ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2073 คนคุยกับม้า
เดิมทีเสี่ยวหงเพียงแค่หยุดยืนอยู่นิ่ง ๆ เพื่อรอให้จ้าวอู่เจียงตื่น ขึ้นมาจากอาการ “เมาพับ”
ทว่าในตอนที่มันจ้องมองไปยังเขตดาราที่มืดสลัวเบื้องหน้า จู่ ๆ มันก็ได้ยินเสียงต่าง ๆ ดังขึ้นมมากมาย
เสียงเหล่านี้ค่อนข้างคุ้นเคยสำหรับมัน ในความกว้างใหญ่ ไพศาลของเมืองผีหมอกเทามันเคยได้ยินเสียงคล้าย ๆ แบบนี้มา มากมาย
เมิ่งผัวเคยบอกมันว่า เสียงเหล่านี้คือเสียงร้องของผู้ทุกข์ทรมาน เป็นความยึดมั่นถือมั่นและความแค้นที่ไม่อาจสลาย
ด้วยแรงผลักดันบางอย่าง เสี่ยวหงจึงแบกจ้าวอู่เจียงเดินเข้าไป ข้างใน
เมื่อก้าวเข้าสู่พื้นที่ห้วงอวกาศแห่งนี้ มันได้ยินเสียงกระซิบ กระซาบมากขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงพึมพำเหล่านี้คงจะเป็นความยึดติดและแรงอาฆาตที่ไม่ยอม สลายไป เพราะความไม่ยินยอม เพราะความไม่เต็มใจ จึงได้แต่ กระซิบกระซาบอยู่ตลอดเวลา เพื่ออ้อนวอนต่อสรวงสวรรค์และผืน แผ่นดิน
มันมุดเข้าไปในดวงดาวดวงที่ใกล้ที่สุด ภายในดวงดาวกำลังมี ฝนตก สายฝนที่ตกกระหน ่าทำให้มันเปียกชุ่มในพริบตา
มันร้องฮี้ออกมาเสียงหนึ่ง รีบวิ่งออกมาอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ จ้าวอู่เจียงต้องเปียกฝนไปด้วย
จากนั้นมันจึงวิ่งห่อตะบึง กลายเป็นแสงสีแดงเพลิงมุดเข้าไปใน ดาวอีกดวงหนึ่งที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล
มันได้ยินเสียงพึมพำที่ชัดเจนยิ่งขึ้น และได้เห็นซากปรักหักพัง ภายในดาวดวงนั้น
ร่างไร้วิญญาณนับไม่ถ้วนนอนเกลื่อนกลาดบนพื้น ห้อยอยู่บน ซากอาคารที่พังทลาย
ศพพวกนี้โดยพื้นฐานมีลักษณะร่วมกันอย่างหนึ่ง คือมีเลือดสีดำ ที่บริเวณปากและจมูก ตามร่างกายมีบาดแผลมากบ้างน้อยบ้าง เหมือนถูกพิษ
เสี่ยวหงคิดอย่างไร้เดียงสาว่า ถ้าเจ้านายจ้าวอู่เจียงฟื้นคืนสติก็ คงดี บางทีอาจช่วยเหลือคนที่ถูกพิษเหล่านี้ได้
เจ้านายของมันเป็นถึงหมอที่เก่งกาจมากเชียวนะ
มันยังเห็นคนอีกกลุ่มหนึ่ง คนเหล่านี้ก็ตายแล้วเช่นกัน เพียงแต่ ตามร่างกายไม่มีคราบเลือดสีดำสนิท แต่เป็นสีแดงสดตามปกติ
คนพวกนี้ล้วนมีสีหน้าดุร้ายและไม่ยินยอม ราวกับว่าก่อนตายได้ พบเจอกับเรื่องที่ทำให้โกรธแค้นอย่างถึงที่สุด เพียงแต่ไม่อาจขัดขืน ได้ จนสุดท้ายต้องถูกสังหารอย่างน่าสลดใจ
เสี่ยวหงพยักหน้าหงึก ๆ อย่างพึงพอใจกับการคาดคะเนของ ตนเอง
เคยเดินทางไปทั่วกับจ้าวอู่เจียง เข้าใจการสืบสวนเล็กน้อยก็เป็น เรื่องปกติ
ในท้ายที่สุด ม้าที่ไม่เข้าใจการสืบสวนไม่ใช่ม้าที่ดี หากสามารถ ช่วยเหลือเจ้านายได้ในบางครั้ง มันก็รู้สึกดีใจมาก
“แกถูกใครส่งมา?”
