ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 218 เดิมพันกันอีกครั้ง
บทที่ 218 เดิมพันกันอีกครั้ง
ในสายตาของเหล่าขุนนาง เซียวเหยาอ๋องเป็นองค์ชายที่เที่ยงธรรมและมีความสามารถ ห่วงใยราษฎร รอบรู้ในสถานการณ์โลกภายนอก และเข้าใจเรื่องการเมืองเป็นอย่างดี
หลายปีที่ผ่านมา ความมั่นคงของแคว้นต้าเซี่ยสั่นคลอน กลุ่มขุนนางเหล่านี้จึงเชื่อว่าทางออกเดียวของปัญหาบ้านเมืองก็คือการเชิญให้เซียวเหยาอ๋องเข้ามาช่วยบริหาร
บางส่วนที่ส่งจดหมายมานั้นย่อมต้องเป็นขุนนางภายใต้อำนาจของเซียวเหยาอ๋อง แต่บางส่วนก็เป็นขุนนางที่ไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ พวกเขาจึงเกิดความหวังว่าหากปฏิรูปราชสำนักใหม่ เซียวเหยาอ๋องก็จะเลื่อนตำแหน่งให้แก่ตนได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น จดหมายเรียกร้องเช่นนี้จึงถูกส่งมาเป็นจำนวนมาก
ฮ่องเต้หญิงรู้ดีว่าหากนางปล่อยให้เซียวเหยาอ๋องได้ครอบครองอำนาจในราชสำนักเมื่อไหร่ นั่นก็ไม่ต่างอะไรกับการปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามมายึดครองบัลลังก์ของตนทางอ้อม
เรื่องนี้นางไม่มีทางประนีประนอมเด็ดขาด!
แต่เหล่าขุนนางพร้อมใจกันส่งจดหมายมาเช่นนี้ นางจะทำเป็นเมินเฉยไม่ได้
“เฮ้อ…” เมื่อความคิดดำเนินถึงตรงนี้ ฮ่องเต้หญิงก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ เมื่อนางถอนหายใจ นางก็ได้ยินเสียงที่นุ่มนวลดังขึ้นหน้าห้องตำรา เสียงที่นางคุ้นเคยและถวิลหามาตลอดหลายวัน
“อะไรกัน? มีเรื่องหนักอกหนักใจอันใดหรือ?”
ประตูถูกเปิดออก จ้าวอู่เจียงยืนยิ้มกว้างอยู่หน้าประตู ดวงตาวาววับจ้องฮ่องเต้หญิง
“จ้าวอู่เจียง?” เมื่อฮ่องเต้หญิงเห็นบุรุษรูปงามที่อยู่ในชุดเสื้อคลุมสีดำ นางก็เลิกคิ้ว หัวใจเต็มเปี่ยมไปด้วยอารมณ์ความรู้สึกมากมาย หญิงสาวผุดลุกจากเก้าอี้ แต่ก็รู้สึกว่าตนกำลังขาดความสง่างามและความสำรวม ดังนั้น นางจึงรีบนั่งกลับลงไป… และกล่าวด้วยเสียงเย็นชาที่สุดเท่าที่จะทำได้
“เจ้าเป็น…. อย่างไรบ้าง…?”
“ทูลฝ่าบาท ทุกอย่างเรียบร้อยดีพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล ก่อนจะเดินมาหยุดยืนข้างกายฮ่องเต้หญิง
เซวียนหยวนจิ้งเผลอยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว “เจ้าได้มาแล้วหรือ?”
