ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 330 คำพยากรณ์จากหมอดูเทวดา
บทที่ 330 คำพยากรณ์จากหมอดูเทวดา
ร่างของจ้าวอู่เจียงปรากฏขึ้นในห้วงคิดของเซวียนหยวนจิ้ง
คำพูดที่นางพูดออกไปก่อนหน้านี้ ล้วนเป็นคำที่เขาเคยพูดกับนางเอาไว้ทั้งสิ้น
จ้าวอู่เจียงเขียนรายชื่อความเป็นไปได้ทั้งหมดออกมา และถอดความคิดของเขาว่า หากเขาเป็นพวกคนเถื่อนแดนเหนือและแดนใต้เหล่านั้นจะโจมตีต้าเซี่ยอย่างไรบ้าง
“เราจะตอบโต้กลับไปทุกครั้งที่มีโอกาส”
ดวงตาของเซวียนหยวนจิ้งเป็นประกายวาวโรจน์ น้ำเสียงมุ่งมั่นคล้ายกับว่ามีจ้าวอู่เจียงมายืนอยู่ข้างกายในยามนี้ และเขาก็กำลังวิเคราะห์สถานการณ์ร่วมไปกับนาง
“หากพวกหนานเจียงต้องการทดสอบความแข็งแกร่งของเรา เราก็จะตอบโต้กลับไปและใช้โอกาสนี้ทดสอบความแข็งแกร่งของพวกมันเช่นกัน แม้ว่าความสงบสุขของราษฎรชาวต้าเซี่ยจะเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด แต่พวกเราก็จะไม่เป็นฝ่ายรับการโจมตีเพียงฝ่ายเดียวอย่างเด็ดขาด”
“สิ่งสำคัญสูงสุดก็คือ พวกเราต้องปลุกขวัญกำลังใจของเหล่าทหารแห่งต้าเซี่ย ทหารของพวกเราต้องลงสู่สนามรบด้วยความกล้าหาญ และพร้อมจะเด็ดหัวศัตรูได้ทุกเมื่อ!”
“ฝ่าบาทกล่าวได้ถูกต้องแล้วพ่ะย่ะค่ะ พวกเราต้องจัดการพวกมัน!” หนวดเคราสีขาวของหลิวเจ๋อสั่นไหว
“พวกมันอยากทดสอบความแข็งแกร่งของต้าเซี่ยนักใช่หรือไม่ เฮอะ! เช่นนั้นก็ให้พวกมันมาทดสอบเถอะ มาดูกันว่าตอนพวกมันต้องหนีหัวซุกหัวซุนกลับไป พวกมันจะจองหองเหมือนอย่างตอนบุกเข้ามาโจมตีได้หรือไม่!”
ตู๋กูอี้เหอพยักหน้าสนับสนุน
“ถูกต้องแล้ว พวกเราจะไม่รอกระทั่งมันพร้อมจะโจมตีเรา แต่เราต้องตอบโต้กลับไปให้หนักหน่วง!”
พลันเซวียนหยวนจิ้งถูนิ้วมือพร้อมกับออกคำสั่ง
“ประกาศคำสั่งออกไปตามเขตชายแดนทันที แจ้งให้แม่ทัพเซียวหยวนซานเตรียมกองกำลังเอาไว้ให้พร้อม การโจมตีของพวกเราไม่ได้ต้องการที่จะยึดครองแคว้นหนานเจียง พวกเราเพียงต้องกดดันให้อีกฝ่ายล่าถอยกลับไปเท่านั้น”
แคว้นหนานเจียงเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับต้าเซี่ยมายาวนาน ซ้ำยังเป็นดินแดนที่มีขุมกำลังแข็งแกร่ง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเรื่องยากที่จะบุกตีจนยึดมาได้ทั้งแผ่นดิน
“กระหม่อมรับคำบัญชาพ่ะย่ะค่ะ” เสนาบดีกรมกลาโหมก้มศีรษะลง หัวใจของเขาลุกโชนด้วยเปลวไฟแห่งความมุ่งมั่น
…
ณ ขั้นบันไดหินบนยอดเขาหลักของสำนักศรัทธาราษฎร
จ้าวอู่เจียงกับหยางเมียวเจิ้นเดินจับมือกัน ชายเสื้อปลิวไหวไปตามสายลม ชายหนุ่มกำลังจะเดินทางกลับแล้ว
เมื่อทั้งสองคนเดินลงบันไดมา ก็มองเห็นบึงน้ำอยู่ห่างออกไปไม่ไกลนัก
หยางเมียวเจิ้นขมวดคิ้วเล็กน้อย นางกัดริมฝีปากสีแดงสดเบา ๆ หญิงสาวมีถ้อยคำนับพันที่ต้องการเอื้อนเอ่ยออกมา ทว่าภายใต้บุคลิกที่เคร่งขรึมเย็นชา สีหน้าของนางจึงไม่แปรเปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย
จ้าวอู่เจียงเดินอย่างสง่างามมาหยุดอยู่ตรงหน้านาง พลันมือของเขาโอบรอบเอวของหยางเมียวเจิ้น ก่อนจะดึงนางเข้ามากอดในอ้อมแขน และพูดพร้อมแย้มยิ้มอย่างอบอุ่นว่า
“ข้าไม่อยากปล่อยเจ้าออกจากอ้อมแขนแม้แต่น้อย ข้าควรทำอย่างไรดี?”
