ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 285 เขากับนาง
บทที่ 285 เขากับนาง
ท่ามกลางยามราตรี
บนถนนอันยาวไกล และการเดินทางโดยไม่หยุดพัก
ในที่สุดจ้าวอู่เจียงและผู้ติดตามก็เดินทางกลับมาถึงนครหลวง
บัดนี้เป็นยามราตรี มีเพียงเงาขององครักษ์หลวงเท่านั้นที่ทอดยาวลงไปบนถนนในวังหลวงเป็นระยะ
จ้าวอู่เจียงซ่อนมืออยู่ในแขนเสื้อ และเดินตรงไปยังตำหนักหย่างซินด้วยฝีเท้าอันมั่นคง
ระหว่างที่ขี่ม้ามาตลอดทาง รอจนกระทั่งใจเย็นลง จ้าวอู่เจียงถึงได้เข้าใจสิ่งที่เจ้าอาวาสอารามหลานรั่วพยายามตักเตือนเขา
จ้าวอู่เจียงควรทำตามใจปรารถนา มุ่งหน้าไปอย่างไร้ความหวาดหวั่น และทำลายทุกมายาคติที่รบกวนจิตใจ!
ขันทีน้อยยืนเฝ้าระวังอยู่หน้าตำหนักหย่างซิน ในมือถือตะเกียงและไร้การเคลื่อนไหวใด ๆ คล้ายกับว่าเขากำลังเผลอหลับ และขณะนี้แสงไฟในตะเกียงก็ค่อย ๆ หรี่ลงทุกที
แต่เมื่อเห็นจ้าวอู่เจียง ขันทีน้อยผู้นั้นก็กลับมาตื่นตัว เขารีบโค้งตัวลงทำความเคารพอย่างประจบเอาใจ
จ้าวอู่เจียงโบกมือบอกว่าไม่เป็นไร ก่อนจะเดินตรงเข้าไปในตำหนัก
ประตูห้องบรรทมปิดแน่น ทว่ายังมีแสงไฟส่องสว่างออกมาจากด้านใน จ้าวอู่เจียงผลักประตูเปิดเข้าไป ก่อนจะมีสีหน้าตื่นตกใจเล็กน้อย
บนโต๊ะภายในห้องปรากฏกล่องใส่อาหารที่มีกลิ่นหอมลอยออกมา
เซวียนหยวนจิ้งนั่งอยู่ที่โต๊ะตัวนั้น ในมือกำลังถือตำรา สีหน้าสงบเยือกเย็น เมื่อเห็นประตูเปิดเข้ามา นางก็เงยหน้าขึ้นพลางยิ้มแย้มทักทายเขา
“กลับมาแล้วหรือ?”
จ้าวอู่เจียงทอดถอนหายใจออกมา พร้อมแย้มยิ้มตอบกลับไป จิตใจตึงเครียดก่อนหน้าผ่อนคลายลงในชั่วพริบบตานั้น เขานั่งลงเคียงข้างเซวียนหยวนจิ้ง ก่อนจะถามอย่างหยอกเย้า
“ฝ่าบาทรอกระหม่อมอยู่หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“รอเจ้าที่ไหนกัน วันนี้ข้าแค่ทานอาหารค่ำดึกเกินไปสักหน่อยเท่านั้น” เซวียนหยวนจิ้งวางตำราในมือลง นางไม่ได้มองสบดวงตาอันร้อนแรงของจ้าวอู่เจียง แต่เลือกที่จะเปิดกล่องอาหาร และนำอาหารที่อยู่ด้านในออกมาจัดวางบนโต๊ะ…
จ้าวอู่เจียงทานอาหาร ในหัวใจรู้สึกอบอุ่นยิ่ง
เขารู้ดีว่าตนเองรู้สึกอย่างไรต่อเซวียนหยวนจิ้ง แล้วทำไมเซวียนหยวนจิ้งถึงจะไม่รู้ว่านางรู้สึกอย่างไรต่อเขา?
เขากับนางอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน ใช้เวลาทั้งวันและคืนอยู่ด้วยกัน ปรึกษางานราชการกัน วางกลยุทธ์สำหรับจัดการพวกขุนนางในคณะบริหารด้วยกัน ต่างฝ่ายต่างก็มีความสำคัญต่อกันมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่าทั้งสองก็ทราบดีว่า เซวียนหยวนจิ้งไม่สามารถมีความรักได้ เพราะนางต้องแบกความรับผิดชอบอย่างแคว้นต้าเซี่ยอยู่บนสองบ่า
แม้ว่าจ้าวอู่เจียงจะเป็นคนที่ให้คุณค่ากับความรัก แต่เขาก็ไม่ได้เห็นแก่ตัวถึงขนาดที่จะร้องขอให้เซวียนหยวนจิ้งยอมทิ้งบ้านเมืองเพื่อมาอยู่กับตนเอง
เขากับนางเปรียบดั่งเส้นขนาน แม้จะอยู่คู่กัน แต่ก็ไม่อาจสอดประสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้
ทันใดจ้าวอู่เจียงก็รู้สึกกินอาหารไม่อร่อยขึ้นมา แววตาปรากฏความลุ่มลึกและหนักแน่น
บางที! ไม่สิ มันต้องเป็นไปได้! ดวงตาของชายหนุ่มเป็นประกายเล็กน้อย เขาเข้าใจดีว่าตราบใดที่ตนเองแข็งแกร่งมากพอ ตนก็จะสามารถกำจัดขวากหนามทั้งหมดที่บ่อนทำลายบ้านเมืองได้ และเมื่อถึงตอนนั้น เขาก็จะสามารถทำทุกอย่างได้ตามต้องการ
“เจ้าดูนี่สิ” เซวียนหยวนจิ้งวางรายงานฉบับหนึ่งลงบนโต๊ะ เลื่อนแผ่นกระดาษมาตรงหน้าจ้าวอู่เจียงพลางพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ก่อนเจ้าจะไปที่หลันโจว โรงหมอหลวงได้เปิดบริการตรวจร่างกายกลุ่มขุนนาง นี่คือรายชื่อเหล่านี้เป็นผู้ที่ติดเชื้อจากหนอนพิษ และข้าปรึกษาเรื่องนี้กับพวกของหลิวเจ๋อไปบ้างแล้ว บัดนี้เมื่อเจ้ากลับมา ข้าก็อยากจะฟังความคิดเห็นของเจ้าด้วย เราสมควรฆ่าพวกเขาดีหรือไม่? หรือควรช่วยชะลอพิษ ช่วยกำจัดพิษเพื่อเก็บตัวอย่างไว้ใช้งานในภายหลังจะดีกว่า?”
จ้าวอู่เจียงหยิบรายงานฉบับนั้นขึ้นมาดู เขาจ้องมองไปยังรายชื่อที่มีวงกลมสีแดงล้อมรอบ ก่อนจะตอบโดยไม่คิดอะไรให้วุ่นวาย
“ฆ่าทิ้งให้หมด! เราต้องเชือดไก่ให้ลิงดู การปกครองที่เข้มงวดสามารถสยบความโกลาหลได้เสมอ!”
“ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน” เซวียนหยวนจิ้งพยักหน้า เทียบกับเมื่อไม่กี่วันก่อน น้ำเสียงของนางมีความนุ่มนวล ถ้อยคำมีความไพเราะมากขึ้น คล้ายกับว่าเซวียนหยวนจิ้งพยายามรักษาภาพลักษณ์ของการเป็นฮ่องเต้ผู้สูงส่งอยู่ตลอดเวลา
นางยกมือปิดปากไอเบา ๆ แม้จะกล่าวออกมาอย่างแช่มช้า แต่เนื้อหาก็สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
“พรุ่งนี้ข้าจะออกราชโองการประกาศว่าพวกเขาลาออกจากตำแหน่งเพราะต้องการกลับบ้านเกิดก็แล้วกัน”
จ้าวอู่เจียงพยักหน้า รับประทานอาหารอุ่นร้อนตรงหน้าเต็มปากเต็มคำ ก่อนจะขมวดคิ้ว
“บอกกระหม่อมมานะ…”
เขารีบจับข้อมือของเซวียนหยวนจิ้ง ก่อนจะสัมผัสได้ถึงความตื่นตระหนกในชีพจรของนาง แววตาของเขาเป็นประกายครุ่นคิด “ฝ่าบาทจับไข้อีกแล้วหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ข้าหายดีแล้ว…” เซวียนหยวนจิ้งไอออกมาเบา ๆ นางพยายามดึงข้อมือกลับ แต่จ้าวอู่เจียงก็จับไว้แน่นมากนัก แน่นอนนางไม่ได้รำคาญใจ แต่นางก็หลบสายตาเขาอยู่เล็กน้อย
“รอสักครู่” จ้าวอู่เจียงถอนหายใจ หลังเขารับประทานอาหารอีกสองคำใหญ่ก็ลุกขึ้นยืน และพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“กระหม่อมจะไปปรุงยามาให้”
“ข้าบอกแล้วไงว่าข้า…” เซวียนหยวนจิ้งกำลังจะคัดค้าน แต่เมื่อเห็นสีหน้ามุ่งมั่นของจ้าวอู่เจียง นางก็เกิดความหวั่นไหวขึ้นมาเล็กน้อย ดังนั้นเสียงจึงอ่อนลงจนกลายพึมพำออกมาเบา ๆ
“ไม่เป็นไร…”
เมื่อจ้องมองแผ่นหลังของจ้าวอู่เจียงที่กำลังเดินกลับออกไป มุมปากของเซวียนหยวนจิ้งก็ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มน้อย ๆ
รอยยิ้มของนางไม่ต่างไปจากพระจันทร์เสี้ยวที่ส่องสว่างกลางท้องฟ้ายามราตรี…