ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 217 สำนึกในความผิดพลาด
บทที่ 217 สำนึกในความผิดพลาด
ยามเมื่อคนเราเจ็บปวดเท่านั้นถึงจะปล่อยวาง ยามเมื่อคนเราเจ็บปวดเท่านั้นถึงจะรู้จักความหมายของคำว่าอดทน และยามเมื่อคนเราเจ็บปวดเท่านั้นจึงจะไม่คิดฉวยโอกาส
หลี่หูกลืนยาลูกกลอนและได้สัมผัสถึงความเจ็บปวดทรมานแสนสาหัส ผู้ร่วมชะตากรรมของเขาอีกสี่คนกัดฟันกรอด ตัดสินใจกลืนยาลูกกลอนลงไปภายใต้การจ้องมองด้วยสายตาเรียบเฉยของจ้าวอู่เจียง
ความเจ็บปวดระยะสั้นย่อมดีกว่าความเจ็บปวดระยะยาว ความเจ็บปวดระยะสั้นย่อมดีกว่าความตาย พวกเขายอมทนรับความเจ็บปวดระยะสั้นดีกว่ายอมตาย พวกเขายอมก้มหัวคำนับให้แก่จ้าวอู่เจียง และยอมรับตำแหน่งบริวารของสำนักไร้ขอบเขตดีกว่ายอมตาย
เพียงแต่ทุกคนกำลังรู้สึกสำนึกเสียใจ ไม่น่าคิดครอบครองสำนักไร้ขอบเขต หรือแม้แต่ปฏิเสธข้อเสนอที่จะให้พวกของตนเองเป็นผู้อาวุโสเลย เพราะถ้ารับข้อเสนอตั้งแต่แรก พวกเขาก็ไม่ต้องเป็นเพียงบริวาร และประสบกับความทรมานเช่นนี้
สุดท้าย พวกเขาก็ต้องก้มหน้ารับตำแหน่งต่ำต้อยที่สุด ต่ำต้อยกว่าสองผู้อาวุโสตระกูลซู ซึ่งมีขอบเขตพลังอ่อนแอกว่าเสียอีก
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า
“พวกท่านจำเป็นต้องกินยาแก้พิษในอีกเจ็ดวัน ดังนั้น เชิญกลับออกไปก่อน”
“ขะ… ขอรับ… ท่านเจ้าสำนัก!” พวกของหลี่หูรีบรับคำด้วยความตระหนก ทุกคนต่างก็เป็นถึงเจ้าสำนักคุมอำนาจโลกใต้ดินในนครหลวงมาหลายปี แต่บัดนี้ กลับต้องกลายเป็นบริวารผู้อื่นไปเสียแล้ว
…
ด้านนอกสำนักไร้ขอบเขต บรรดาผู้คนจากสำนักไหมฟ้าและสำนักอื่น ๆ ต่างก็รอคอยด้วยความร้อนใจ เจ้าสำนักของพวกเขาเข้าไปภายในสำนักไร้ขอบเขตเกือบครึ่งชั่วยามและยังไม่กลับออกมา สงสัยคงกำลังปรึกษาหารือเกี่ยวกับการยึดครองสำนักไร้ขอบเขต บางทีอาจจะกำลังแบ่งอาณาเขตกันกระมัง?
เมื่อนึกภาพว่าหลังจากนี้สำนักของตนเองจะขยายอำนาจมากขึ้นเพียงใด พวกเขาก็รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก แม้จะไม่ได้กินเนื้อพร้อมกับท่านเจ้าสำนัก แต่อย่างน้อย พวกเขาก็ได้กินน้ำแกง ซึ่งนี่ก็เป็นสิ่งที่บรรดาผู้คนจากสำนักเล็ก ๆ ทั่วนครหลวงอดอิจฉาริษยาไม่ได้
หลายคนถึงกับวางแผนอยู่ในใจคิดจะเข้าไปประจบท่านเจ้าสำนักหลังจากนี้ เสนอหน้ารับความดีความชอบ เพราะต้องการได้รับการเลื่อนตำแหน่งภายในสำนัก
ในทันใดนั้น พวกเขาก็ได้ยินเสียงประตูลั่น พร้อมกับบานประตูหนาหนักของสำนักไร้ขอบเขตถูกผลักเปิดออก และพวกของหลี่หูก็เดินกลับออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก
“ยินดีด้วยขอรับท่านเจ้าสำนักสำหรับการยึดครองสำนักไร้ขอบเขตในครั้งนี้!”
