ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 352 ความรักเติบโตผ่านกาลเวลา
บทที่ 352 ความรักเติบโตผ่านกาลเวลา
ความรักถักทอสายใย
ความรักที่ลึกซึ้งนำมาซึ่งความรักที่ไม่มีข้อแม้ จ้าวอู่เจียงรู้สึกได้ถึงความรักที่ไม่มีข้อแม้จากร่างกายของซูฮัวอี
ความรักเติบโตผ่านกาลเวลา ความรักคือสิ่งที่ดำรงอยู่ทุกยุคสมัย
ความรักไม่จำเป็นต้องใช้คำบรรยาย และไม่จำเป็นต้องใช้เหตุผล
อย่างเช่นซูฮัวอี สำหรับนางความรักไม่ใช่คำพูด …แต่เป็นการกระทำ
ส่วนเซวียนหยวนจิ้ง ความรักคือสิ่งที่เติบโตผ่านคืนวันที่ค่อย ๆ ใกล้ชิดสนิทสนมกัน
เมื่อจ้าวอู่เจียงกลับมาถึงตำหนักหย่างซิน เขาก็พบว่าเซวียนหยวนจิ้งกำลังนั่งอ่านตำราโบราณเล่มหนึ่งอยู่
หญิงสาวไม่ได้มีความเย็นชาเหมือนแต่ก่อนแล้ว ดวงตาของนางเป็นประกายระยิบระยับด้วยความตื่นเต้น
หลังจากได้เปิดเผยความรู้สึกของตนเอง เซวียนหยวนจิ้งก็เขินอายขึ้นมาเล็กน้อยเมื่อได้พบหน้าจ้าวอู่เจียง
นางมีตำแหน่งเป็นถึงฮ่องเต้ จึงควรจะมีสง่าราศี มีรัศมีกดดันผู้คน แล้วเหตุใดจึงได้รู้สึกหวั่นไหวเวลาเจอขุนนางผู้หนึ่งเช่นนี้หนอ?
นั่นก็ด้วยเซวียนหยวนจิ้งยังคงเป็นสตรีที่มีความรู้สึก ยามเผชิญหน้ากับบุคคลที่หลงรัก นางย่อมสูญเสียความสงบเยือกเย็นและเขินอายด้วยความจริงใจขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
เซวียนหยวนจิ้งไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน ยามได้พบหน้าจ้าวอู่เจียง นางจะรีบสลายความเย็นชาทันที ด้วยกลัวว่าจะเผลอตัวทำร้ายความรู้สึกของเขาโดยไม่ได้ตั้งใจ
จ้าวอู่เจียงยิ้มกว้างและนั่งลงข้างกายเซวียนหยวนจิ้ง เอื้อมมือไปจับมือของอีกฝ่าย นางขัดขืนเล็กน้อย แต่สุดท้ายยอมปล่อยให้ชายหนุ่มจับมืออยู่เช่นนั้น แม้ปากยังแสร้งทำเป็นถาม
“ไยเจ้าต้องมาจับมือข้าด้วย? มีอะไรก็พูดมาสิ!”
“กระหม่อมคิดถึงฝ่าบาทยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ!” จ้าวอู่เจียงหัวเราะในลำคอ
“หา…” เซวียนหยวนจิ้งกลอกตามอง แม้สีหน้าทำเหมือนไม่เชื่อ แต่มุมปากก็ยกเป็นรอยยิ้ม และในใจก็กำลังรู้สึกมีความสุขยิ่ง
“อ้อ กระหม่อมเกือบลืมไปเสียสนิท” จ้าวอู่เจียงเห็นตำราโบราณวางอยู่บนโต๊ะจึงนึกขึ้นมาได้ทันทีว่าเขาต้องการจะทำสิ่งใด
ภายใต้สายตามึนงงสับสนของเซวียนหยวนจิ้ง ชายหนุ่มเริ่มมองหากระดาษกับพู่กัน
ในไม่ช้า จ้าวอู่เจียงก็พบพู่กันและจานฝนหมึกสำหรับเขียนจดหมาย
เขาจุ่มพู่กันลงในหมึกสีดำทมิฬ หมึกชนิดนี้ถูกสกัดขึ้นจากน้ำมันที่ไหลซึมออกมาจากซอกหิน แม้เทียบกับหมึกไม้สนที่โด่งดังแห่งต้าเซี่ยก็หาได้เป็นรอง
จ้าวอู่เจียงมองน้ำหมึกสีดำ สูดดมกลิ่นอย่างใช้ความคิด
เขาเคยอ่านบันทึกทางประวัติศาสตร์และพบว่า นี่คือน้ำมันที่ได้มาจากอำเภอเกานู เป็นของเหลวที่จะไหลออกมาจากก้อนหินในช่วงฤดูใบไม้ผลิทางหุบเขาแดนใต้ของต้าเซี่ย สามารถนำมาจุดไฟให้แสงสว่างหรือจะนำมาใช้เป็นหมึกเขียนอักษรล้วนได้ทั้งสิ้น แต่น้ำมันชนิดนี้รับประทานไม่ได้ ผู้คนจึงเรียกว่า น้ำหมึกศิลา
