ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2077 ยามที่ฟื้นคืนสติ
ผู้นิพพานก่อเกิดผลนิพพานเบื้องหน้าผู้นิพพานคือเธอและฉัน ยืนบื้ออยู่ข้าง ๆ ผู้บรรลุนิพพาน ความประหม่ามันพุ่งปรี๊ดขึ้นมาไม่ หยุด…
ลู่เหรินเจี่ยในตอนนี้รู้สึกกังวลอย่างยิ่ง เขายิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าถูกต้อง ชายที่อยู่บนหลังม้าสีแดงอมน ้าตาลกำลังเข้าสู่ภาวะนิพพาน
ความเป็นไปได้ที่ดีที่สุดคือการก้าวจากขอบเขตดาราจักรเล็ก ไปสู่ขอบเขตดาราจักรใหญ่ กลายเป็นผู้แข็งแกร่งแห่งดวงดาวที่มีผล นิพพานหนึ่งดวง
ความเป็นไปได้ที่แย่ที่สุดคือ ชายที่มองไม่ชัดใบหน้าและดู ธรรมดาสามัญคนนี้ กำลังก้าวจากผู้แข็งแกร่งขอบเขตดาราจักร ใหญ่ที่มีผลนิพพานสองดวง ไปสู่ผู้แข็งแกร่งขอบเขตดาราจักรใหญ่ ที่มีผลนิพพานสามดวง ซึ่งก็คือผู้แข็งแกร่งที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของ จักรวาล
เขากลอกตาไปมา ครุ่นคิดถึงความเป็นไปได้ต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว เขาก้าวเข้าไปใกล้จ้าวอู่เจียงขึ้นอีกไม่กี่ก้าว ยังคงเอามือข้างหนึ่งไว้ ด้านหลัง พูดด้วยน ้าเสียงทุ้มจริงจัง
“การได้พบกันถือเป็นวาสนา คุณสบายใจได้เลยนะสหาย ในเมื่อ ผมอยู่ตรงนี้ จะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาขัดจังหวะการฝึกฝนของ คุณแน่นอน”
พูดจบ มือขวาด้านหลังของเขาก็โบกไปทางกลุ่มคนของสมาคม สงเคราะห์โลก เป็นการบอกให้พวกเขารีบไป อย่าอยู่ขัดหูขัดตาใน ที่นี้
พวกคนของสมาคมสงเคราะห์โลกทั้งหมดอึ้งไปชั่วครู่ รีบพยัก หน้า และโค้งให้ลู่เหรินเจี่ยและจ้าวอู่เจียงเล็กน้อย ก่อนจะรีบถอนตัว ออกจากที่นี่
ม้าเสี่ยวหงมีสีหน้าแปลกใจบนใบหน้าม้าที่ยาวรี ยิ่งไม่แน่ใจว่า หัวหน้าสมาคมสงเคราะห์โลกคนนี้ต้องการทำอะไรกันแน่
เมื่อเทียบกัน เสี่ยวหงกับเสี่ยวไป๋แล้ว เสี่ยวหงมีความบริสุทธิ์และ จงรักภักดีมากกว่า ส่วนเสี่ยวไป๋ฉลาดและมีความคิดสร้างสรรค์ มากกว่า แม้เสี่ยวหงจะเดินทางท่องยุทธภพกับจ้าวอู่เจียงและได้เห็น ผู้คนหลากหลายมามากมาย แต่นั่นเป็นเพราะมันกับจ้าวอู่เจียงสอง คนฆ่าฟันไปทั่ว โดยมันรับผิดชอบในส่วนของการกัด ส่วนจ้าวอู่เจียง รับผิดชอบส่วนที่ยุ่งยากซับซ้อนของการฆ่า
มันทุ่มเทความสนใจทั้งหมดไปที่เจ้านายอย่างจ้าวอู่เจียงเพียงคน เดียว ไม่ค่อยได้สนใจคนอื่นเท่าไหร่นัก ดังนั้นมันจึงไม่ได้เข้าใจใน เล่ห์เหลี่ยมความเป็นมนุษย์มากนัก
ลู่เหรินเจี่ยระมัดระวังอยู่เสมอ หลังจากยืนยันว่าชายบนหลังม้า กำลังเข้าสู่ภาวะนิพพาน เขาไม่แน่ใจว่าชายคนนี้เป็นคนแบบไหนกัน แน่ จึงพูดประโยคดังกล่าวออกไป
ถ้าผู้ชายคนนี้เก่งกว่าเขามากจริง ๆ และดันเป็นคนดี การที่คุณ ช่วยคุ้มกันให้เขาก็ถือว่ามีความดีความชอบ ซึ่งพวกคนฝ่ายธรรมะ มักจะเกรงใจหน้าตาและกฎเกณฑ์บางอย่าง ทำให้ไม่ลงมือกับเขาได้ ง่าย ๆ
เพราะจนถึงตอนนี้ สิ่งที่เขาแสดงออกมาคือไม่มีทั้งเจตนาฆ่าและ เจตนาร้าย ยังอุตส่าห์ช่วยเหลือผู้พิทักษ์ด้วย การลงมือกับเขาจะเป็น ที่ยอมรับได้หรือ?