“ท่านเจ้าสำนักเปรียบดั่งพญามังกรในหมู่มวลมนุษย์ สำนักไหมฟ้าของพวกเราจะต้องยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน”
“ท่านเจ้าสำนักกำลังจะนำความยิ่งใหญ่และเกียรติยศอันสูงส่งมาสู่พวกเราแล้ว!”
เมื่อบรรดาผู้คนจากสำนักไหมฟ้าเห็นหลี่หูก้าวออกมา พวกเขาก็รีบเข้าไปร่วมแสดงความยินดีทันที
เมื่อสมาชิกจากสำนักหมึกทมิฬเห็นการกระทำของผู้คนจากสำนักไหมฟ้า พวกเขาก็ไม่ลังเลรีรอ รีบตะโกนเสียงดังกดข่มอีกฝ่าย
“ท่านเจ้าสำนักเป็นพญามังกรเหนือมังกร สำนักหมึกทมิฬของพวกเราจะยิ่งใหญ่เหนือกว่าผู้ใด…”
“การยึดครองสำนักไร้ขอบเขตได้สำเร็จในวันนี้คือสิ่งที่พิสูจน์แล้วว่า หากติดตามอยู่ข้างกายท่านเจ้าสำนักหยวน พวกเราก็ไม่มีทางพบกับความยากลำบากอย่างแน่นอน…”
“…”
หลี่หูหน้าเสีย ยิ่งได้ยินคำชื่นชมจากบรรดาผู้ติดตาม เขาก็ยิ่งไม่รู้ว่าตนเองจะหัวเราะหรือร้องไห้ออกมาดี คิ้วเขากระตุกถี่ แต่ก็รู้ดีว่าตนเองสมควรระบายความโกรธแค้นออกไปก่อน
คิดได้ดังนั้น หลี่หูก็หันไปตบหน้าผู้ติดตามที่อยู่หน้าสุดทันที
“แสดงความยินดีมารดาเจ้าเถอะ! เจ้าดูหน้าข้าสิว่ามีความสุขหรือไม่? เพียงเท่านี้ดูไม่ออกหรือ!”
คนที่ถูกตบหน้าจนแก้มบวมแดง เงยหน้าอย่างรวดเร็ว เขารู้สึกมึนงง พลางถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่ว่าท่านเจ้าสำนักกำลังเก็บอาการดีใจที่ได้รับชัยชนะหรือขอรับ?”
มารดาเจ้าเถอะ… หลี่หูตกตะลึงไปชั่วขณะ และเริ่มรู้สึกเดือดดาล สุดท้ายก็ระบายความโกรธแค้นใส่เหล่าลูกสมุนจนกลุ่มคนแตกกระเจิง เกิดเสียงร้องขอความเมตตาดังระงม
ลูกสมุนคนอื่น ๆ กลืนน้ำลายอย่างฝืดคอ นึกขอบคุณสวรรค์ที่ตนเองเชื่องช้าเกินไปจึงไม่ทันได้พูดประจบประแจง และนั่นก็ทำให้พวกเขาไม่ต้องกลายเป็นที่รองรับโทสะเช่นคนเหล่านั้น
หยวนเยว่ก็ชำเลืองมองลูกสมุนของตนด้วยความไม่พอใจ ทุกคนนิ่งเงียบ พวกเขาเห็นแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนของสำนักไหมฟ้า ดังนั้น พวกเขาจึงไม่โง่พอที่จะเอ่ยถ้อยคำเยินยออีก
บัดนี้ ผู้คนจำนวนนับร้อยเห็นแล้วว่าเจ้าสำนักของตนเองมีสีหน้าไม่น่าดูเพียงใด
เมื่อตระหนักได้พวกเขาก็ตื่นตระหนกทันที หลายคนไม่อยากเชื่อ เนื่องจากตอนที่เจ้าสำนักทั้งห้าท่านก้าวเข้าไปในสำนักไร้ขอบเขต ทุกคนล้วนมีความมั่นใจเปี่ยมล้น แล้วทำไมจึงได้กลับออกมาด้วยสีหน้าเศร้าหมองเช่นนี้?
