ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 226 เหมือนน้ำกับไฟ
บทที่ 226 เหมือนน้ำกับไฟ
ค่ำคืนเหน็บหนาว
เซวียนหยวนจิ้งนอนกอดจ้าวอู่เจียงแนบแน่นมากขึ้น
ความอบอุ่นของกายสูงใหญ่ทำให้นางอดขยับตัวเข้าไปใกล้ชิดไม่ได้ ฮ่องเต้หญิงรู้สึกเหมือนตนเองกำลังนอนกอดเตาไฟที่อบอุ่นท่ามกลางพายุหิมะโหม
จนกระทั่งรุ่งเช้า
กลายเป็นว่าคนทั้งสองสลับตำแหน่งกัน จากเดิมที่เป็นเซวียนหยวนจิ้งนอนกอดจ้าวอู่เจียง นางไม่ทราบเลยว่าตนเองไปอยู่ในอ้อมกอดของจ้าวอู่เจียงตั้งแต่เมื่อใด
ท้องฟ้าด้านนอกสว่างไสว ดวงอาทิตย์ฉายแสงพ้นขอบฟ้า หากเป็นก่อนหน้านี้ ทั้งสองคนก็คงลุกขึ้นไปทำกิจวัตรประจำวันของตนเองนานแล้ว อย่างเช่นการไปตรวจสอบจดหมายร้องเรียนจากบรรดาขุนนาง หรือการเดินตรวจตราตำหนักนางสนม
เซวียนหยวนจิ้งค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา เมื่อคืนนี้นับว่านางนอนหลับสนิทที่สุดในรอบหลายวันเลยทีเดียว
เมื่อสัมผัสได้ถึงลมหายใจอุ่นร้อน ฮ่องเต้หญิงก็สะดุ้งเล็กน้อย ขยับตัวหมายจะออกจากวงแขนแกร่ง แต่แล้วนางก็รับรู้ว่าอีกฝ่ายยังไม่มีท่าทีว่าจะตื่นจากนิทราเลย
ช่างมันเถอะ เขาคงเหนื่อยล้าจากการเดินทางไปกลับเมืองหวังโจว เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะหลับสนิท ปล่อยให้หลับต่ออีกสักหน่อยจะเป็นไรไป… เซวียนหยวนจิ้งคิดได้ดังนั้น นางก็หลับตาลงช้า ๆ โดยไม่ส่งเสียง…
ในส่วนของคนมากเล่ห์ ตอนนี้เขากำลังแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกอดรัดบุคคลในอ้อมแขนแนบแน่นมากขึ้น
เขารู้ดีว่าช่วงเวลาเช่นนี้ เป็นช่วงเวลาที่นางไม่ต้องแบกรับความตึงเครียดเอาไว้บนสองบ่า นับเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งที่นางจะได้นอนหลับสนิทเช่นนี้ ดังนั้นเขาจึงอยากปล่อยให้นอนหลับต่ออีกสักหน่อย
ทั้งสองฝ่ายต่างก็ตกอยู่ในห้วงความรู้สึกของตนเอง รอจนกระทั่งยามสาย พวกเขาจึงได้ ‘ตื่น’ ขึ้นมาด้วยความสบายใจ
ฮ่องเต้หญิงหวนคืนสู่ตัวตนทรงสง่าราศีอันสูงส่ง ส่วนจ้าวอู่เจียงคอนนี้ เขามีรอยยิ้มอ่อนโยนมากกว่าเคย ทั้งสองฝ่ายต่างก็เริ่มปฏิบัติหน้าที่ของตนเองเหมือนเช่นทุกวัน
…
เสียงสายน้ำไหล
บริเวณทางเข้าหุบเขา เป็นที่ตั้งของทุ่งหญ้าร้างแห่งหนึ่ง
