ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 2114 ไออุ่นครั้งสุดท้าย
จางซวีคุนตรวจชีพจรให้จ้าวอู่เจียงเพื่อสำรวจสภาพภายใน ร่างกาย พลางคอยเหน็บแนมจ้าวอู่เจียงอยู่เป็นพัก ๆ ว่า หากเขาไม่รู้ มาก่อนว่าจ้าวอู่เจียงได้รับแรงบันดาลใจจากหลี่ฉวนจวินจนใช้วิชา กระบี่นิทราออกศึกละก็ เขาคงนึกว่าเสาหลักอย่างจ้าวอู่เจียงแอบหนี ทัพไปแล้ว
หลังจากหยอกล้อเสร็จ จางซวีคุนก็เอ่ยด้วยความโล่งใจว่าสภาพ ภายในร่างกายของจ้าวอู่เจียงนั้นยังถือว่าดี นอกจากเรื่องที่นอนนาน เกินไปจนเพิ่งฟื้น ทำให้สติสัมปชัญญะยังคงพร่าเลือนอยู่บ้าง
ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่เต็มไปด้วยความยินดีและซ่อน ความกังวลไว้ลึก ๆ จ้าวอู่เจียงเพียงแต่ยิ้มบาง ๆ โดยไม่ได้เอ่ยคำใด มากนัก
เขาเริ่มจำเหตุการณ์ก่อนหน้าที่ได้พบกับจ้าวกระบี่หลี่ฉวนจวิน ในวัยชรา และตาเฒ่าสามรวมทั้งสิ้นสี่คนที่บอกว่าเขาหลงทางอยู่ใน ความฝันได้น้อยลงเรื่อย ๆ
ความทรงจำเกี่ยวกับประสบการณ์ในอาณาเขตพันดาราที่ยัง หลงเหลืออยู่ในหัวสมองของเขา บัดนี้ก็เริ่มเลือนรางไปตามคำ สนทนาสรวลเสเรของจางซวีคุนและคนอื่น ๆ
หากพูดให้ถูกก็คือ เหมือนมันกำลังถูกเขียนทับลงไป
จางซวีคุนมีหน้าที่เพียงออกคำสั่ง ส่วนคนอื่น ๆ ต้องพิจารณา เรื่องต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นจางซวีคุนจึงดูค่อนข้างว่างและได้ชวนจ้าว อู่เจียงคุยหลายเรื่อง
ตั้งแต่เรื่องความโหดร้ายของภัยพิบัติ ไปจนถึงการที่เหล่าปวง ประชาผนึกกำลังกันคลี่คลายมันได้สำเร็จ ตั้งแต่ความวุ่นวายใน ช่วงแรกที่ขุมกำลังต่าง ๆ ร่วมมือกัน ไปจนถึงการจัดการที่เป็น ระเบียบเรียบร้อยในภายหลัง…
จนกระทั่งท้องนภาเริ่มมืดสลัว แสงอัสดงสาดส่องเฉียงลงบนแผ่น กระเบื้องของบรรพสถาน เซวียนหยวนจิ้งก็กลับมาถึง
จ้าวอู่เจียงและจิ้งเอ๋อร์สวมกอดกันอย่างลึกซึ้ง
พอตกดึก หลินหลางที่ไปฝึกฝนอยู่ที่สุสานเซวียนหยวนและใช้ พลังของเผ่าจิ้งจอกเก้าหางคอยปกป้องราษฎรโดยรอบ ก็ได้ทราบ ข่าวและรีบบึ่งกลับมา
เมื่อญาติมิตรและคนรักมาอยู่รวมกันพร้อมหน้า จ้าวอู่เจียงก็เผย รอยยิ้มที่มาจากใจจริงซึ่งไม่ได้เห็นมานานแสนนาน