และหากชายคนนี้แข็งแกร่งกว่าเขาแต่ไม่ใช่คนดี เขาก็สามารถ อ้างตระกูลลู่ของตนเพื่อข่มขู่จ้าวอู่เจียงทางอ้อม หรือใช้ผลประโยชน์ มาซื้อตัวก็ได้
คนไม่ดี มักจะยอมรับการข่มขู่และสินบนแบบนี้ได้มากกว่าคนดี
แต่ถ้าท้ายที่สุดแล้วเขาดันประเมินพลาด แล้วเกิดผู้ชายคนนี้ดัน อ่อนแอกว่าเขาขึ้นมาละก็… เหอะ ๆ เมื่อนั้นเขาก็จะลงมือฆ่าทิ้งทันที!
จ้าวอู่เจียงไม่รู้เลยว่าตอนนี้เขากำลังถูกคนหนึ่งคนกับม้าอีกหนึ่ง ตัวหมายตาอยู่ ความนึกคิดของเขาจมดิ่งลงสู่สภาวะที่แปลก ประหลาดอย่างยิ่ง มันไม่ใช่ความฝัน และไม่มีฉากอะไรสลับ สับเปลี่ยนไปมา มีเพียงโลกที่กว้างใหญ่ไร้ขอบเขตซึ่งถูกปกคลุมไป ด้วยหมอกสีเทาอันอ้างว้าง
เขาสัมผัสไม่ได้แม้กระทั่งการคงอยู่ของตัวเอง
จนกระทั่งความเจ็บปวดภายในร่างกายทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนมันปลุกให้เขาตื่นขึ้นมาพบกับความเจ็บปวดนั้น และเขาก็ได้เห็น โลกสีเทาที่เลือนลางแห่งนี้
ในวินาทีที่เขาฟื้นคืนสติ โลกทั้งใบพลันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง หมอกสีเทาเหล่านั้นราวกับผ้าม่านที่ฉายภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ใน อดีตชาติของเขาซ ้าไปซ ้ามาไม่หยุดหย่อน
การมองดูเหตุการณ์ในอดีตผ่านมุมมองของคนนอก ทำให้เขา ตระหนักถึงหลายสิ่งอย่างกะทันหัน ราวกับว่าเขากำลังมองเห็นความ จริงบางอย่างที่ซ่อนอยู่
จนกระทั่งความเจ็บปวดในร่างกายพุ่งสูงจนถึงขีดที่จินตนาการ ไม่ออก เขาจึงได้ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือเศษซากปรักหักพัง และศพของคน จำนวนมากที่นอนทอดร่างอยู่
ในวินาทีนั้นเอง ความเจ็บปวดเจียนตายก็มลายหายไป ราวกับ ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้เป็นเพียงความเจ็บปวดที่จิตหลอนไปเอง
เขาพยายามเลิกเปลือกตาอันหนักอึ้งขึ้น มองไล่จากกีบเท้าของ ม้าขึ้นไปช้าๆ จนกระทั่งได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของม้าตัวนั้น
“เสี่ยวหง…” เขาพึมพำออกมา ที่แท้เมื่อกี้ไม่ใช่ความฝัน เขาได้ พบกับเสี่ยวหงจริง ๆ
ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกันแน่?
“ฮี้ ฮี้ ฮี้” เสี่ยวหงส่งเสียงตอบรับด้วยความดีใจ มันพยายามหมุน ตัวไปมาเพื่อที่จะมองดูเจ้านายของมันให้เต็มตา
แต่ไม่ว่ามันจะบิดคอพยายามหันหัวไปทางไหน ร่างกายเจ้ากรรม ของมันก็ดันหมุนตามไปด้วยทุกที ทำให้มันไม่สามารถมองเห็น เจ้านายที่อยู่บนหลังของมันได้ถนัดตาเสียที
ขณะที่เสี่ยวหงกำลังหมุนตัวไปมา จ้าวอู่เจียงก็สังเกตเห็นคน แปลกหน้าอีกคนที่อยู่ในที่นี้
เป็นชายชราท่าทางเหมือนเซียนสำนักเต๋า มีรอยยิ้มอบอุ่น
“สหาย? ตื่นแล้วหรือ?” ชายชรายิ้มพลางถาม
“ข้าชื่อลู่เหรินเจี่ยไม่ทราบว่าสหายมีนามว่าอะไรหรือ?”