ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2093 เกิดการเปลี่ยนแปลงกะทันหัน
ยิ่งเข้าใกล้ เขากลับยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่เคยมองเห็นว่าอยู่ตรงหน้าผ่าน ผนังภาชนะนั้น แท้จริงแล้วกลับให้ความรู้สึกเหมือนใกล้เพียงเอื้อม แต่ไกลสุดขอบฟ้า
ยังนับว่าโชคดีที่เขากำลังเข้าใกล้เข้าไปทุกที นั่นคือเรื่องจริง ไม่ใช่เพียงภาพหลอนของเขา
เขาเหยียบลงบนพื้นผิวของหมู่ดาว และร่วงหล่นลงสู่ชั้นฟ้า
ภายในหมู่ดาวไม่มีของเหลวสีเหลืองหม่นอีกต่อไป เขาเป็น เหมือนคนที่เกือบจมน ้าแต่ปีนขึ้นฝั่งมาได้สำเร็จ ร่างกายเปียกโชกไป ทั้งตัว แต่ในขณะที่เขากำลังร่วงหล่นลงมา เสียงลมภายในหมู่ดาวที่
พัดผ่านข้างหูกลับดังก้องกังวานและให้ความรู้สึกที่สมจริงเหลือเกิน
ดวงดาวที่ไร้ผู้คนดวงนี้ ยังคงสภาพสมบูรณ์เช่นนี้ ราวกับว่าเขา จูกัดเซี่ยวไป๋เพียงแค่ออกไปไกล
หมู่ดาวดวงนี้ที่ไร้ซึ่งผู้คนไปแล้ว กลับถูกรักษาเอาไว้อย่างดีเยี่ยม ราวกับว่าตัวเขา จูกัดเซี่ยวไป๋ เพียงแค่เดินทางไกลไปเมื่อวาน และ เพิ่งกลับมาถึงบ้านในวันนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างแทบไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไปเลย
เขาโอบกอดท้องฟ้าและผืนดิน เสื้อผ้าพัดสะบัดส่งเสียงดังพรึบ พรับ ในตอนนั้นเองเขาก็พลันคิดได้ว่า ความรู้สึกประหลาดที่เขา
สัมผัสได้ยามหมุนคว้างอยู่ในของเหลวสีเหลืองหม่นก่อนหน้านี้ แท้จริงแล้วมันคืออะไร
เขาพึมพำออกมาอย่างควบคุมไม่ได้ น ้าเสียงนั้นสั่นเครืออย่าง หนัก
“ชื่อ…ชื่อมู่จื่อ…”
……
หลังจากจ้าวอู่เจียงแจ้งการตัดสินใจและข้อเรียกร้องของตนให้ พวกเซวียนหยวนเฉียนทราบ พวกเขาก็ต่างพากันยินดีเป็นอย่างยิ่ง พร้อมกับรับปากว่าจะทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อตามหาดวงวิญญาณ ของเซวียนหยวนจิ้งให้พบ
เซวียนหยวนเฉียนและภรรยาเคย “รับเลี้ยง” เซวียนหยวนจิ้งใน ยามที่ดวงวิญญาณก่อร่างขึ้นมา จึงนับว่ามีความสัมพันธ์ที่ค่อนข้าง ใกล้ชิดกัน
เขาพยายามเล่นบทบาทด้านความรู้สึกกับจ้าวอู่เจียงอีกครั้ง เพื่อ บรรเทาความตึงเครียดและกระชับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นกว่าเดิม เพราะเขารู้ดีว่า ต่อให้จ้าวอู่เจียงจะตอบตกลงแล้ว แต่เป็นไปไม่ได้เลย ที่ในใจจะไม่มีความขุ่นเคืองหลงเหลืออยู่
