ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 353 กระหม่อมไม่รู้เลยพ่ะย่ะค่ะ
บทที่ 353 กระหม่อมไม่รู้เลยพ่ะย่ะค่ะ
ณ ตำหนักหย่างซิน ห้องบรรทมของฮ่องเต้
“เอ้อร์ซาน ข้าอยากให้ท่านนำจดหมายฉบับนี้และโอสถขวดนี้ไปส่งมอบให้แก่ตู๋กูเทียนชิงด้วยตนเอง”
จ้าวอู่เจียงส่งจดหมายในมือและขวดหยกขาวเล็ก ๆ ที่บรรจุโอสถจำนวนหนึ่งให้แก่เจี๋ยเอ้อร์ซาน พร้อมกำชับด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“เส้นทางยาวไกล โปรดระวังตัวด้วย”
“ข้าน้อยรับคำบัญชา”
เจี๋ยเอ้อร์ซานรับจดหมายและขวดหยกไปด้วยความเคารพ
เขายังคงมีสีหน้าใจดี เป็นคนชราผู้อบอุ่น
ช่วงเวลาไม่ถึงหนึ่งปีนี้ เจี๋ยเอ้อร์ซานเป็นสักขีพยานในความรุ่งเรืองของจ้าวอู่เจียงมาตลอด เริ่มจากการเป็นขันทีน้อยไร้ชื่อเสียงเรียงนามภายในตำหนักพระสนม สู่การเป็นขุนนางขั้นห้า คนสนิทของฮ่องเต้
นอกจากนี้จ้าวอู่เจียงยังมีฝีมือด้านการแพทย์เป็นเลิศ มีความสามารถในการปรับตัว มีพรสวรรค์ในวิชาบู๊ ทั้งยังมีจิตใจโอบอ้อมอารี มักจะห่วงใยผู้อื่นอยู่เสมอ
เดิมทีเจี๋ยเอ้อร์ซานมีตำแหน่งสูงกว่าจ้าวอู่เจียง ยามเจอหน้ากัน ชายหนุ่มมักจะแสดงความเคารพและให้เกียรติเสมอ ยามนี้จ้าวอู่เจียงมีตำแหน่งสูงกว่าแล้ว แต่เขาก็ยังคงเคารพและให้เกียรติชายชราไม่เปลี่ยนแปลง
นี่คือสิ่งที่อัจฉริยะตัวจริงควรจะเป็น
แววตาของเจี๋ยเอ้อร์ซานทอประกายความเลื่อมใส น้อมฟังคำสั่งของจ้าวอู่เจียงด้วยความสงบ
“ส่วนสือจิ่ว ท่านต้องนำจดหมายฉบับนี้ไปส่งมอบให้แก่หยางเมียวเจิ้นแห่งสำนักศรัทธาราษฎร” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลกับเจี๋ยสือจิ่วที่ยืนอยู่ข้างกาย
“หยางเมียวเจิ้นสามารถอ่านจดหมายฉบับนี้ได้เพียงผู้เดียวเท่านั้น หากมีสิ่งใดผิดปกติ ท่านสามารถเผาจดหมายฉบับนี้ทิ้งไปได้ทันที”
เรื่องราวเกี่ยวกับคำสาปของราชวงศ์เซวียนหยวนเป็นสิ่งที่จะให้ผู้อื่นรู้ไม่ได้เป็นอันขาด หากมีผู้ไม่หวังดีรู้เข้า ก็คงจะต้องมีภัยใหญ่หลวงตามมาอย่างแน่นอน
“เจี๋ยสือจิ่วรับคำสั่ง!” เจี๋ยสือจิ่วผู้มีหน้าตาดุดันอำมหิตยามอยู่ตรงหน้าจ้าวอู่เจียงก็แสดงความเคารพออกมาจากใจจริงเช่นกัน
เจี๋ยสือจิ่วนึกถึงครั้งแรกที่ได้เจอกับจ้าวอู่เจียง แม้ฮ่องเต้จะกล่าวว่าชายหนุ่มเป็นคนสนิท แต่ในสายตาของเจี๋ยสือจิ่ว เขาเป็นเพียงขันทีจากตำหนักพระสนมผู้อ่อนแอไม่ต่างจากลูกไก่ในกำมือ
