าใต้หน้ากากของ A1 นั้นยิ่งดูมืดครึ้มลง เมื่อเทียบกับ ตอนที่เขาโกรธครั้งก่อน ครั้งนี้เขาไม่ได้ด่าจ้าวอู่เจียง แต่ความโกรธ ของเขาชัดเจนว่ารุนแรงยิ่งกว่า
ยิ่งเขาโกรธ เขายิ่งเงียบ
มันจะเป็นความฝันหรือไม่นั้นไม่สำคัญ หากจ้าวอู่เจียงถูกล้มลง ง่ายๆ เพียงเท่านี้ เช่นนั้นจ้าวอู่เจียงก็เป็นแค่ขยะตัวหนึ่ง!
เป็นขยะในหมู่ขยะ!
ไอ้ไร้ค่าแบบนี้ไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นภาชนะให้เขาเกาะอาศัย อย่างเด็ดขาด
เสียแรงที่ก่อนหน้านี้เขาคอยให้ความช่วยเหลือและคำชี้แนะตั้ง มากมาย เพื่อให้จ้าวอู่เจียงได้เติบโตและแข็งแกร่งขึ้น!
ถ้าจ้าวอู่เจียงล้มลงตรงนี้ พวกหมากตัวอื่นทั้งเอลิซาจากศาสน จักรแห่งแสงสว่าง ตระกูลอวี้ ตระกูลโม่ ตระกูลสุ่ย และอื่น ๆ ก็จะ กลายเป็นการเดินหมากที่แย่มากของเขา A1!
เขาไม่มีทางยอมรับและไม่ยอมให้ตัวเองเดินหมากแย่ขนาดนั้น เด็ดขาด!
หากการเดินหมากที่แย่ส่งผลให้สถานการณ์ลุกลามไปทั้ง กระดาน นำไปสู่ความพ่ายแพ้ในตอนจบ เขาจะสูญเสียสิ่งสำคัญที่สุด ของเขาตลอดไป…..
มาถึงจุดนี้แล้ว เขาทำได้เพียงเร่งสถานการณ์ไปข้างหน้าเพื่อ ชดเชยผลกระทบด้านลบที่เกิดจากความไร้ค่าของจ้าวอู่เจียง
“ไปช่วยลูซิเฟอร์สิ ฉันสนับสนุนให้เขาโค่นล้มสิบสองเทวส ถาน!”
A1 ชำเลืองมองสิ่งมีชีวิตที่คลานออกมาจากภาชนะเพียงแวบ เดียว สิ่งมีชีวิตที่น่าสะพรึงกลัวซึ่งเทียบชั้นได้กับขอบเขตดาราจักร ใหญ่ก็ก้มดวงตาลงด้วยความหวาดกลัว ก่อนจะพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้วหมุนตัวหายไปในความมืด
ส่วนในอาณาเขตเวลาและอวกาศที่วุ่นวายไร้ระเบียบ จ้าวอู่เจียง หยุดการร่วงหล่นลง
นั่นเป็นเพราะม้าเสี่ยวหงส่งเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด ครั้งหนึ่ง ก่อนจะพุ่งชนทำลายความปั่นป่วนของกาลเวลาอย่างห้าว หาญ กีบเท้าที่ทะยานขึ้นเหยียบลงบนห้วงดวงดาวอันไร้ขอบเขต พุ่ง เข้ามารับร่างผู้เป็นเจ้านายไว้บนหลังของมันได้ทันท่วงที
เสี่ยวหงซึ่งเดิมทีก็เป็นเพียงร่างวิญญาณอยู่แล้วนั้น มีเงาร่างที่
เริ่มมัวหม่นลงเรื่อย ๆ มันมีความสงสัยที่ไม่เข้าใจอยู่มากมาย เหลือเกิน แต่ทว่าในยามนี้ทุกอย่างก็ไม่สำคัญอีกต่อไปแล้ว
มันสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของเจ้านายที่อยู่ใกล้ชิดกันเพียงเท่านี้
เจ้านายหมดสติไปอย่างลึกซึ้ง และตัวมันเองก็ไม่รู้ว่าควรจะมุ่ง หน้าไปที่แห่งใดดี
แต่ขอเพียงแค่มีมันเสี่ยวหงอยู่ที่นี่ ตัวมันและเจ้านายก็จะไม่หลง ทางชั่วนิรันดร์
ดังนั้นมันจึงหันหลังกลับและพุ่งทะยานมุ่งหน้าไปยังกลุ่มดาว ปริศนาแห่งหนึ่ง
ห้วงดวงดาวมืดมิดดุจวัดร้างที่มีพญามัจจุราชประทับอยู่ในยาม ราตรี ท่ามกลางภาพลักษณ์อาภรณ์สดใสและม้าที่คึกคะนอง จ้าวอู่ เจียงที่นอนหมอบฟุบลงไปนั้นไม่ได้องอาจสง่างามเหมือนเก่า กีบเท้า ที่ย ่าไปในความว่างเปล่า ม้าใหญ่สีแดงพุทราควบทะยานไปราวกับ เมื่อครั้งที่เคยท่องไปทั่วสารทิศในต้าเซี่ย…
เส้นทางนั้นมืดสลัว ทั้งโดดเดี่ยวและเงียบงัน หนึ่งคนหนึ่งม้า ไม่ เคยหยุดพักลงเลย
จูกัดเซี่ยวไป๋ถอนหายใจโล่งอกจิบชา นึกในใจว่าตัวเองก็ยังเป็น มักเกิลคนเดิม
นี่มันคือจ้าวอู่เจียงเชียวนะโว้ย
ทุกอย่างเป็นไปตามแผนการจริง ๆ…