ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 290 วันที่กระบี่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่
บทที่ 290 วันที่กระบี่ถูกหล่อหลอมขึ้นมาใหม่
สำนักไร้ขอบเขต
ห้องพักของกู้เหนียนหยวน
จ้าวอู่เจียงแจ้งจุดประสงค์ของตนด้วยน้ำเสียงรู้สึกผิด
ถึงแม้ว่ากู้เหนียนหยวนจะเก็บเป็นความลับมาเนิ่นนานว่านางคือสตรีของจ้าวอู่เจียง และชายหนุ่มเองก็มีนางอยู่ในหัวใจเช่นกัน
แต่ครั้งนี้ เขามาหานางไม่ใช่เพราะทนแรงปรารถนาไม่ไหวหรือควบคุมตัวเองไม่ได้ ทว่าเป็นเพราะอยากจะปลุกกระบี่ที่ฝังอยู่ในร่างกายให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง
และพลังงานจากร่างกายของกู้เหนียนหยวนก็เป็นเหมือนเตาหลอมกระบี่ที่จะช่วยซ่อมแซมกระบี่ที่แตกหักและหล่อหลอมขึ้นมาใหม่
“ข้าทราบแล้ว” กู้เหนียนหยวนรวบผมขึ้นสูง เผยให้เห็นถึงสองแก้มขาวผ่อง ดวงตาเป็นประกาย นางกัดริมฝีปากชุ่มฉ่ำ ยามนี้นางทั้งรู้สึกดีใจและขุ่นเคืองใจในเวลาเดียวกัน
นางกล่าวขึ้น “หากท่านกลัวว่าข้าจะได้รับบาดเจ็บ เช่นนั้นท่านก็ต้องทำเบา ๆ และช้า ๆ…”
จ้าวอู่เจียงใช้แขนโอบรอบบั้นท้ายกลมกลึงของกู้เหนียนหยวน เมื่อเขาพยักหน้า กู้เหนียนหยวนก็โน้มใบหน้าเข้าไปใกล้และจูบชายหนุ่มด้วยความนุ่มนวล
การจูบดำเนินไปอย่างเร่าร้อน ใบหน้าของกู้เหนียนหยวนแดงระเรื่อสะท้อนความเขินอายยามตะวันตกดิน เมื่อผละออก นางก็หอบหายใจหนัก ไม่กล้ามองสบนัยน์ตาของจ้าวอู่เจียง
ความเขินอายของกู้เหนียนหยวนแสดงออกถึงความปรารถนาอันบริสุทธิ์ ไม่ต่างจากเด็กสาวข้างบ้านที่มีความบริสุทธิ์สดใสดั่งสายน้ำในลำธาร แต่ความเขินอายเช่นนี้ยิ่งสุมไฟราคะของผู้คนให้ลุกลามอย่างรุนแรงมากขึ้น
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอบอุ่น เขาโค้งตัวลงเล็กน้อย แนบหน้าผากตนกับหน้าผากของกู้เหนียนหยวน ทั้งสองโอบกอดกัน จูบอันร้อนแรงเกิดขึ้นอีกครั้ง และดำเนินต่อไปอย่างดุเดือด
เสื้อคลุมขนจิ้งจอกเลื่อนหลุด เสื้อคลุมสีดำร่วงไปอยู่บนพื้น ตามมาด้วยเสื้อชั้นในผ้าไหมสีขาว กางเกงชั้นใน และเอี๊ยมตัวนั้นก็ถูกแขวนเอาไว้กับฉากบังตา
การตีกระบี่เป็นงานที่ต้องใช้ฝีมือ
เมื่อกระบี่ถูกสอดเข้าไปในเตาหลอม ปราณกระบี่จำนวนมหาศาลในเตาหลอมก็โหมล้อมตัวกระบี่ไว้ และทำการลับคมกระบี่อย่างรวดเร็ว
ด้วยพลังงานที่มากล้นเช่นนี้ คล้ายกับว่าจะทำให้ตัวกระบี่หลอมละลาย ครั้นขยับตัวกระบี่เล็กน้อย ตัวกระบี่ก็กลายเป็นสีแดงและมีความแข็งแกร่งดั่งหินผา
การหลอมกระบี่ไม่ใช่สิ่งที่สามารถทำได้ในพริบตา
เจ้าของกระบี่จำเป็นต้องขยับตัวกระบี่เข้า ๆ ออก ๆ เตาหลอม นั่นเพื่อทำการปลดปล่อยแรงดัน ขึ้นรูป และรักษาอุณหภูมิให้คงที่
ยามนี้เตาหลอมกระบี่ทำหน้าที่อย่างหนักหน่วง พยายามอย่างยิ่งที่จะคืนชีวิตให้แก่ตัวกระบี่อีกครั้ง