ทว่าเพียงเวลาผ่านไปเพียงไม่ถึงหนึ่งปี จ้าวอู่เจียงกลับสามารถเติบโตขึ้นมาจนถึงจุดนี้ได้
“รีบออกเดินทางเถอะ ใกล้ถึงปีใหม่เต็มที รบกวนพวกท่านรีบไปรีบมา”
จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอบอุ่นและโบกมือ
เจี๋ยเอ้อร์ซานกับเจี๋ยสือจิ่วโค้งตัวรับคำสั่ง ก่อนจะก้าวถอยหลังและหายตัวไป
ทันใดชายหนุ่มอดถูนิ้วมืออย่างใช้ความคิดไม่ได้
ค่ำคืนแห่งฤดูหนาวนี้
หิมะโปรยปราย นครหลวงปกคลุมด้วยหิมะทั้งเมือง
จ้าวอู่เจียงปิดประตูตำหนักหย่างซินทุกบาน ป้องกันไม่ให้มีลมหนาวและหิมะเล็ดลอดเข้ามาได้ แล้วเตรียมกลับไปยังห้องพัก
ฤดูหนาวเช่นนี้ เซวียนหยวนจิ้งไม่ได้อาบน้ำมาครึ่งเดือนแล้ว นางจึงรู้สึกไม่สบายตัวยิ่ง สุดท้ายนางก็กอดเสื้อผ้าชุดใหม่ เดินไปห้องชั้นในด้วยอยากจะอาบน้ำ
เมื่อเห็นว่าจ้าวอู่เจียงกำลังจะเดินกลับเข้าห้องพักที่อยู่ติดกัน นางจึงขมวดคิ้วพลางจ้องมองด้วยแววตาแข็งกร้าว
“เจ้าห้ามเข้ามาในห้องชั้นในเด็ดขาด!”
“พ่ะย่ะค่ะ” จ้าวอู่เจียงนั่งลงข้างเตาไฟภายในห้องบรรทม และรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“กระหม่อมจะไม่เข้าไปข้างในเด็ดขาด…หากไม่ได้รับอนุญาต”
เซวียนหยวนจิ้งรู้สึกสงสัยเล็กน้อยเมื่อเห็นว่าจ้าวอู่เจียงยอมรับปากอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังไม่มีการยื่นข้อเสนอแสนเจ้าเล่ห์แม้แต่น้อย นางหมุนตัวเดินไปข้างหน้าสามก้าว เมื่อพบว่าจ้าวอู่เจียงไม่ได้ย่องตามมา จึงรีบวิ่งเข้าไปในห้องชั้นใน ปิดประตูทันที
“ท่านเป็นถึงฮ่องเต้ เหตุใดจึงทำตัวลับ ๆ ล่อ ๆ นักพ่ะย่ะค่ะ?” จ้าวอู่เจียงถามพลางแย้มยิ้ม
เซวียนหยวนจิ้งรู้สึกเขินอาย ตะโกนตอบกลับด้วยความรำคาญใจ
“เหตุใดข้าต้องทำเช่นนี้? จ้าวอู่เจียง เจ้าไม่รู้จริง ๆ รือ?”
“กระหม่อมไม่รู้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
ระหว่างการโต้ตอบ จ้าวอู่เจียงก็เดินไปยังหน้าประตูห้องชั้นในด้วยฝีเท้าแผ่วเบา
ชายหนุ่มได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวดังออกมาจากด้านใน
เซวียนหยวนจิ้งคงกำลังถอดผ้า
เพียงไม่นานก็ตามมาด้วยเสียงน้ำ
จ้าวอู่เจียงยิ้มกริ่ม เข็มเงินปรากฏอยู่ในมือ เขาค่อย ๆ สอดเข็มเงินเข้าไปในช่องว่างของบานประตู ทำการสะเดาะกลอน
เสียงน้ำไหวกลบเสียงกลอนประตูถูกปลดออกจนหมดสิ้น
จ้าวอู่เจียงค่อย ๆ ผลักบานประตู บานประตูเปิดออกกว้างขึ้นและกว้างขึ้น กระทั่งรับรู้ถึงมวลอากาศแห่งความชุ่มชื่นปะทะใบหน้า…