ตลอดเส้นทางเข้าสู่หุบเขาลึกมีดอกไม้ป่านานาชนิดทอดยาวไกลสุดลูกหูลูกตา
ปรากฏกลุ่มคนกำลังเคลื่อนย้ายท่อนซุงเข้า ๆ ออก ๆ จากหุบเขาแห่งนี้
ตอนแรกก็ขนย้ายกันอย่างเชื่องช้า ต่อมาก็ขนย้ายกันอย่างเร่งรีบ จนร่างกายของทุกคนอ่อนล้า
เมื่อผู้คนเหนื่อยล้าและอ่อนแรง เสียงโครมครามก็ดังขึ้น ปรากฏว่าท่อนซุงท่อนโตตกพื้น ใครบางคนส่งเสียงร้องอุทานออกมา
…
ณ สำนักไร้ขอบเขต ห้องนอนของฮั่วหรูอี้
ฮั่วหรูอี้รีบหยิบสิ่งที่ทำตกพื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ของสิ่งนี้เป็นของขวัญจากจ้าวอู่เจียง ว่ากันว่ามันเป็นสิ่งที่สตรีในวังหลวงใช้กันเป็นปกติ ของสิ่งนี้เรียกกันว่าแท่งไม้หรรษา
ใบหน้าของนางแดงระเรื่อ เก็บภาพที่แขวนอยู่กับผ้าม่านข้างเตียงลงมา บุรุษในภาพวาดช่างหล่อเหลาและสง่างาม มีรอยยิ้มที่อ่อนโยน
“เฮ้อ” หญิงสาวถอนหายใจออกมายาวแรง ดึงกระโปรงที่ถลกขึ้นมาอยู่ตรงช่วงเอวกลับลงไป ผมเผ้ายุ่งเหยิงและชื้นเหงื่อเล็กน้อย หลังจากยืนยันแล้วว่าทุกอย่างเรียบร้อยดี นางก็ทำการเช็ดแท่งไม้ที่เปียกชื้น และนำมันกลับใส่กล่องตามเดิม
ความจริง นางไม่จำเป็นต้องเร่งรีบก็ได้ นางสามารถมอบความสุขให้แก่ตนเองได้นานเท่าที่ต้องการ แต่เมื่อได้ยินการประกาศว่าท่านเจ้าสำนักกำลังมา เพื่อปรึกษาหารือเรื่องราวบางอย่างกับผู้อาวุโสในสำนักทั้งสามท่าน ฮั่วหรูอี้ก็ไม่อาจชักช้าได้อีกต่อไป
สำนักไร้ขอบเขต ห้องตำรา
จ้าวอู่เจียงกำลังปรึกษาหารืออยู่กับสองผู้อาวุโสตระกูลซูอย่างซูเหลียงจิ่วและซูซานชางเกี่ยวกับโครงสร้างของสำนักไร้ขอบเขต กู้เหนียนหยวนรับฟังเงียบ ๆ ใบหน้าซีดเซียวเล็กน้อย
“รบกวนผู้อาวุโสทั้งสองท่านช่วยเตรียมสิ่งของให้พร้อมด้วย” จ้าวอู่เจียงจบการประชุม ก่อนจะหันมาสังเกตเห็นใบหน้าซีดขาวผิดปกติของกู้เหนียนหยวน
“รับทราบขอรับท่านเจ้าสำนัก” สองพี่น้องตระกูลซูตอบรับพร้อมกัน นับตั้งแต่ได้รู้ว่าสำนักไร้ขอบเขตมียอดฝีมือรวมตัวอยู่มากมาย พวกเขาก็ยิ่งมีความเคารพมากขึ้น
“ท่านเจ้าสำนักขอรับ มีอีกเรื่องหนึ่ง สำนักไร้ขอบเขตของเราได้รับคำเชิญให้เข้าร่วมการประชุมกลุ่มสำนักใต้ดินประจำนครหลวงวันพรุ่งนี้ ข้าน้อยไม่ทราบว่า… พวกเราสมควรไปหรือไม่?”