เกิดอะไรขึ้นภายในสำนักไร้ขอบเขตกัน? เจ้าสำนักของพวกเขาสามารถรับมือผู้ฝึกตนขั้นสามได้สบาย ๆ ด้วยซ้ำ แล้วเหตุใดถึงไม่ส่งสัญญาณเรียกให้พวกเขาบุกโจมตี?
หรือว่าสำนักไร้ขอบเขตจะมียอดฝีมือที่แข็งแกร่งมากกว่าเจ้าสำนักของพวกเขาซ่อนตัวอยู่? ดังนั้น ท่านเจ้าสำนักจึงต้องยอมกล้ำกลืนความขมขื่น และกลับออกมาพร้อมกับความพ่ายแพ้?
ไม่น่าใช่! อา…แล้วทำไมกลุ่มคนที่สวมใส่หน้ากากทองแดงซึ่งเข้าไปพร้อมกับเจ้าสำนักถึงไม่กลับออกมาอีก?
เป็นไปได้หรือไม่ที่… กลุ่มคนสวมหน้ากากทองแดงเหล่านั้นและบุรุษที่สวมใส่เสื้อคลุมสีดำจะทำได้สำเร็จ? พวกมันสามารถเอาชนะท่านเจ้าสำนักของพวกเขาและยึดครองสำนักไร้ขอบเขตไว้เพียงลำพัง?
กลุ่มผู้คนต่างคิดกันไปต่าง ๆ นานา แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ สิ่งเดียวที่พวกเขารู้แน่ก็คือฝ่ายของตนเป็นผู้พ่ายแพ้
หลี่หูและพรรคพวกย่อมไม่ประกาศความพ่ายแพ้ของตนเองให้ผู้ใดทราบ พวกเขาเพียงชักสีหน้าไม่สนใจบรรดาลูกสมุน ก่อนจะกระโดดขึ้นหลังม้า มุ่งหน้ากลับที่ตั้งสำนักอย่างรวดเร็ว
วันนี้ นับเป็นวันแห่งความพ่ายแพ้จริง ๆ นอกจากจะยึดครองสำนักไร้ขอบเขตไม่ได้แล้ว ยังต้องเสียหน้า เสียศักดิ์ศรีและกลายเป็นบริวารรับใช้ผู้อื่นอีกด้วย… หลี่หูและพรรคพวกพากันถอนหายใจออกมา
…
จ้าวอู่เจียงพูดคุยอยู่กับกู้เหนียนหยวนอีกครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเข้าไปทักทายฮั่วหรูอี้ ก่อนจะขี่ม้ามุ่งหน้าเข้าสู่วังหลวงภายใต้การเฝ้ามองด้วยสายตาโหยหาของฮั่วหรูอี้
จ้าวอู่เจียงไม่ได้พบเจอฮ่องเต้หญิงมาหลายวันแล้ว เขารู้สึกคิดถึงนางอยู่บ้างเหมือนกัน
…
วังหลวง ณ ห้องตำรา
หากจ้าวอู่เจียงอยู่ที่นี่ก็คงดีไม่น้อย เขามีวิสัยทัศน์กว้างไกลจะต้องมีหนทางแก้ไขอย่างแน่นอน… เซวียนหยวนจิ้งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไม้มังกร จ้องมองไปยังบรรดาจดหมายที่เหล่าขุนนางส่งมาด้วยความอ่อนใจผสมโกรธแค้นและวิตกกังวล
จดหมายจากบรรดาขุนนางเหล่านี้ต่างก็เรียกร้องให้นางรับตัวเซียวเหยาอ๋องมาช่วยงานในราชสำนัก