“ได้มาแล้ว” จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของฮ่องเต้หญิง
แม้ว่านางจะแปลงโฉม ปลอมใบหน้า แต่ดวงตาเป็นของจริง
ดวงตาที่เป็นประกายสดใส ไม่ต่างจากมีดวงดาวบนท้องฟ้ากำลังเปล่งแสงระยิบระยับอยู่ในนั้น
แต่หลายปีที่ผ่านมา ดวงดาวในดวงตาของนางดับแสงลงไปเป็นจำนวนมาก บัดนี้ เหลือเพียงดวงดาวจำนวนหนึ่งที่ยังส่องแสงอยู่ สะท้อนให้เห็นว่าหลายปีที่ผ่านมา ฮ่องเต้หญิงโดดเดี่ยวมากเพียงใด
“ใบหน้าของพระองค์หมองหม่นเช่นนี้ ดูเหมือนว่าการที่กระหม่อมห่างหายไปหลายวัน คงทำให้พระองค์คิดถึงกระหม่อมมากเกินไปสินะ?” จ้าวอู่เจียงหยอกเย้าด้วยรอยยิ้ม
ฮ่องเต้หญิงรู้สึกอึดอัดเล็กน้อยที่ถูกจ้องมองโดยสายตาเร่าร้อนเช่นนี้ ยิ่งประกอบกับคำพูดหยอกเย้าของเขาแล้ว ใบหน้าของนางก็กลายเป็นสีแดงทันที
นางไอออกมาเบา ๆ ยังคงรักษามาดสุขุม พลางพูดด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“ข้าแค่เป็นห่วงว่าเจ้าจะพ่ายแพ้ต่อเซียวเหยาอ๋องก็เท่านั้น… และเขาก็จะ… เขาก็จะ… แย่งชิงคัมภีร์ไปได้ บัดนี้ มีขุนนางอยู่ข้างเดียวกับเซียวเหยาอ๋องเป็นจำนวนมาก พวกเขาต่างก็ส่งจดหมายมาเรียกร้องให้ข้าเชิญตัวเซียวเหยาอ๋องเข้ามาร่วมบริหารในราชสำนัก… และนั่นก็ทำให้ข้าปวดเศียรเวียนเกล้าเหลือเกิน…”
เซวียนหยวนจิ้งถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้า ในช่วงที่จ้าวอู่เจียงไม่อยู่ นางต้องทนแบกรับปัญหาไว้เพียงลำพัง ไม่สามารถปรึกษาหารือหรือระบายความอัดอั้นตันใจกับผู้ใดได้เลย
นางเคยกล่าวเรื่องนี้ต่อจ้าวอู่เจียงมาก่อน แต่ตอนนั้น มีจดหมายเรียกร้องเพียงไม่กี่ฉบับ จึงพอจะทำเป็นไม่เห็นได้บ้าง ทว่าบัดนี้มีจำนวนจดหมายเพิ่มขึ้นมาก และทุกฉบับก็เอ่ยถึงความเสื่อมโทรมของแคว้นต้าเซี่ย เช่นเดียวกับชื่นชมความสามารถของเซียวเหยาอ๋อง
เนื้อหาในจดหมายต่างก็ยกย่องเทิดทูนเซียวเหยาอ๋องว่าเป็นผู้ที่มีความเหมาะสมในการเข้ามากอบกู้สถานการณ์บ้านเมือง ดังนั้น เหล่าขุนนางจึงเรียกร้องให้ฮ่องเต้เชิญตัวเซียวเหยาอ๋องเข้าร่วมแก้ปัญหาครั้งนี้
นี่คือปัญหาที่จัดการได้ง่ายมาก… จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือ มั่นใจว่าตราบใดที่ภาพลักษณ์ของเซียวเหยาอ๋องเสื่อมเสีย ปัญหานี้ก็จะไม่หวนกลับมาอีก
และการจะทำลายชื่อเสียงของเซียวเหยาอ๋องนั้น จ้าวอู่เจียงได้เริ่มดำเนินการไปเรียบร้อยแล้ว เขาส่งจดหมายไปหาหลี่หยวนเจิ่ง บอกให้ช่วยป่าวประกาศถึงตัวตนที่แท้จริงของเซียวเหยาอ๋องว่านอกจากจะเป็นบุรุษไร้หน้าแล้ว เขายังเป็นเจ้าสำนักมังกรเงินอีกด้วย