ทว่าจ้าวอู่เจียงกลับปฏิเสธไมตรีนั้นของเซวียนหยวนเฉียน รวมถึงปฏิเสธข้อเสนอเรื่องการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์จากเฉินหัว เจ้า
สำนักสำนักงานปราบปีศาจเทพสายฟ้าห้าทิศ และจากจู๋คงกับจู๋เฉิน แห่งสายเลือดจู๋จิ่วหยินด้วย
เขาออกเดินทางจากดาวตงซิง มุ่งหน้าไปยังดาวเทียนชื่อพร้อม กับเสี่ยวหง
หากในดินแดนพันดวงดาวแห่งนี้ยังมีสถานที่ใดที่ทำให้เขารู้สึก สงบใจได้ ซูฮัวอี ก็คือคนคนนั้น
ในอดีตยามที่เขาอยู่ ณ ต้าเซี่ย หลังจากกลับจากการท่องยุทธ ภพ เขามักจะแวะไปหาพวกซูฮัวอีและคนอื่น ๆ ที่จวนซิงชิงหยวนหรือ สำนักไร้ขอบเขตเสมอ
ในตอนนั้น เหล่าหญิงงามต่างพากันโถมเข้าสู่อ้อมกอดของเขา
แต่ในยามนี้ เมื่อเหล่าคนรักพลัดพรากกระจัดกระจายไป เขา เพียงอยากโถมกายเข้าสู่อ้อมกอดของซูฮัวอี เพียงแค่นอนกอดกัน เงียบ ๆ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย… แค่นั้นก็ดีแล้ว
อย่างน้อยเมื่อมีคนรักอยู่เคียงข้าง และมีคนคอยปลอบประโลมใจ ก็เหมือนกับว่าเขาได้กลับบ้านแล้ว…
ในวันนี้
ดินแดนพันดวงดาว ฝั่งอารยธรรมตะวันตกต้องเผชิญกับ แรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่
เกาะเทพซึ่งเป็นที่ตั้งของสิบสองวิหารเทพ เมื่อมองจากห้วง อวกาศจะเห็นได้ว่ามันเอียงไปมากกว่าครึ่ง
วิหารสิบสองมหาเทพที่เดิมทีก็ขาดแคลนเทพเจ้าหลักอยู่แล้ว กลับถูกโจมตีโดยการผนึกกำลังกันของขุมกำลังเจ็ดจอมมารและ A1 แห่งหย่งเซิงเทคโนโลยี ส่งผลให้มีผู้บาดเจ็บและล้มตายจำนวน มหาศาล แม้กระทั่งวิหารบางแห่งก็เกือบจะถูกถล่มจนแตกสลาย
ในวินาทีวิกฤต ภายในเทวสถานเทพแห่งห้วงอวกาศซึ่งเป็นที่
ประทับของจอมเทพทั้งปวง แสงศักดิ์สิทธิ์สายหนึ่งได้พุ่งทะลุผ่านม่าน หมอกสีดำในห้วงอวกาศออกมาในช่วงเวลาสั้น ๆ แสงนั้นสว่างเจิดจ้า ไปทั่วโลก และกดดันให้พวก A1 และคนอื่น ๆ ต้องล่าถอยไป
อานุภาพที่ติดมากับแสงศักดิ์สิทธิ์สายนี้แข็งแกร่งจนเหนือกว่า เจ็ดจอมมารและ A1 ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็นหนึ่งในไพ่ตายสุดท้ายของ สิบสองเทวสถาน
อย่างไรเสีย สิบสองเทวสถานก็ยืนหยัดมานานหลายปี การมี รากฐานที่ลึกซึ้งเช่นนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจนัก
แม้แต่จอมมารซาตานและคนอื่น ๆ ยังสามารถสัมผัสได้อย่าง ชัดเจนว่า หากแสงศักดิ์สิทธิ์สายนี้ยาวนานกว่านี้อีกนิดหรือแข็งแกร่ง กว่านี้อีกหน่อย พวกเขาทั้งเจ็ดจอมมารรวมไปถึงกองทัพปีศาจ จำนวนมหาศาล คงจะต้องฝังร่างไว้ที่เกาะแห่งนี้ตลอดกาล
