ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 284 ยืนอยู่ในม่านหมอก
บทที่ 284 ยืนอยู่ในม่านหมอก
บุรุษชุดดำไม่ได้ขุ่นเคืองใจ เขาเพียงยิ้มออกมาและส่งเสียงหัวเราะที่ฟังดูน่าขนลุก มันคล้ายกับว่ามีชิ้นส่วนบางอย่างในลำคอขาดหายไป
“ฮ่า ๆๆ กระบี่มีอยู่หลายประเภท เช่นเดียวกับผู้คน หากมีกระบี่ที่ตั้งตรง มีกระบี่ที่ไม่ยอมหักงอ ก็ย่อมมีกระบี่ที่พริ้วไหว สามารถปรับตัวได้ทุกรูปแบบ…”
บุรุษชุดดำยื่นมือซ้ายออกมาข้างหน้า ในมือมีเพียงความว่างเปล่า แต่แล้วไอพลังสีดำก็ลอยขึ้นมาจากฝ่ามือ และเปลี่ยนรูปทรงเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง
เขาลูบไล้กระบี่เล่มนั้นพลางพูดต่อ
“มือกระบี่ทุกคนล้วนมีพรสวรรค์ แต่นี่ก็ผ่านมาหลายปีแล้ว เจ้ายังไม่ได้นำกระบี่ของตนเองออกมาเลย …ช่างน่าผิดหวังเสียจริง”
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับท่านด้วย?” จ้าวอู่เจียงมีแววตาเย็นชา เขารู้ดีว่าบุรุษชุดดำกำลังกล่าวถึงกระบี่ที่เป็นอาวุธศักดิ์สิทธิ์ซึ่งอยู่ในร่างกายเขา แต่กระบี่เล่มนั้นถูกฝังเป็นกระดูกสันหลังของเขาไปแล้ว จะให้นำออกมาใช้งานได้อย่างไร?
แต่คำพูดประโยคต่อมาของบุรุษชุดดำ ก็ทำให้จ้าวอู่เจียงตะลึงจนไม่สามารถสงบจิตใจได้อีก
เขาได้แต่ยืนรับฟังคำถามจากบุรุษชุดดำที่ว่า
“จ้าวอู่เจียง เจ้าอยากรู้หรือไม่ว่าบัดนี้จ้าวชางหยวนเป็นอย่างไรบ้าง?”
หัวใจของจ้าวอู่เจียงปรากฏจิตสังหารอันแรงกล้า ดวงตาทอประกายสีทองคำเรืองรองไม่ต่างจากดวงดาวบนฟากฟ้า
“ฮ่า ๆๆ” เสียงหัวเราะของบุรุษชุดดำไม่ต่างไปจากเสียงร้องของนกฮูกยามราตรี
“งั้นเจ้าก็จะแพ้ไม่ได้!”
“จ้าวอู่เจียง ก่อนอื่นเจ้าต้องนำกระบี่ของตัวเองออกมาเสียก่อน!” บุรุษชุดดำกล่าวต่อไป
“มีเพียงการถือกระบี่อยู่ในมือเท่านั้น เจ้าจึงจะสามารถใช้มันฟันฝ่าอุปสรรคทั้งหลายได้สำเร็จ! ข้าส่งเตาหลอมกระบี่ไปให้แล้ว เหตุใดเจ้าจึงได้ล่าช้านัก! หรือเจ้าจะรอจนกระทั่งท่านประมุขออกมาจากการกักตัว และบังคับให้เจ้ากลับไปด้วยตนเองเล่า?”
“นางเป็นมนุษย์มิใช่เตาหลอมกระบี่ และตัวข้าเองก็ไม่ได้เป็นกระบี่อะไรทั้งนั้น!” จ้าวอู่เจียงมีแววตาเย็นชา บุรุษชุดดำคนนี้แปลกประหลาดมากเกินไป ชายหนุ่มบอกไม่ได้เลยว่าอีกฝ่ายเป็นมิตรหรือว่าศัตรูกันแน่ เพราะฉะนั้นเขาจึงไม่มีทางเชื่อในสิ่งที่บุรุษชุดดำพูดออกมาง่าย ๆ อย่างเด็ดขาด
“หากเจ้าไม่ลงมือ สักวันหนึ่งนางก็จะต้องถูกปราณกระบี่ในร่างกายกัดกินจนตายไปอยู่ดี!”
“และหากเจ้าไม่ลงมือ เจ้าก็จะถูกท่านประมุขจับตัวไปกักขังไว้ในสุสานกระบี่! และจ้าวชางหยวนก็จะไม่มีวันได้กลับออกมาเห็นแสงเดือนแสงตะวันอีก!”
