ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 225 ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี
บทที่ 225 ยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี
ยามราตรี
ฮ่องเต้หญิงสวมใส่ชุดเสื้อคลุมเต็มยศเดินกลับไปยังตำหนักหย่างซิน
หญิงสาวยืนลังเลอยู่หน้าห้องบรรทมเนิ่นนาน ก่อนจะถอนหายใจออกมา วันนี้นางสามารถสยบเซียวเหยาอ๋องและบรรดาผู้สนับสนุนของเขาได้สำเร็จ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี
ทว่าเมื่อเผชิญหน้ากับผลการเดิมพัน ความดีใจก็เปลี่ยนเป็นความเศร้า
“เข้ามาสิพ่ะย่ะค่ะ” เสียงหัวเราะอย่างอ่อนโยนของจ้าวอู่เจียงดังขึ้นจากด้านในห้อง
ฮ่องเต้หญิงคำรามในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเปิดประตู แสงไฟในห้องสว่างไสว อบอุ่นและสงบสุข…
เว้นแต่เพียงจ้าวอู่เจียงที่กำลังยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์… เวลานี้ชายหนุ่มดูไม่น่าไว้ใจเลยในสายตาของฮ่องเต้หญิง
ผลลัพธ์ของการเดิมพันนั้นไม่ได้รุนแรงแต่อย่างใด เขาไม่ได้ขอให้นางทำสิ่งที่เคยกระทำกับเหล่านางสนม คำขอของเขาเป็นเพียงคำขอเล็กน้อยเท่านั้น และคำขอนั้นก็คือ การนอนกอดจ้าวอู่เจียงทั้งคืน… เท่านั้นเอง
ตอนแรกที่ตกปากรับคำยอมเดิมพัน ฮ่องเต้หญิงก็เกิดความรู้สึกแปลกประหลาดซับซ้อนในหัวใจ นางทั้งรู้สึกโล่งใจ ปรารถนา วิตกกังวลและหวาดกลัว
ช่วงที่ผ่านมาหญิงสาวใช้เวลาอยู่กับจ้าวอู่เจียงทั้งวันทั้งคืน เมื่อผ่านไปถึงจุดหนึ่ง ความสำคัญของคนผู้นี้ก็เติบโตขึ้นในหัวใจฮ่องเต้หญิงโดยไม่รู้ตัว นางย่อมเข้าใจว่าตนเองเริ่มเกิดความรู้สึกพิเศษกับเขา
แต่นางไม่รู้ตัวเลยว่า ความรักเริ่มต้นขึ้นจากตรงไหน
และถึงแม้ตอนนี้จะรู้ว่ารู้สึกอย่างไร ทว่านางก็จะไม่ยอมรับความจริงข้อนี้เด็ดขาด
เซวียนหยวนจิ้งไม่ได้เป็นเพียงเซวียนหยวนจิ้ง แต่นางเป็นถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเซี่ย ต้องแบกรับความคาดหวังของบรรพบุรุษไว้บนสองบ่า นางต้องการจะทำให้แผ่นดินต้าเซี่ยกลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง และเซวียนหยวนจิ้งอยากจะนั่งอยู่บนบัลลังก์ด้วยความภาคภูมิ
เซวียนหยวนจิ้งจะไม่ยอมให้ความรู้สึกที่เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นมาหยุดยั้งเส้นทางของนางเด็ดขาด
ความรักของคนหนุ่มสาวก็เปรียบเสมือนหมอกควันในอากาศ นางพร่ำบอกตนเองเช่นนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ดังนั้น นางจึงหวาดกลัวที่จะเดิมพันกับจ้าวอู่เจียง หวาดกลัวว่าเมื่อถึงเวลาที่ต้องทำตามสัญญา นางจะไม่สามารถควบคุมหัวใจของตนเองได้
