ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2070 ความคิดสองกระแส
จ้าวอู่เจียงเชื่อมั่นว่าทางการจะตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ที่ถูกต้อง และคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมมากที่สุด เพื่อนำพาผู้คนในมรรคา ทั้งหมดไปสู่ชัยชนะ
เขาเชื่อมั่นในตัวเองว่า ต่อให้ไม่มีทางการเป็นที่พึ่ง เขาก็ สามารถฟันฝ่าม่านหมอกที่อยู่ตรงหน้าให้พินาศไปได้ด้วยตัวเอง
เขาได้พูดคุยกับซีเหมินฉางชิ่งมากมาย และพูดกับสวี่คุน มากมายเช่นกัน เขาต้องการให้พวกเขายึดมั่นและเดินตามคำชี้นำ ของฝ่ายการปกครอง!
ส่วนตัวเขาเอง เขายึดมั่นที่จะเดินตามทางของตัวเองอย่างแน่ว แน่!
ความคิดทั้งสองกระแสนั้น ต่างก็คือตัวเขา
แม้ความคิดจะมีความขัดแย้งกัน แต่มันก็สามารถดำรงอยู่ ร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เหมือนกับที่เขาเคยคิดในคืนนั้น คืนที่ได้ช่วยชีวิตอวี้มู่หว่าน เอาไว้ เขาพร้อมยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากนี้ และเขาก็ยอมรับในตัวตนของตัวเองอย่างสมบูรณ์แบบ
ตัวตนของเขานั้นดูพร่าเลือน ความพร่าเลือนนั้นเกิดจากความ ชัดเจนที่มากเกินไป และเขาก็สามารถชัดเจนได้อย่างยิ่ง ความ ชัดเจนนั้นก็เกิดจากความย้อนแย้งในตัวเขานั่นเอง
เขาฟันดาวเสี่ยวหลางด้วยดาบเพียงเล่มเดียว ปราณกระบี่ดุจ เหมือนน ้าค้างแข็ง ชั่วขณะเดียวกวาดล้างผู้รุกรานทั้งหมดจากต่าง แดนที่บุกรุกดวงดาวนี้ และยังฟันแยกพลังแห่งความตายอันมหาศาล ของดาวดวงนี้ออกมา
เขายืนหยัดอยู่ท่ามกลางดวงดาว ขณะที่กลิ่นอายความตายอัน ไร้ที่สิ้นสุดกำลังก่อตัวและโถมเข้าหาเขาอย่างบ้าคลั่ง
กลิ่นอายความตายเหล่านี้เปรียบเสมือนพายุหิมะจากยุคบรรพ กาล มันหนาวเหน็บเสียจนเกือบจะแช่แข็งกระดูกของเขาให้แตก สลาย
กลิ่นอายความตายนำความเจ็บปวดมาสู่เขา แต่มันกลับทำให้ เขามีสติสัมปชัญญะที่แจ่มชัดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นับตั้งแต่เกิด เหตุการณ์ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เหล่าสรรพชีวิตข้ามผ่าน แม่น ้าแห่งกาลเวลาในครั้งนั้น
ดาวเสี่ยวหลางที่ถูกผ่า คือหลุมฝังศพของผู้ประสบเคราะห์กรรม ทั้งหมด ในขณะนี้ทำให้จ้าวอู่เจียงคิดจากชีวิตไปถึงความตาย และ จากความตายกลับมาคิดถึงชีวิตอีกครั้ง
ครั้งแรกที่เขาถามอย่างชัดเจน ไม่ปิดบัง อย่างยโสโอหัง ด้วย ความสงสัย พร้อมกับความน่าเกรงขามอันท่วมท้น เอาความสงสัยใน ใจขึ้นมาพูดตรง ๆ เขาถามตัวเองว่า
“นี่เป็นความฝันหรือเปล่า?”
บางทีอาจจะมีใครบางคนให้คำตอบกับเขาแล้ว แต่เขาก็ไม่อาจ ล่วงรู้ได้
ตั้งแต่พบกับจ้าวเจียง ต่อมาเป็นดาวโม่แล้วก็ดาวเสี่ยวชางจำก นั้นก็ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องกับการค้าอวัยวะ แล้วพื้นที่ข้ามกาลเวลา อันวุ่นวายก็ถูกเปิดออก ต่อด้วยการประลองยุทธ์พันดาราจนถึง ตอนนี้…
ทุกอย่างเป็นความฝันหรือ?
ทางการมรรคาตะวันออก หย่งเซิงเทคโนโลยี A1 และวิหารสิบ สองมหาเทพแห่งมรรคาตะวันตก ต่างก็กำลังจับจ้องมาที่เขา จ้าวอู่ เจียงรู้สึกราวกับว่าตัวเองได้ย้อนกลับไปอยู่ในยุคราชวงศ์ต้าเซี่ย กลายเป็นจ้าวอู่เจียงคนเดิมที่ถูกเหล่าทวยเทพเบื้องบนเฝ้ามองอย่าง ไม่วางตา
ทุกอย่างมันมีความคล้ายคลึงกันจนบอกไม่ถูก
ใครกันที่หมดมุกจนต้องจัดวางบทละครที่ซ ้าซากจำเจและน ้าเน่า แบบเดิม ๆ นี้ขึ้นมาอีก
?