ยิ่งพูดมากเท่าไหร่ เสียงของบุรุษชุดดำก็ยิ่งแหบแห้งมากเท่านั้น
“ท่านเป็นใครกันแน่?!” ดวงตาของจ้าวอู่เจียงร้อนผ่าวด้วยความโกรธแค้นขณะจ้องมองไปยังบุรุษชุดดำ
เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วรู้สึกตะลึงยิ่งนัก ใต้เท้าจ้าวเกิดที่เมืองหลันซินมิใช่หรือ? เช่นนั้นจะไปเกี่ยวข้องกับสุสานกระบี่ หนึ่งในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งยุทธจักรได้อย่างไร?
มือกระบี่? ใต้เท้าจ้าวเป็นมือกระบี่หรือ? นั่นหมายความว่าจ้าวอู่เจียงกำลังจะต้องกลับไปสุสานกระบี่และรับใช้สถานที่แห่งนั้นไปจนวันตายไม่ใช่หรือ?
“คนจากสุสานกระบี่” บุรุษชุดดำยังคงตอบเช่นนี้ แต่เขาก็ถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ดวงตาที่อยู่ด้านหลังผ้าคลุมจากหมวกปีกกว้างจ้องมองจ้าวอู่เจียงอย่างลึกซึ้ง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ก็ไม่วายทิ้งประโยคสุดท้ายไว้
“เวลาของเจ้ากำลังจะหมดลงแล้ว โปรดจำเอาไว้ว่าเจ้าจะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด! หากเจ้าแพ้ก็จะไม่มีวันกลับมาลุกขึ้นสู้ได้อีกเลย! และไม่ใช่แค่เจ้าคนเดียวเท่านั้น… เข้าใจใช่หรือไม่?!”
“งั้นท่านก็บอกมาสิว่าข้ากำลังจะต้องเจอกับสิ่งใด?” จ้าวอู่เจียงตะโกนถามกลับไป
บุรุษชุดดำแนบสองนิ้วติดกันและชี้ขึ้นไปบนท้องฟ้า
ไม่ทราบเลยว่านี่เป็นการบอกจ้าวอู่เจียงให้รู้ว่าเขากำลังจะได้เจอกับชะตาฟ้าลิขิต บอกให้รู้ว่าเขากำลังพบกับการตามล่าจนสุดหล้าฟ้าเขียวของสุสานกระบี่ หรือกำลังแจ้งเตือนให้ได้รู้ว่าเขากำลังจะต้องเผชิญหน้ากับทุกสิ่งอย่าง
จ้าวอู่เจียงสูดหายใจเข้าลึก ๆ ดูเหมือนเขาจะไม่เข้าใจสิ่งใดทั้งสิ้น
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา เขาทำงานรับใช้เหล่าขุนนางอยู่ในวังหลวง และแทบไม่เคยย่างเท้าออกไปยังเขตแดนใดนอกนครหลวงเลยด้วยซ้ำ
จ้าวอู่เจียงรู้สึกเหมือนตนเองกำลังยืนอยู่ในม่านหมอก แม้จะได้ยินเสียงฝีเท้าดังขึ้นรอบกาย แต่เขาก็มองไม่เห็นผู้คนหรือสิ่งที่อยู่รอบตัวเลยแม้แต่นิดเดียว
…
ม้าห้อตะบึงไปบนพื้นโคลนที่ยังคงไม่แห้งดี เพราะมีสายฝนตกลงมาเป็นครั้งคราว
ร่างของจ้าวอู่เจียงสั่นไหวตามจังหวะการวิ่งของม้าคู่ใจ ร่างโอนเอนไปมาไม่ต่างจากดอกบัวในสระน้ำที่ถูกพายุฝนโหมกระหน่ำเข้าใส่
เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วติดตามมาทางด้านหลังด้วยสีหน้าเป็นกังวล
จ้าวอู่เจียงหน้านิ่วคิ้วขมวด รู้สึกเจ็บปวดที่หัวไหล่เล็กน้อย นี่เป็นผลมาจากการ ‘ฝังคำสาป’ ของธิดาเทพแห่งสำนักศรัทธาราษฎร หยางเมียวเจิ้น
‘สวรรค์ ดวงดารา สรรพสิ่งไม่เคยหยุดนิ่ง ขอพลังสะกดอำนาจปีศาจชั่วร้าย ปกป้องจิตใจและร่างกายของข้าพเจ้าด้วยเถิด’
‘สติแจ่มใส จิตใจสงบสุข สามจิตเป็นอนันต์ ไร้การสูญสิ้นซึ่งวิญญาณ สงบจิตสำรวมใจ!’
ชายหนุ่มท่องบทสวดสำรวมจิตอยู่ในใจเงียบ ๆ