แสงศักดิ์สิทธิ์นี้คือการเตือน เป็นการเตือนเจ็ดจอมมารและ A1 แห่งหย่งเซิงเทคโนโลยีว่าอย่าได้รุกรานเข้ามาอีก
ในขณะเดียวกัน สิ่งนี้ก็ได้ยืนยันความคิดของ A1 และซาตาน โดยตรงว่า สิบสองเทวสถานกำลังมีการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในที่ลับ และกำลังวางแผนบางอย่างอย่างลับ ๆ ซึ่งมาถึงช่วงเวลาสำคัญแล้ว จึงไม่ปรารถนาที่จะเปิดศึกอย่างเต็มตัว ไม่ใช่ว่าไม่มีความสามารถใน การสู้รบ
หลังจากพิจารณาถึงผลประโยชน์และความสูญเสียแล้ว กองทัพ ปีศาจก็ล่าถอยไปราวกับน ้าหลาก ทิ้งไว้เพียงเกาะศักดิ์สิทธิ์ที่
พังทลายลงไปกว่าครึ่ง
ก่อนจากไป A1 หยุดยืนจ้องมองไปยังทิศทางของเทวสถานเทพ แห่งห้วงอวกาศอยู่เป็นเวลานาน จากนั้นจึงใช้ปลายนิ้วเปิดหลุมดำ และถูกกลืนหายเข้าไปในหลุมดำนั้น
เมื่อศัตรูภายนอกหายไปจนหมดสิ้น ภูมิประเทศของเกาะ ศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง แสงศักดิ์สิทธิ์และหมอก ขาวแผ่กระจายออกไป เพื่อเร่งซ่อมแซมความเสียหายของเกาะและ วิหารต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว
แต่เหล่าทูตสวรรค์ที่ถูกสังหารไปแล้วนั้น จะไม่มีวันตื่นขึ้นมาได้ อีกตลอดกาล
ทูตสวรรค์ที่เหลือรอดชีวิตจากมหาสงครามในสิบสองเทวสถาน ต่างไม่มีเวลาแม้แต่จะโศกเศร้า พวกเขาถูกเหล่ามหาเทพเรียกตัว เพื่อทำการปิดผนึกเกาะศักดิ์สิทธิ์อย่างเต็มรูปแบบ
ในปัจจุบัน เทวสถานที่มีมหาเทพคอยปกปักษ์อยู่นั้นเห็นได้ชัด ว่ามีจำนวนไม่มากนัก มิเช่นนั้นในการต่อสู้ก่อนหน้านี้คงไม่พ่ายแพ้ ต่อการผนึกกำลังของเจ็ดจอมมารและ A1
เวลานี้สิบสองเทวสถานมีมหาเทพประจำการอยู่เพียงสี่องค์ เท่านั้น ได้แก่ เทพีแห่งดวงจันทร์ เรเชล ไดอาน่า แห่งวิหารเทพ จันทรา, เทพีแห่งปัญญา จูดี้ เมอร์คิวรี แห่งวิหารเทพแห่งปัญญา, แฟนนี่ เอ็ดวิก เจ้าแห่งเขตต้องห้ามห้วงเวหา และเทพเจ้าแห่งแสง สว่าง อพอลโลที่สี่ แห่งศาสนจักรแห่งแสงสว่าง
ส่วนวิหารเทพอีกแปดแห่งที่เหลือนั้น ล้วนไม่มีมหาเทพ ประจำการอยู่เลย
ตลอดระยะเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา มหาเทพของสิบสองเทวส ถานมีการดับสูญและผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนอยู่ตลอด แต่โดยปกติ แล้วมักจะมีมหาเทพประจำการอยู่อย่างน้อยเจ็ดองค์เสมอ