ดูเหมือนเขาจะค่อย ๆ ยอมรับเรื่องที่ตนเองต้านทานภัยพิบัติอยู่ ในความฝันก่อนหน้านี้ เขาเล่าความฝันเกี่ยวกับอาณาเขตพันดารา ที่พอจะจำได้บางส่วนให้จางซวีคุนฟัง
หลังจากจางซวีคุนครุ่นคิดอย่างหนัก ก็ได้ไขข้อสงสัยให้เขาว่า เรื่องราวในอาณาเขตพันดาราเหล่านั้น แท้จริงแล้วล้วนเกิดขึ้นจาก การสะท้อนภาพจำในอดีตที่อยู่ลึกเข้าไปในจิตใจของเขาเอง
ยกตัวอย่างเช่น การได้พบกับคนชื่อจ้าวเจียง หรือเหตุการณ์ ต่าง ๆ ที่ตามมาหลังจากนั้น จนถึงสิ่งที่เรียกว่าไวรัสลุกลาม แท้จริง แล้วมันคือการปรากฏรูปธรรมที่สะท้อนมาจากความกังวลและความ ห่วงใยในส่วนลึกของจิตใจจ้าวอู่เจียง ที่มีต่อภัยพิบัติของเหล่าราษฎร นั่นเอง
และหลังจากคืนนั้นเป็นต้นมา จ้าวอู่เจียงก็ได้ไปพบปะมิตรสหาย เก่ามากมาย เช่น เด็กสาวนามว่าว่านจื่อจากภูเขาสู่เต๋า ว่านจื่อผ่าน พ้นภัยพิบัติมาจนสลัดความไร้เดียงสาในอดีตไปจนสิ้น เมื่อได้พบ เขาอีกครั้ง นางไม่มีท่าทีเขินอายจนหน้าแดงเหมือนก่อน ทว่ากลับ ขอบตาแดงก ่า นัยน์ตาเต็มไปด้วยม่านหมอกของหยาดน ้าตา
เขาไปที่ตระกูลลู่ พบเจอลู่เสี่ยวจิ่น ทั้งคู่สวมกอดกัน ความแข็ง กร้าวเอาแต่ใจของลู่เสี่ยวจิ่นจางหายไปท่ามกลางภัยพิบัติ นางปล่อย โฮออกมาในอ้อมกอดของเขาอย่างไม่อาจกลั้น
เขายังได้พบกับซูฮัวอีที่ยังคงความเย็นเยือกดั่งเดิม เมื่อไม่มีภัย พิบัติมาขวางกั้น ในที่สุดพวกเขาก็ได้อยู่ด้วยกันโดยไม่มีเรื่องให้ต้อง กังวลอีกต่อไป
เขายังไปหาผู้คนอีกมากมาย ทั้งตาเฒ่าสาม กู้เหนียนหยวน หลี่
ฉานซี อินเถาเอ๋อร์…
เขายังไปที่สำนักเติมฟ้า และได้เห็นจูกัดเซี่ยวไป๋ที่ดูซึมเซาอม ทุกข์
เมื่อจูกัดเซี่ยวไป๋เห็นเขา ก็ตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างยิ่ง ทั้งสองดื่ม สุราด้วยกันใต้แสงจันทร์ ดื่มไปมากมายนัก เมื่อสุราผ่านไปสาม ขนาน จูกัดเซี่ยวไป๋ก็ปลดพันธนาการในใจและร้องไห้ออกมาขนาน ใหญ่
เขาเดินทางไปที่ตระกูลหลี่ ไปที่หมู่บ้านตระกูลจ้าว ไปในอีก หลายต่อหลายที่
สุดท้ายเขาไปที่เมืองผีพบเซี่ยปี้อันเพื่อพบกับเซี่ยปี้อันและสหาย เก่าคนอื่น ๆ …