จ้าวอู่เจียงถามออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“พระองค์เป็นกังวลเรื่องอันใดหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“เปลี่ยนวิธีการได้หรือไม่ จ้าวอู่เจียง ข้าสามารถใช้ปาก…” ฮ่องเต้หญิงมีสีหน้าเขินอายอย่างยิ่ง
“ถ้าไม่ทำตามสัญญา ก็ลืมมันไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการหรอก” จ้าวอู่เจียงสั่นศีรษะ ความรักและความปรารถนานั้นต่างกัน จ้าวอู่เจียงไม่ใช่คนที่โหยหาความปรารถนา
เซวียนหยวนจิ้งนิ่งเงียบอยู่อึดใจใหญ่ ชายหนุ่มยิ้มอย่างอ่อนโยน และกล่าวเสริมว่า
“ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการพ่ะย่ะค่ะ หากฝ่าบาทเกิดความรู้สึกไม่สบายใจ ไม่อยากจะทำเช่นนี้ ก็ไม่ต้องทำพ่ะย่ะค่ะ! ฝ่าบาทกับกระหม่อมล้วนเข้าใจกันดี ฝ่าบาทโปรดวางใจเถิดว่ากระหม่อมจะไม่คิดโกรธเคืองอย่างแน่นอน”
คำพูดที่นุ่มนวลลอยมาเข้าหูเซวียนหยวนจิ้ง พลันหลอมหัวใจนางจนอ่อนยวบลงทันที
“ข้ายินดียอมรับความพ่ายแพ้ ในเมื่อข้าแพ้ ข้าก็จะทำตามสัญญา”
ในทันใดนั้น ก็มีเสียงดังขึ้นจากหน้าประตู
“ทูลฝ่าบาท ผู้ต่ำต้อยเสี่ยวหลี่จือขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
“ไสหัวไป!” ฮ่องเต้หญิงพูดเสียงดังกังวาน
เกิดความเงียบงันขึ้นหน้าประตู ตามมาด้วยเสียงฝีเท้าที่เดินจากไปอย่างเร่งร้อน
“แต่ข้ามีข้อแม้อยู่สองข้อ” ฮ่องเต้หญิงหันกลับมาจ้องมองที่จ้าวอู่เจียง นัยน์ตาสั่นไหวเล็กน้อย
“อย่างแรก อย่าขยับตัวเข้ามาเบียดข้ามากเกินไป อย่างที่สอง อย่าคิดที่จะทำสิ่งใดไร้ยางอาย…”
จ้าวอู่เจียงแย้มยิ้มและพยักหน้า
…
ผ้าม่านถูกปลดลง
ฮ่องเต้หญิงตัวแข็งทื่อ นางกำลังนอนกอดจ้าวอู่เจียง ด้วยท่าทางที่ไม่ต่างไปจากตุ๊กตาที่ไร้ชีวิต
นางรู้สึกได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารด หัวใจดวงน้อยยิ่งเต้นรัวเร็วมากขึ้นไปอีก หัวใจเต้นแรงจนคล้ายกับว่ามันจะทะลุออกมานอกหน้าอกแล้ว
เซวียนหยวนจิ้งไม่กล้ามองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย แม้จะรู้สึกได้ว่าสายตาของจ้าวอู่เจียงกำลังจ้องมองมาอยู่ตลอดเวลาก็ตาม
“ฝ่าบาท กระหม่อมจำได้ว่าปกติแล้วฝ่าบาทจะถอดเสื้อคลุมออกเวลาเข้าบรรทม เหตุใดคืนนี้ฝ่าบาทยังสวมใส่เสื้อคลุมเต็มยศอยู่อีก…” จ้าวอู่เจียงผู้ถูกกอดรัดด้วยอ้อมแขนของฮ่องเต้หญิงพูด
ยังจะแกล้งไม่เข้าใจอีก ก็เพื่อป้องกันไม่ให้เขาฉวยโอกาส และไม่ให้เขาทำอะไรได้โดยสะดวกอย่างไรเล่า!