ในขณะที่อีกหลายคนเรียกมันในชื่อที่แตกต่างออกไป บ้างเรียกน้ำยางหิน บ้างเรียกน้ำมันศิลา กระทั่งเรียกว่าน้ำดำเฉย ๆ ก็มี
น้ำมันศิลาชนิดนี้สามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการทำยาทาภายนอกเช่นเดียวกับใช้จุดไฟให้แสงสว่างได้ แต่ด้วยความที่เวลาจุดไฟแล้วจะมีควันมากกว่าปกติ จึงไม่เป็นที่นิยมในการใช้งาน
น่าเสียดาย… จ้าวอู่เจียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในฐานะของแพทย์คนหนึ่ง เขาดูออกว่าน้ำมันชนิดนี้ไม่มีคุณสมบัติพอจะนำไปใช้ทำเป็นยาดี ๆ ได้เลย ซึ่งถือว่าน่าเสียดายยิ่งนัก
ชายหนุ่มค่อย ๆ จรดพู่กันบนกระดาษ กำลังจะเขียนอะไรบางอย่าง แต่ก็หยุดชะงักไปเหมือนมีอะไรผิดปกติ
ทว่าเมื่อสงบจิตใจได้ ชายหนุ่มก็เริ่มเขียนจดหมายด้วยความร้อนรน
เขาเขียนจดหมายขึ้นมาสองฉบับ
จดหมายฉบับแรกเขียนให้แก่ตู๋กูเทียนชิงซึ่งประจำการอยู่ทางแดนเหนือ จ้าวอู่เจียงตั้งใจจะส่งคนถือจดหมายฉบับนี้ไปมอบให้แก่ตู๋กูเทียนชิง
ส่วนอีกฉบับเขียนให้แก่หยางเมียวเจิ้น เขาหวังว่านางจะช่วยให้พบวิธีแก้คำสาปของราชวงศ์เซวียนหยวนได้
เนื้อความในจดหมายขอร้องให้หยางเมียวเจิ้นช่วยติดต่อกับหมอดูเทวดาประจำสำนักศรัทธาราษฎร เขาต้องการให้หมอดูเทวดาช่วยหาวิธีแก้คำสาป
หลังจากที่จ้าวอู่เจียงเขียนจดหมายเสร็จสิ้น เขารอให้หมึกแห้ง ก่อนจะพับจกหมายใส่ซองอย่างระมัดระวัง เขาไม่ถามฮ่องเต้หญิงสักนิดว่าต้องการจะอ่านหรือไม่
ด้วยว่าระหว่างที่เขาเขียนจดหมายเมื่อครู่ เซวียนหยวนจิ้งยืนอยู่ข้างกายและอ่านทุกถ้อยคำไม่มีขาดตกแม้แต่ตัวอักษรเดียวแล้ว
ในหัวใจเซวียนหยวนจิ้งรู้สึกตื้นตันขึ้นมา จ้าวอู่เจียงเป็นผู้มีจิตใจโอบอ้อมอารี เขามักจะห่วงใยผู้อื่น ความอบอุ่นแผ่ซ่านในใจเซวียนหยวนจิ้ง เห็นได้ชัดว่าจ้าวอู่เจียงห่วงใยนางอย่างแท้จริง
แต่แล้วเซวียนหยวนจิ้งก็หรี่ตาลง นางถามเสียงสูงโดยไม่รู้ตัว
“เมียวเจิ้นผู้นี้เป็นใครกัน?”
“ธิดาเทพแห่งสำนักศรัทธาราษฎรพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงหน้าแดงขึ้นมาอย่างกะทันหัน หัวใจคล้ายกำลังจะหยุดเต้นเสียให้ได้ เขารีบก้มหน้าก้มตา ทำทีค้นหาสมุนไพรในหีบไม้ที่อยู่ข้าง ๆ
เซวียนหยวนจิ้งอดรู้สึกหึงหวงขึ้นมาไม่ได้ นางจึงกล่าวต่อด้วยเสียงเย็นชา
“นับเป็นนามที่ไพเราะ”
“สู้จิ้งเอ๋อร์ไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงหัวเราะ
เซวียนหยวนจิ้งแค่นหัวเราะในลำคอ ก่อนจะหันหน้าหนีไป
“กระหม่อมคิดว่า เราสมควรเรียกหากันให้สนิทสนมมากกว่านี้…” จ้าวอู่เจียงผายมือออกกว้าง
เซวียนหยวนจิ้งกัดฟันกรอด
“เจ้าต้องเรียกข้าว่าฝ่าบาท!”
จ้าวอู่เจียงถือหีบใส่สมุนไพรใบเล็กอยู่ในมือ
“โอ้ จิ้งเอ๋อร์ก็จิ้งเอ๋อร์ ต่อจากนี้ไปข้าจะเรียกท่านว่า จิ้งเอ๋อร์”