ทว่าเมื่อประมาณหนึ่งหมื่นปีก่อน มรรคาตะวันตกได้ทุ่มเทสรรพ กำลังจำนวนมหาศาลเพื่อเข้าโจมตีและทำลายขุมกำลังยักษ์ใหญ่บาง แห่งในมรรคาทางเหนือ
ขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่งนั้นได้ล่มสลายลงในการต่อสู้ครั้งนั้น ส่งผลให้มรรคาทางเหนือตกต ่าจนไม่อาจฟื้นตัวได้อีก และในหลาย ๆ กรณีก็ทำได้เพียงตกเป็นเบี้ยล่างของมรรคาตะวันตกเท่านั้น
และในการศึกครั้งใหญ่นั้นเอง ก่อนที่ขุมกำลังยักษ์ใหญ่แห่ง มรรคาทางเหนือจะพังทลายลง ก็ได้ลากเอาเหล่ามหาเทพส่วนใหญ่ และอัครทูตสวรรค์ที่มีพลังกล้าแกร่งของสิบสองเทวสถานให้ตกตาย ตามกันไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากผ่านการพักฟื้นและสั่งสมกำลังมานานนับหมื่นปี ใน ปัจจุบันสิบสองเทวสถานจึงมีมหาเทพประจำการอยู่สี่องค์ ส่วนเทวส ถานอีกแปดแห่งที่เหลือซึ่งไร้มหาเทพปกปักษ์นั้น ภายใต้สังกัดต่างก็ มีผู้แข็งแกร่งที่มีคุณสมบัติเพียงพอจะสืบทอดเทวฐานะและพลังแห่ง เทพอยู่ไม่น้อย
และด้วยผลพวงจากการต่อสู้ในวันนี้ สิบสองเทวสถานจึงได้ เร่งรัดแผนการขึ้นดำรงตำแหน่งของมหาเทพให้เร็วขึ้นอีกครั้ง
วิหารเทพทั้งแปดแห่งได้เปิดการทดสอบผู้สืบทอดอย่างเต็ม รูปแบบ พร้อมทั้งส่งประกาศแจ้งไปทั่วสารทิศ เพื่อเริ่มระดมเหล่าผู้สืบ ทอดที่มีคุณสมบัติในการสืบทอดเทวฐานะทั้งหมดให้มารวมตัวกัน
ขอเพียงมหาเทพทั้งสิบสององค์กลับมาประจำตำแหน่งครบถ้วน สิบสองเทวสถานก็จะกลับมาปกครองใต้หล้าอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง
ทว่าในวันเดียวกันนั้นเอง ทั่วทั้งมรรคาตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นใน ทุกสาขาอาชีพ ทุกดวงดาว และทุกหนแห่ง กลับเกิดการแพร่ระบาด ของไข้หวัดที่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็กน้อยขึ้นอย่างเงียบเชียบ
ซึ่งการแพร่ระบาดของไข้หวัดในครั้งนี้ สำหรับชาวตะวันออกที่ลี้
ภัยมายังมรรคาตะวันตกแล้ว เพียงแค่ปรายตามองก็รู้สึกคุ้นเคย ในทันที
นี่ก็คือ ไวรัสพันธุกรรม
เพียงแต่ในครั้งนี้ สิ่งที่ปะทุขึ้นคือไวรัสพันธุกรรมที่ถูกสร้างขึ้นมา โดยเฉพาะเพื่อให้สอดคล้องกับพันธุกรรมของชาวมรรคาตะวันตก
ภายใต้กระแสลมแห่งเสรีภาพ ไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายไปได้ รวดเร็วกว่าไวรัสพันธุกรรมที่เคยระบาดในมรรคาทางตะวันออกมาก นัก ดวงดาวแต่ละดวงกำลังมุ่งหน้าสู่ความล่มสลายอย่างรวดเร็ว