“เช่นนั้นท่าน…จะให้ข้า…ทำอย่างไร…” หยางเมียวเจิ้นมีอาการลังเลเล็กน้อย ใบหน้าของนางกลายเป็นสีกุหลาบ
จ้าวอู่เจียงไม่ได้กล่าวคำใดอีก เขาเพียงโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้อีกฝ่าย จุมพิตริมฝีปากสีแดงชุ่มฉ่ำของหญิงสาวเบา ๆ
หยางเมียวเจิ้นส่งเสียงครางในลำคอ นางไม่ได้ดิ้นรนขัดขืน ทั้งยังตอบรับอย่างเขินอายด้วย
ผ่านไปครู่หนึ่ง ริมฝีปากจึงผละแยกจากกัน จ้าวอู่เจียงยกมือขึ้นลูบไล้แก้มนวลของหยางเมียวเจิ้น ก่อนจะยิ้มแย้มอย่างอบอุ่น
“หากไม่ใช่ด้วยรู้ว่ามีผู้อาวุโสเหล่านั้นคอยจับตาดูอยู่ข้างบน ข้าก็คงต้องฝึกวิชาสองผสานกับเจ้าอีกสักรอบก่อนกลับแล้ว”
หยางเมียวเจิ้นแก้มแดงขึ้นมามากกว่าเดิม ฟันขาวสะอาดของนางกัดลบนริมฝีปากสีแดงฉ่ำ ดวงตาจ้องมองแผ่นหลังอันเป็นอิสระและอ่อนโยนของจ้าวอู่เจียง
ชายหนุ่มสามารถเดินบนผิวน้ำได้โดยไม่ลำบาก และในไม่ช้าเขาก็หายลับไปในม่านหมอก
ผ่านไปครู่หนึ่งแล้ว ทว่าหยางเมียวเจิ้นก็ยังไม่อาจละสายตาไปจากทิศทางที่เขาจากไปได้ หลังร่ำลากันครั้งนี้ก็คงต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่านางกับเขาจะได้พบกันอีกครา
หญิงสาวทอดถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ชายเสื้อคลุมปลิวไหวไปตามสายลม ผ้าลู่ลมยิ่งขับเน้นให้เห็นเรือนร่างที่มีส่วนเว้าส่วนโค้งงดงามสมบูรณ์แบบของนาง
“หากเจ้ายังไม่อยากกลับเข้าสำนัก เช่นนั้นก็ตามเขาไปเถอะ” น้ำเสียงที่บอกถึงความประชดประชันเล็กน้อยดังขึ้นจากบริเวณริมบึงน้ำ
หยางเมียวเจิ้นที่ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยจึงหันไปมอง ทันใดนั้นนักพรตผู้สวมชุดเสื้อคลุมสีน้ำเงินเข้มผู้หนึ่งก็ปรากฏกายขึ้น
นักพรตผู้นี้มีผมและหนวดเครายุ่งเหยิง มือข้างหนึ่งถือร่มกันฝน ส่วนข้างเอวห้อยเข็มทิศติดกายอยู่ตลอดเวลา
“ท่านอาจารย์?” หยางเมียวเจิ้นรู้สึกดีใจและมึนงงในเวลาเดียวกัน ท่านอาจารย์กลับมาในเวลานี้ได้อย่างไร?
อาจารย์ของนางก็คือเจ้าสำนักศรัทธาราษฎร และยังเป็นหมอดูเทวดานามว่า จางหลินต้าว
“แหม ยังจำอาจารย์ได้อยู่อีกหรือ? อาจารย์นึกว่าในหัวใจของเจ้ามีแต่จ้าวอู่เจียงเพียงผู้เดียวเสียอีก?” รองเท้าหญ้าฟางของจางหลินต้าวสัมผัสบนผิวน้ำ ก่อนจะก้าวขึ้นมาบนชายฝั่ง
เขากระโดดมายืนอยู่ข้างกายนางพลางหยอกเย้าว่า
“เจ้าหนุ่มนั่นเดินบนผิวน้ำได้อย่างสง่างามเหลือเกิน แม้แต่อาจารย์ก็ยังเดินให้สง่างามอย่างเขาไม่ได้!”
“อาจารย์เจ้าคะ!” หยางเมียวเจิ้นพูดด้วยน้ำเสียงโกรธเคือง
“ก็ได้ ก็ได้ พวกเรากลับขึ้นสำนักกันก่อนเถอะ” นักพรตชราอ้าปากหาวและมีท่าทางง่วงนอน พร้อมพับร่มกันฝนในมือไปถือไขว้หลังเอาไว้ขณะเดินขึ้นบันได และกล่าวด้วยเสียงเนิบนาบว่า
“ข้าดูอนาคตของเจ้าหนุ่มนั่นแล้ว เกรงว่าเขาคงจะกำลังเกี่ยวพันกับเหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่ แต่นอกจากต้องเจอกับชีวิตและความเป็นไปแล้ว เขายังจะมีชื่อเสียงและเงินทองอีกด้วย… ข้านั้น… มองเห็นเพียงเท่านี้”
เมื่อได้ยินคำทำนายของอาจารย์ ดวงตาที่งดงามของหยางเมียวเจิ้นก็สั่นไหวขึ้นมาทันที เหตุการณ์นองเลือดครั้งใหญ่อย่างนั้นหรือ?
นางรีบเดินขึ้นบันไดตามหลังผู้เป็นอาจารย์ไปติด ๆ เพื่อสอบถามว่า
“ท่านอาจารย์คิดว่าอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”