ใบหน้าของฮ่องเต้หญิงกลายเป็นสีแดงระเรื่อ ตอบกลับด้วยความเย็นชา “ราตรีนี้อากาศหนาว…”
“ไม่ใช่ว่าพระองค์หวาดกลัวหรอกหรือ?” จ้าวอู่เจียงถามอย่างตรงไปตรงมา ภายใต้การถูกกอดรัด เขาสัมผัสได้อย่างเบาบางว่าความปรารถนาของฮ่องเต้หญิงกำลังจะถูกปลดปล่อยอย่างช้า ๆ
เซวียนหยวนจิ้งสูดหายใจลึก ๆ แล้วกล่าวเสียงเข้ม “หุบปากได้แล้ว”
“อ้อ…” จ้าวอู่เจียงลากเสียงยานคาง
แล้วเวลาก็ค่อย ๆ ผ่านไป
หนึ่งถ้วยชาผ่านไป… สองถ้วยชาผ่านไป
ครึ่งชั่วยาม… หนึ่งชั่วยาม
กระทั่งได้ยินเสียงกรนของจ้าวอู่เจียง หัวใจที่ตึงเครียดของฮ่องเต้หญิงก็ผ่อนคลายลงได้
ในที่สุดผ่านไปได้หนึ่งชั่วยามแล้ว ก่อนได้ยินเสียงเขากรนนางหวาดกลัวเหลือเกินว่าจ้าวอู่เจียงจะคิดทำอะไรมากไปกว่านี้
ตอนนี้ ลมหายใจของจ้าวอู่เจียงยังคงเป่ารดอยู่เบื้องหน้า นี่เป็นลมหายใจที่เซวียนหยวนจิ้งคุ้นเคย เพราะมันเป็นลมหายใจที่อยู่กับนางทั้งวันทั้งคืน
เซวียนหยวนจิ้งไม่เคยกล้ายอมรับความจริงเลยว่าลมหายใจของเขาทำให้นางรู้สึกสบายใจ
ในเวลานี้ เซวียนหยวนจิ้งกำลังนอนกอดจ้าวอู่เจียง ดวงตาสั่นไหวเล็กน้อย และเริ่มจ้องมองชายหนุ่มที่นอนหลับท่าทางไม่ต่างจากเด็กน้อยอย่างจริงจัง
นางเพ่งพิศใบหน้าเรียวยาว คิ้วหนา และดวงตาที่ปิดสนิท พลันก็นึกไปถึงประกายนัยน์ตาที่เหมือนกับมีดวงดาราบนฟากฟ้าพราวอยู่ภายใน และเมื่อพิจารณามาถึงจมูกโด่งเป็นสัน นางก็คิดว่าชายหนุ่มดูหล่อเหลาอย่างยิ่ง
ไล่ลงมาที่ริมฝีปากได้รูปที่ไม่ได้แห้งผากมากเกินไป แต่ก็ไม่ได้ชุ่มฉ่ำมากเกินพอดี พลันก็คิดอย่างชื่นชมไปว่า ภายในช่องปากนี้มีลิ้นที่สามารถเอื้อนเอ่ยวาจาอย่างที่ขุนนางหรือบัณฑิตคนอื่น ๆ ไม่มีทางคิดฝันออกมาได้
พลันน้ำใสก็เอ่อคลอเต็มดวงตาคู่กระจ่างของฮ่องเต้หญิงโดยไม่รู้ตัว นางกัดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนที่ริมฝีปากจะบิดตัวเป็นรอยยิ้ม
นางไม่ทราบเลยว่าความรักเริ่มต้นขึ้นเมื่อใด แต่มันก็แทรกซึมลึกลงไปในหัวใจมากแล้ว
เซวียนหยวนจิ้งยินดีเดิมพัน ยินดียอมรับความพ่ายแพ้ แต่สิ่งที่นางพ่ายแพ้ไม่ใช่การเดิมพัน ทว่า…นางพ่ายแพ้ให้แก่บุรุษที่อยู่เบื้องหน้าผู้นี้ต่างหาก