ใครกันที่เป็นคนถือปากกาเขียนชะตาชีวิตของเขา
เพราะความเหมือนกันนี้เอง มันจึงยิ่งทำให้ที่นี่ดูเหมือนความฝัน เข้าไปใหญ่
เพราะวิญญาณของจิ้งเอ๋อร์กระจัดกระจายและยังรวบรวมไม่ครบ เพราะหลินหลางและเสี่ยวไป๋หลับใหล ยากที่จะตื่นขึ้นอีก เพราะการ ปรากฏตัวอย่างกะทันหันของจูกัดเซี่ยวไป๋เพราะซูฮัวอีกลับมาจาก อนาคตด้วยผมขาวโพลน เขายิ่งอยากเชื่อว่านี่คือความฝัน
หากนี่คือความฝันของเขาจริง เช่นนั้นเมื่อเขารู้ตัวแล้วว่าอยู่ใน ความฝัน เขาจะสามารถควบคุมโลกแห่งความฝันของตนเองและทำ ตามใจปรารถนาได้ทุกอย่างเลยหรือไม่
หากนี่ไม่ใช่ความฝัน เช่นนั้นใครกันที่เป็นคนวางเส้นทางชีวิต ของเขาในเงามืดอย่างเงียบเชียบเช่นนี้
และหากนี่คือความฝันจริง ๆ เขาจ้าวอู่เจียงควรจะตื่นขึ้นมาได้ อย่างไร
ถูกใครบางคนฆ่าตายงั้นหรือ ฆ่าตัวตาย หรือว่ามีวิธีอื่นใดกันแน่ จะมีใครบอกเขาได้บ้าง หรือจะช่วยชี้ทางสว่างให้เขาได้สักนิดไหม
กลิ่นอายความตายของดาวเสี่ยวหลางแทบทั้งหมดพุ่งเข้าสู่ ร่างกายของจ้าวอู่เจียงและเริ่มอาละวาดอย่างบ้าคลั่ง
ในขอบเขตแห่งดวงดาว สิ่งที่น่าหวาดกลัวที่สุดก็คือกลิ่นอาย ความตายของดวงดาวนี่เอง
จ้าวอู่เจียงเจ็บปวดจนแทบจะสิ้นสติแต่สมองกลับยิ่งแจ่มชัดขึ้น และก็ยิ่งสับสนมึนงงมากขึ้นไปพร้อม ๆ กัน
เขามองลอดรอยแยกของดวงดาวออกไปยังห้วงอวกาศอันเวิ้ง ว้าง ความมืดมิดที่ไร้ขอบเขตนั้นราวกับจะกลืนกินทุกสิ่งทุกอย่างใน ใจของเขาไปจนสิ้น
ในขณะนี้ แสงสว่างในตัวดวงดาวช่างดูอ่อนโยนและเบาบาง เหลือเกิน เพียงชั่วพริบตามันกลับทำให้ทุกอย่างที่ปรากฏในสายตา ของเขาดูเหมือนอยู่ในความฝันยิ่งขึ้นไปอีก
เขาทะยานร่างขึ้นจากพื้นดินพุ่งทะยานสู่ห้วงดวงดาวที่ไร้สิ้นสุด เขากลายสภาพเป็นแสงหิ่งห้อยสีม่วงแดงที่ไหลวนเปรียบดั่งดาวตก ดวงหนึ่งที่โคจรผ่านดวงดาวที่โดดเดี่ยวไปดวงแล้วดวงเล่า
จนกระทั่งเขาโคจรผ่านอาณาเขตแห่งกาลเวลาและอวกาศที่
ปั่นป่วนวุ่นวายซึ่งไม่เคยปิดตัวลงอย่างสมบูรณ์แห่งนั้น เขาเหลือบ มองมันด้วยความไม่ใส่ใจและไม่ได้คิดที่จะหยุดพักเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าเพียงแค่การปรายตามองโดยไม่ใส่ใจในครั้งนี้ เขากลับ มองเห็นเงาร่างของม้าตัวใหญ่สีแดงพุทราอยู่ในห้วงอวกาศที่บิดเบี้ยว นั้น
“เสี่ยวหง?” เขาชะงักค้าง
ในช่วงเวลาแรกที่เห็น เขารู้สึกตื่นเต้นที่ได้พบเสี่ยวหงอีกครั้ง แต่ ในอีกวินาที ความหนาวเหน็บได้แผ่ขยายไปตามรูขุมขนทุกรูของเขา
ทำไมเสี่ยวหงถึงอยู่ที่นี่?
นี่เป็นเพียงภาพลวงตาใช่ไหม?
ถ้าหากนี่ไม่ใช่ภาพลวงตา เสี่ยวหงจะมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรกัน?
สิ่งที่เขาคิดในใจ ดังนั้นมิติแห่งกาลเวลาที่วุ่นวายนี้จึงได้ดึงเสี่ยว หงมาที่นี่?
การทดสอบก่อนหน้านี้ของเขากลายเป็นความจริงแล้ว
นั่นหมายความว่า เกือบจะยืนยันได้แล้วว่า ทุกสิ่งที่เขามาถึง อาณาเขตพันดารานั้น เป็นเพียงความฝันที่ถักทอขึ้นจากจิตใจของ เขาเอง
“ฮี้ฮี้…” เสี่ยวหงพุ่งชนกำแพงกั้นของมิติกาลเวลาอันวุ่นวาย มัน ตื่นเต้นมาก เมื่อเห็นเจ้านายของมันจ้าวอู่เจียง
มันรู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่าทำไมเจ้านายของมันถึงดูไม่ค่อยดีใจ?
และมันก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ว่า ทำไมตอนที่มันมาถึงห้วงอวกาศ อันไร้ขอบเขตแห่งนี้ ถึงได้มาเจอกับเจ้านายของตนเองได้?
ไม่ใช่เมิ่งผัวหรอกหรือที่บอกมันว่า เจ้านายของมันที่อยู่ไกลจาก ราชวงศ์เซียนต้าโจวนั้นได้ตายจากไปแล้ว