ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 289 ลองใช้ความคิดในมุมมองของผู้อื่น
บทที่ 289 ลองใช้ความคิดในมุมมองของผู้อื่น
กว่าจ้าวอู่เจียงจะได้รับจดหมาย เวลาก็ล่วงเลยเข้าสู่ยามบ่ายของวันต่อมา
นี่เป็นจดหมายด่วนที่ถูกส่งมาจากทางตอนเหนือของเมืองหลิงหนาน ซึ่งถูกเขียนขึ้นโดยเจียงเมิ่งลี่
จ้าวอู่เจียงอ่านเนื้อหาในจดหมายอย่างรวดเร็ว
เนื้อความในจดหมายระบุว่า เซียวเหยาอ๋องได้ทำการไล่ล่าฆ่าเหล่ายอดฝีมือในยุทธจักรอย่างบ้าคลั่งเพื่อดูดพลังมาเป็นของตนเอง แต่นี่เป็นเรื่องที่จ้าวอู่เจียงรับทราบมานานแล้ว จึงไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด
ทว่าที่น่าตกตะลึงก็คือ จดหมายฉบับนี้ระบุว่าหลี่หยวนเจิ่งได้เสียชีวิตลงแล้ว เขาถูกเซียวเหยาอ๋องจับตัวเพื่อข่มขู่ กระทั่งถูกหักแขนขาจนหักงอผิดรูป อวัยวะภายในแหลกสลาย แต่ถึงจะถูกข่มขู่คุกคามอย่างไร กระนั้นหลี่หยวนเจิ่งก็มิยอมศิโรราบให้แก่เซียวเหยาอ๋อง กระทั่งตัวตายเขาก็ไม่มีความเสียใจสักนิด
จนถึงตอนนี้เซียวเหยาอ๋องยังคงออกฆ่าฟันผู้คนจากสำนักต่าง ๆ ในยุทธจักรต่อไป
จ้าวอู่เจียงพับจดหมายเก็บและนิ่งเงียบอยู่นาน เขาพูดอะไรไม่ออก พลางหลับตาลง
และเมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ดวงตาของเขาก็กลายเป็นสีแดงก่ำ ชายหนุ่มยังคงพูดอะไรไม่ออก เขาสูดลมหายใจลึก
ยิ่งเงียบมากเท่าไหร่ จ้าวอู่เจียงก็ยิ่งเศร้าใจมากเท่านั้น
ยิ่งเงียบมากเท่าไหร่ จ้าวอู่เจียงก็ยิ่งรู้สึกโกรธแค้นมากเท่านั้น
เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมเหล่ายอดฝีมือในยุทธจักรโดยเฉพาะผู้อยู่ในขอบเขตเทวะถึงไม่ออกมาขัดขวางการกระทำอันโหดร้ายป่าเถื่อนของเซวียนหยวนอวี้เหิง
หรือมีบางอย่างทำให้พวกเขาออกมาไม่ได้? พวกเขาเสียชีวิตกันไปหมดแล้ว?! หรือพวกเขาไม่รู้สึกอันใดกับความตายของผู้คนจำนวนมากในโลกนี้อีกแล้ว?
จ้าวอู่เจียงหาคำตอบไม่ได้ และก็ไม่อยากเสียเวลาคิดถึงเรื่องนี้อีก
เรื่องที่เขาสมควรใช้เวลาขบคิดก็คือ หากตัวเขาเป็นเซวียนหยวนอวี้เหิงจะทำอะไรต่อไป? ดวงตาของจ้าวอู่เจียงเป็นประกายสีทองคำเรืองรองขณะใช้ความคิดอย่างลุ่มลึก
เมื่อฆ่าเหล่ายอดฝีมือและดูดพลังมาเป็นของตนเองเรียบร้อยแล้ว เขาก็ต้องใช้เวลาหลอมรวมพลังในร่างกายให้คงที่ ถึงจะสามารถใช้พลังได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
จากนั้นเขาก็จะรอจนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า และเมื่อความร่วมมือจากกลุ่มพันธมิตรทั้งแดนเหนือกับแดนใต้มาถึง เขาก็จะนำกองทัพชูธงก่อกบฏ หาข้ออ้างดี ๆ สักข้อ เพื่อเปิดฉากบุกโจมตีแคว้นต้าเซี่ย ไล่ยึดไปทีละเมือง ทีละเมือง… มุ่งหน้าสู่นครหลวง และบังคับให้เซวียนหยวนจิ้งต้องยอมสละบัลลังก์ในที่สุด
เมื่อเรื่องราวทุกอย่างเรียบร้อยดีแล้วถึงค่อยสถาปนาตนเองเป็นฮ่องเต้องค์ใหม่
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมืออย่างใช้ความคิด ดวงตาฉายแววเคร่งขรึม
แต่เซวียนหยวนอวี้เหิงอาจไม่ต้องทำเช่นนี้ก็ได้เช่นกัน ด้วยฐานะที่เป็นเชื้อพระวงศ์คนสำคัญของแคว้นต้าเซี่ย เซวียนหยวนอวี้เหิงรู้ข้อมูลตื้นลึกหนาบางในคณะบริหารเป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีวิทยายุทธไม่ต่ำต้อย เขาสามารถเข้าวังหลวงเพื่อขอให้เซวียนหยวนจิ้งเขียนพระราชโองการประกาศแต่งตั้งธิดาเทพแห่งแคว้นหนานเจียงเป็นคู่สมรสได้โดยไม่ยากเย็น
ทว่าเซวียนหยวนจิ้งก็เคยปฏิเสธมาแล้วครั้งหนึ่ง และถ้านางปฏิเสธอีก ด้วยความสามารถของเซวียนหยวนอวี้เหิง เขาจะทำอย่างไรต่อไปได้บ้าง?