โชคดีที่แม้เสี่ยวหงจะวิญญาณแตกสลาย แต่เมิ่งอวี่มีฝีมือเป็น เลิศ ช้อนวิญญาณของเสี่ยวหงขึ้นมาจากริมฝั่งแม่น ้าสามภพ รวบรวมขึ้นมาใหม่
ริมแม่น ้าสามภพ กระแสน ้าไหลผ่านอย่างเงียบสงบ หมอกเทา ของเมืองผีพัดมาไม่ถึงที่แห่งนี้
เสี่ยวหงยืนอยู่ริมแม่น ้าด้วยท่าทางเหม่อลอย แต่เมื่อเห็นจ้าวอู่ เจียงก็พลันได้สติอย่างรวดเร็ว มันส่งเสียงร้องเบา ๆ และใช้หัวคลอ เคลียที่มือของจ้าวอู่เจียง
วิญญาณของเสี่ยวหงเพิ่งจะรวมตัวกันใหม่ จำเป็นต้องพักฟื้น ไม่อาจเดินทางไกลได้ จึงยังไม่อาจออกจากเมืองผีในตอนนี้ ในยามที่
ต้องจากลา จ้าวอู่เจียงได้กล่าวคำอำลากับทุกคน และบอกลาเสี่ยวหง
เสี่ยวหงเดินวนรอบตัวเขา เสียงกีบเท้าดังกระทบพื้นตึก ๆ ๆ ๆ เสียงกระดิ่งม้าดังกรุ๋งกริ๋งไม่ขาดสาย ราวกับว่ามันกำลังทำพิธีขับไล่ ปีศาจอยู่
เสี่ยวหงส่งเสียงร้อง
“ฮี้…”
ดวงตาของจ้าวอู่เจียงลึกล ้า
“ข้าเข้าใจแล้ว…”
หนึ่งคนหนึ่งม้าจำต้องจากลากันสั้น ๆ อีกครั้ง
จ้าวอู่เจียงออกท่องเที่ยวไปทั่วหล้า จนสุดท้ายก็กลับมาสู่ชีวิต ปกติ และได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขร่วมกับกลุ่มคนรักอย่างเซวียน หยวนจิ้งและคนอื่น ๆ
หนึ่งปี… สองปี… สองปีครึ่ง… สามปี…
เวลาผ่านไปสิบกว่าปี จ้าวอู่เจียงเฝ้ามองเสี่ยวเนี่ยนเซี่ยค่อย ๆ เติบโตขึ้น จนกลายเป็นหญิงสาวที่สะสวยและสดใส
ภาพเงาตอนโตของเสี่ยวเนี่ยนเซี่ย ซ้อนทับกับภาพในความทรง จำอันเลือนลางของเขา ตอนที่เสี่ยวเนี่ยนเซี่ยเคยกลับมาช่วยชีวิตเขา ในช่วงเวลาสั้น ๆ
สิบกว่าปีแล้ว…
ในที่สุดจ้าวอู่เจียงก็หลั่งน ้าตาออกมา
เขารู้อยู่ตั้งนานแล้วว่า ทั้งหมดนี้คือเรื่องหลอกลวง!
เพียงแต่เขาแค่อยากจะเห็นหน้าสหายเก่าเหล่านี้อีกครั้ง อยากจะ เห็นลูกสาวของตนเติบโตขึ้นด้วยตาตนเอง…
เขาร้องไห้อย่างหนักท่ามกลางค ่าคืนอันยาวนานที่เหน็บหนาว ด้วยหิมะ และตื่นขึ้นมาอีกครั้งท่ามกลางเสียงสะอื้นนั้น
เขาได้ยินเสียงลมหนาวและหิมะนอกบ้านยังคงหวีดหวิว ราวกับ เสียงร้องไห้ของเขา
และแล้ว ชายชราสวมชุดคลุมยาวผู้มีม่านตาซ้อนอย่างตาเฒ่า สามก็ผลักประตูเข้ามา ลมและหิมะพัดโถมเข้ามาเต็มกระท่อมไม้ แช่ แข็งเสียงสะอื้นไห้ของเขาให้เงียบงันลง