เรื่องราวซุบซิบนินทาเช่นนี้ใช้เวลาไม่เกินสองวันเท่านั้น ย่อมกระจายไปทั่วทุกหย่อมหญ้าเร็วเสียยิ่งกว่าไฟลามทุ่ง แล้วภาพลักษณ์ของเซียวเหยาอ๋องก็จะต้องป่นปี้
เมื่อถึงตอนนั้น เซียวเหยาอ๋องก็จะไม่มีปากมีเสียงอันใดอีก จะไม่กล้าเสนอหน้าออกมาเรียกร้องความต้องการ และจะต้องไม่กล้าสั่นคลอนบัลลังก์ของฮ่องเต้อีกต่อไป
“กระหม่อมสามารถทำให้พวกขุนนางล้มเลิกความคิดเรื่องนี้ได้พ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมาอย่างมีเลศนัย
“เจ้าเนี่ยนะ?” ฮ่องเต้หญิงขมวดคิ้ว จากนั้นจึงสั่นศีรษะ พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ขนาดข้ายังห้ามพวกเขาไม่ได้ แล้วเจ้าจะห้ามพวกเขาได้อย่างไร? เจ้าจะนำจดหมายที่พวกเขาส่งมาไปเผาทิ้ง? หรือจะมัดมือพวกเขาไม่ให้เขียนจดหมาย? ลืมมันซะ จ้าวอู่เจียง ข้ารู้ว่าเจ้าต้องการปลอบโยนข้า ไม่อยากให้ข้าเป็นกังวล แต่เจ้าทำไม่ได้หรอก ข้าจะหาทางถ่วงเวลาเอง…”
“พระองค์เคยเห็นความแข็งแกร่งของกระหม่อมยามราตรีมาแล้ว แต่น่าเสียดายที่พระองค์ยังไม่เคยได้สัมผัสด้วยตนเองมาก่อน” จ้าวอู่เจียงส่ายศีรษะพร้อมกับแสยะยิ้ม
“พวกเรามาเดิมพันกันอีกสักครั้งดีหรือไม่?”
ฮ่องเต้หญิงขมวดคิ้ว เมื่อนึกถึงกลิ่นน้ำคาว ใบหน้าก็กลายเป็นสีแดงระเรื่อ บัดนี้ จ้าวอู่เจียงพูดถึงเรื่องการเดิมพันขึ้นมาอีกครั้ง นางจึงนิ่งเงียบไม่ตอบคำ
“กติกาเก่า หากกระหม่อมแพ้ กระหม่อมยินดีให้พระองค์ทำอย่างไรกับกระหม่อมก็ได้” จ้าวอู่เจียงกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำและมั่นใจ ไม่ต่างไปจากปีศาจยามราตรีที่กำลังหลอกล่อผู้คน
“แต่หากพระองค์แพ้ พระองค์ก็ต้องยอมให้กระหม่อม…”
เขาโน้มตัวเข้าไปกระซิบอะไรบางอย่างข้างหูฮ่องเต้หญิง
ใบหน้านางพลันกลายเป็นสีแดงก่ำขึ้นมา
“ไม่เอา!”
“ท่านเป็นถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเซี่ย ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าท่านจะขี้ขลาดตาขาวถึงเพียงนี้!” จ้าวอู่เจียงจ้องมองอย่างหัวใจสลาย
บุคคลที่หยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีย่อมเกลียดการถูกดูหมิ่นเป็นที่สุด ฮ่องเต้หญิงหอบหายใจถี่รัว ยกมือชี้หน้าจ้าวอู่เจียง พลางกล่าวออกไปด้วยความโกรธแค้น
“ได้! ถ้าเจ้าสามารถทำให้เหล่าขุนนางยุติการส่งจดหมายเรียกร้องให้นำตัวเซวียนหยวนอวี้เหิงเข้าร่วมบริหารราชสำนักได้สำเร็จ แค่ข้าต้องทำตามการเดิมพันของเจ้า มันจะสักแแค่ไหนกันเชียว!?”