จ้าวอู่เจียงผุดลุกขึ้นยืนทันที ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“เขาจะต้องไปที่นครหลวงและขอให้นางเขียนพระราชโองการแต่งตั้งธิดาเทพแห่งแคว้นหนานเจียงอีกครั้งเป็นแน่ และหากเซวียนหยวนจิ้งไม่เห็นด้วย เขาก็จะบังคับนางซะ!”
“ด้วยระดับพลังที่สูงส่งของเซวียนหยวนอวี้เหิง ยังจะมีผู้ใดในวังหลวงสามารถหยุดยั้งได้อีก? ย่อมไม่มีแล้ว! แล้วเหตุใดเขาถึงต้องทำเช่นนี้? ก็เพราะว่าเขาคือเซวียนหยวนอวี้เหิง ผู้ที่ต้องได้ในสิ่งที่ตนเองต้องการเสมอน่ะสิ!”
“การบังคับให้เซวียนหยวนจิ้งเขียนพระราชโองการด้วยความรู้สึกจำยอมศิโรราบ กับการเขียนพระราชโองการด้วยตนเองเมื่อยึดครองบัลลังก์เสร็จสิ้นแล้ว ความสะใจแตกต่างกันหลายเท่า!”
หลังจากพูดออกมาเช่นนี้ จ้าวอู่เจียงถอนหายใจออกมาอย่างหนักหน่วง หากการคาดเดานี้ถูกต้อง เซวียนหยวนอวี้เหิงคงจะต้องเดินทางเข้านครหลวงในอีกไม่เกินสามถึงห้าวันข้างหน้านี้ และอย่างนานที่สุดก็คงไม่เกินครึ่งเดือน
“แล้วข้าจะสามารถหยุดยั้งเขาได้หรือไม่?” จ้าวอู่เจียงพึมพำ
ชายหนุ่มก้มหน้าลงอย่างเงียบงัน ดวงตาทอประกาย
“ต้องได้สิ!” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและหนักแน่น
ในวังหลวงมีทั้งเซวียนหยวนจิ้ง ตู๋กูหมิงเยว่กับทารกน้อยในครรภ์ของนาง
เขาต้องช่วยเหลือเซวียนหยวนจิ้งปกป้องราชบัลลังก์ ทั้งยังมีทารกที่รอออกมาลืมตาดูโลก แล้วก็ยังจะต้องไปสืบหาความจริงเกี่ยวกับบิดามารดาของตนเองที่สุสานกระบี่ รวมถึงต้องไปแสดงความรับผิดชอบที่สำนักศรัทธาราษฎร…
ดังนั้นจ้าวอู่เจียงรู้ตัวดี เขาจะพ่ายแพ้ไม่ได้!
ชายหนุ่มเดินออกจากห้องพัก
เกร็ดหิมะโปรยปรายจากท้องฟ้า ตกลงบนหัวไหล่ของเขา จ้าวอู่เจียงถอนหายใจ พลันลมหายใจกลายเป็นหมอกขาว แววตาร้อนแรงดั่งเปลวไฟ จ้าวอู่เจียงเหยีวตัวตั้งตรงแลดูทรงพลังราวกับกระบี่กล้า