และเมื่อพลังจากตัวกระบี่ระเบิดออกมา พสุธาก็สั่นสะเทือน
ครึ่งชั่วยามให้หลัง ตัวกระบี่ก็ไม่สามารถทนความร้อนของเตาหลอมได้อีก พลังบีบเค้นภายในเตาหลอมมีมากเกินไป สุดท้ายตัวกระบี่ก็ต้องปลดปล่อยพลังสายรุ้งสีขาวออกมา
และแล้วกระบี่ที่ถูกฝังอยู่ในร่างกายของจ้าวอู่เจียงก็ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
อาวุธศักดิ์สิทธิ์ถูกใช้เป็นกระดูกสันหลังของชายหนุ่มมาตั้งแต่ครั้งเป็นทารก และมันเติบโตขึ้นมาพร้อมกับเขา ในที่สุดกระบี่เล่มนี้ก็ฟื้นพลังขึ้นมาแล้ว
จ้าวอู่เจียงระเบิดเสียงคำราม รู้สึกได้ว่ากระดูกสันหลังของตนกำลังขยับเขยื้อนเหมือนมีมังกรเลื้อยผ่าน
เขาลองรวบรวมพลังจิต ยื่นมือซ้ายออกไปข้างหน้า ก่อนจะรู้สึกได้ถึงมวลพลังร้อนอุ่นที่กำลังรวมตัวกันอยู่บนมือซ้ายของตนเอง
พลันเขาลองกำและคลายมือซ้ายออก
ทันใดก็เกิดเป็นคลื่นลมหมุนเวียนอยู่บนฝ่ามือ จนเห็นได้ด้วยตาเปล่า ลมหายใจต่อมาพลังลมหมุนนั้นก็เปลี่ยนรูปทรงกลายเป็นกระบี่เล่มหนึ่ง
ตัวกระบี่ไม่ต่างจากแผ่นกระจก มีความยาวสามไม้บรรทัด กว้างประมาณสองชุ่น หน้าตาราบเรียบธรรมดานัก
แต่เมื่อมือของจ้าวอู่เจียงจับด้ามกระบี่ เขาก็รู้สึกได้ว่ามีมวลพลังจำนวนมหาศาลรวมอยู่ที่กระบี่เล่มนี้
เมื่อมีกระบี่เล่มนี้อยู่ในมือ ชายหนุ่มก็รู้สึกว่าตนเองสามารถสะบั้นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ได้
จ้าวอู่เจียงระบายลมหายใจยาวแรงออกมาอย่างปั่นป่วน การดูดซับปราณกระบี่จากร่างกายของกู้เหนียนหยวนทำให้เขาทะลวงขั้นพลัง จ้าวอู่เจียงอยู่ในขอบเขตปรมาจารย์และตอนนี้ก็บรรลุสู่ขั้นที่สองแล้ว
ด้วยความแข็งแกร่งระดับนี้ จ้าวอู่เจียงอยากรู้เหลือเกินว่าตนจะสามารถต่อสู้กับเซวียนหยวนอวี้เหิงได้หรือไม่? ดวงตาของเขาเป็นประกายระยิบระยับ ชายหนุ่มลองยกมือซ้ายขึ้นอีกครั้ง แล้วกระบี่ในมือก็สลายหายไปกับสายลมในพริบตา ราวกับว่าไม่เคยมีอยู่ในโลกนี้มาก่อน
ชายหนุ่มไม่ได้รู้สึกเศร้าเสียใจสักนิด แต่ใบหน้าของหญิงสาวกลายเป็นสีกุหลาบ ดูเหมือนนางจะอิ่มเอิบใจไม่ใช่น้อย กู้เหนียนหยวนจ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยความลุ่มหลงพลางกล่าวอย่างเขินอายว่า
“ข้าไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ เลย…”
นางใช้สองขาเกี่ยวเอวจ้าวอู่เจียงและรัดแน่น ใบหน้าแดงก่ำ แม้ไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่การกระทำก็บ่งบอกถึงทุกสิ่งทุกอย่าง
จ้าวอู่เจียงยกมือขึ้น ใช้นิ้วจิ้มจมูกของนาง และพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “งั้นบอกข้ามาสิ เจ้าอยากให้ข้าทำสิ่งใดต่อไป?”
ดวงตางดงามของกู้เหนียนหยวนเปล่งประกายระยิบระยับ นางเบือนหน้าที่กลายเป็นสีแดงไปทางด้านข้าง ก่อนจะพูดงึมงำในลำคอไม่ต่างจากเสียงยุงเสียงแมลงวัน
“ทำให้เร็วมากขึ้นอีก…”