ทันใดนั้น เสียงที่ไม่กลมกลืนก็ทำลายความคิดของเสี่ยวหง
มันมองไปตามเสียงนั้น บนท้องฟ้ามีก้อนสีเทาขนาดใหญ่รูปร่าง ประหลาดและมีไฟลุกออกมาจากก้น ลงมาในที่ไม่ไกลนัก ทำให้ฝุ่น ฟุ้งกระจายไปทั่ว
และเสียงนั้น ก็ดังออกมาจากเจ้าก้อนเหล็กสีเทานั่นเอง
ก้อนเหล็กถูกเปิดช่องออก มีคนหลายคนเดินออกมาจากข้างใน
เสี่ยวหงลองนับดู มีทั้งหมดแปดคนพอดี ทุกคนสวมชุดประหลาด ที่รสนิยมของมันไม่อาจทำความเข้าใจได้ แถมในมือยังถือของที่ดู คล้ายกับอาวุธอีกด้วย
“ฮี้ ฮี้ ฮี้” เสี่ยวหงตอบกลับไปประโยค หากเป็นจ้าวอู่เจียงตื่น ขึ้นมาหรือหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ตื่นขึ้นมา พวกเขาจะต้องเข้าใจ แน่นอนว่าเสี่ยวไป๋กำลังบอกว่า มันมาจากดินแดนตะวันออก ผ่านมา แถวนี้ สังเกตเห็นพลังปีศาจที่ผิดปกติ สงสัยว่าอาจจะมีสิ่งมีชีวิตก่อ ความวุ่นวาย จึงหยุดลงมาตรวจดู อะไรทำนองนั้น
“มันพูดอะไรน่ะ?” แปดคนจากสมาคมสงเคราะห์โลกสงสัย คนที่
เป็นหัวหน้าเป็นถึงผู้วิวัฒนาการขั้นสุดยอด รอบกายในระยะสามฟุต มีมีดผ่าตัดประกายวาววับเล่มหนึ่งแหวกว่ายไปมาดุจปลา คอยโผล่ พ้นมาให้เห็นเป็นพัก ๆ และทุกครั้งที่มันปรากฏออกมา ก็ดูราวกับจะ กรีดกระชากมิติให้ขาดสะบั้น
ผู้วิวัฒนาการขั้นสุดยอดผู้นี้สวมชุดคลุมสไตล์ไบค์เกอร์สีดำ ทะมึน แววตาเย็นยะเยือก เมื่อเห็นว่าไม่มีใครตอบคำถามของเขาได้ เขาก็หมดความอดทนอันน้อยนิดที่มีอยู่ และตวาดใส่เจ้าม้าสีแดง พุทราตัวเขื่องทันที
“ที่นี่คืออาณาเขตของสมาคมสงเคราะห์โลกของพวกเรา ไม่ว่า แกคิดจะทำอะไร ถ้าไม่อยากเดือดร้อนก็รีบไสหัวไปซะ!”
“ฮี้ ฮี้ ฮี้” เสี่ยวหงพ่นลมหายใจฟึดฟัดออกทางจมูก พลางย้อน ถามกลับไปว่าทำไมถึงมีคนตายมากมายขนาดนี้ เป็นฝีมือของพวกที่
เรียกตัวเองว่าสมาคมสงเคราะห์โลกใช่ไหม?
แต่เห็นได้ชัดว่าการสนทนาของทั้งสองฝ่ายเป็นไปอย่างไม่ ราบรื่นนัก เพราะต่างฝ่ายต่างฟังกันไม่รู้เรื่องเลยแม้แต่น้อย
ผู้วิวัฒนาการขั้นสุดยอดของสมาคมสงเคราะห์โลกที่มีพลัง ควบคุมวัตถุด้วยจิต คว้าหมับเข้าที่มืดผ่าตัดซึ่งกำลังแหวกว่ายไปมา ไม่หยุด ก่อนจะชี้มืดไปทางเจ้าม้าและชายหนุ่มที่นอนสลบไสลจนมอง หน้าไม่ชัดบนหลังของมัน แล้วออกคำสั่งกับคนข้างกายด้วยน ้าเสียง เย็นชา
“ฆ่าพวกมันซะ”
ชายที่สวมชุดดำสำหรับออกปฏิบัติการกลางคืนที่อยู่ข้าง ๆ พยัก หน้า รีบยกปืนของตัวเองขึ้นมา
ปืนเป็นอาวุธกฎเกณฑ์รองที่หาได้ยาก เมื่อฝ่ายศัตรูไม่ทันได้ ป้องกัน กระสุนที่ยิงออกไปสามารถทะลุทะลวงผู้วิวัฒนาการขั้นสุด ยอดระดับแปดหรือแม้กระทั่งระดับเก้า หรือผู้แข็งแกร่งระดับสามภพ ของนักบำเพ็ญโบราณได้อย่างง่ายดาย
และในตอนนี้ หนึ่งคนหนึ่งม้าที่บังอาจบุกรุกเข้ามาในถิ่นของ พวกเขาดูเหมือนจะไม่ได้มีการป้องกันใด ๆ เลย โดยเฉพาะชายหนุ่ม ที่นอนหลับสนิทอยู่บนหลังม้าคนนั้น
ดังนั้นเป้าหมายแรกของเขาจึงเล็งไปที่ชายบนหลังม้าโดยตรง
เสี่ยวหงมองสิ่งประหลาดนี้ด้วยความประหลาดใจ มันมีความทรง จำที่เลือนราง ว่าสิ่งนี้ดูคล้ายกับอาวุธปืน
หรือว่าคนพวกนี้จะขโมยผลงานของเจ้านายจ้าวอู่เจียงมา หรือไม่? ต้องรู้ไว้ว่า อาวุธปืนและสิ่งอื่น ๆ ที่คล้ายกันนี้ เป็นสิ่งที่จ้าวอู่ เจียงร่วมกับเสนาบดีกรมโยธาและคนอื่น ๆ ศึกษาและพัฒนาขึ้นมา ในช่วงที่แคว้นหนานเจียงรุกราน
มีเสียง “ฟุ่บ” ดังขึ้นไม่ดังนัก เหมือนกับเสียงเวลาแอบแทง กระดาษหน้าต่างให้ทะลุ
ลำกล้องปืนยิงคลื่นกระเพื่อมสายหนึ่งออกมา มันเป็นคลื่นที่ไร้ รูปลักษณ์ ทำได้เพียงคาดคะเนวิถีคร่าวๆ จากความผันผวนของ อากาศเท่านั้น
กระสุนพิเศษนัดนี้พุ่งตรงเข้าหาศีรษะของจ้าวอู่เจียงอย่างแม่นยำ