“สมควรไปอย่างยิ่ง”
จ้าวอู่เจียงพูดเสียงเข้ม จุดประสงค์ของการประชุมกลุ่มสำนักใต้ดินก็เพื่อทำการสื่อสารและจัดตั้งกฎระเบียบ ให้ทุกสำนักอยู่ในลู่ในทาง สำนักไร้ขอบเขตเพิ่งก่อตั้งขึ้นมาใหม่ พวกเขาจึงจำเป็นต้องไปแสดงตัวเป็นอย่างยิ่ง
และในเวลาเดียวกันนี้ จ้าวอู่เจียงก็หวังว่าพรรคพวกในกลุ่มสำนักใต้ดินของนครหลวงจะช่วยเหลือตนหากมีปัญหาที่ไม่คาดฝันในอนาคต
ได้ยินดังนั้น สองพี่น้องตระกูลซูก็โค้งคำนับอีกครั้งแล้วล่าถอยไป
เมื่อภายในห้องไม่มีใครอื่น จ้าวอู่เจียงก็จับมือของกู้เหนียนหยวนมาตรวจสอบ มือของนางเย็นเฉียบ
“ไปที่ห้องของท่านกันเถอะ” เขาขมวดคิ้ว ก่อนจะดึงกู้เหนียนหยวนให้ลุกขึ้นยืน
ภายในห้องพักของกู้เหนียนหยวน
จ้าวอู่เจียงทำการตรวจชีพจรของหญิงสาว รู้สึกได้ถึงการเต้นของชีพจรที่ผิดปกติ คิ้วเข้มจึงขมวดด้วยความเคร่งเครียดมากขึ้นและมากขึ้น
“ไม่มีอันใดหรอก ข้าแค่มีรอบเดือนเท่านั้น” กู้เหนียนหยวนรู้สึกได้ถึงความเป็นกังวลของบุรุษที่อยู่เบื้องหน้า แววตาจึงเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม
จ้าวอู่เจียงตอบด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“รอบเดือนของสตรีมักจะมาพร้อมกับความเจ็บปวด ท่านน่าจะบอกข้าตั้งแต่แรก ข้าจะได้จัดเตรียมสมุนไพรเพื่อบรรเทาอาการให้ท่าน”
“จริงด้วยสินะ” ดวงตากลมโตของกู้เหนียนหยวนสั่นไหว นางรับคำอย่างเชื่อฟัง ก่อนจะเอนตัวเข้ามาในอ้อมแขนของจ้าวอู่เจียง พึมพำออกมาด้วยความเขินอาย
“พี่…จ้าว…”
หืม? จ้าวอู่เจียงตกตะลึงไปเล็กน้อย กู้เหนียนหยวนอยู่ดี ๆ ก็เรียกขานเขาว่าพี่จ้าว ไม่ให้เวลาเขาได้ตั้งตัวสักนิด
“ท่านต้องการข้าหรือไม่” กู้เหนียนหยวนเม้มริมฝีปากแน่น เงยหน้าขึ้นจ้องมองเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย แววตาฉายประกายจริงจังอย่างยิ่ง
ทว่าบัดนี้นางกำลังมีรอบเดือน จ้าวอู่เจียงเกิดความลังเลใจ จะทำอย่างไรดี… จ้าวอู่เจียงไม่ได้ปล่อยข้อมือของกู้เหนียนหยวน ยังคงจับชีพจรของนางอยู่ คิ้วเข้มพลันเลิกขึ้นสูง
ชายหนุ่มรู้สึกได้ว่าภายในร่างกายของกู้เหนียนหยวนมีเปลวไฟร้อนระอุกำลังลุกโชน และเปลวไฟเหล่านั้นก็เป็นบ่อเกิดพลังหยางของปราณกระบี่ที่ต่อต้านพลังหยินของรอบเดือนนาง
ที่ใบหน้าของกู้เหนียนหยวนซีดขาวก็เพราะว่าพลังในร่างกายกำลังตีกันอย่างปั่นป่วนนั่นเอง
จ้าวอู่เจียงหมุนวนข้อมือซ้าย ปรากฏเข็มเงินเล่มบางในมือ
ภายใต้เสียงอุทานด้วยความเขินอายของกู้เหนียนหยวน ชายหนุ่มจัดการถลกกระโปรงของกู้เหนียนหยวนขึ้นและฝังเข็มลงไปบนบริเวณท้องน้อยของกู้เหนียนหยวนผ่านทางชุดชั้นในตัวบาง
จ้าวอู่เจียงไม่ได้มีความคิดเป็นอื่นเลย เพราะนี่เป็นสถานการณ์เร่งด่วน ภายในร่างกายของกู้เหนียนหยวนเหมือนมีน้ำกับไฟกำลังทำสงครามกันอยู่ และเปลวไฟรวมไปถึงปราณกระบี่ที่อยู่ในร่างกายนั้น ก็กำลังเผาผลาญพลังชีวิตของกู้เหนียนหยวนอยู่ตลอดเวลา