ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 36 พบกันที่เดิม
บทที่ 36 พบกันที่เดิม
บนแท่นบรรทม
เซียวว่านจวินลูบไล้ไปทั่วแผ่นหลังกำยำ จ้าวอู่เจียงยืดตัวขึ้นและกระแทกบั้นเอวด้วยความดุดัน
เซียวว่านจวินหัวใจเต้นรัว
ความวาบหวามกลืนกินทั้งร่างกายและจิตใจ
คลื่นลมปั่นป่วนรุนแรง มังกรหลับใหลถูกปลุกให้แผดเสียงคำราม
พญามังกรอาละวาดด้วยความบ้าคลั่ง
ได้ยินเสียงเตียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าดอยู่ตลอดเวลา
นับว่าบั้นเอวอันอ้อนแอ้นของเซียวว่านจวินต้องรับศึกหนักจริง ๆ
เซียวว่านจวินกับจ้าวอู่เจียงใช้เวลาสู้รบอยู่บนเตียงโดยไม่สนใจสิ่งรอบข้าง กว่าทุกอย่างจะสิ้นสุดลงก็ผ่านไปสามชั่วยาม ชายหนุ่มก้าวลงมาจากแท่นบรรทม ดาบประจำกายชี้หน้าเซวียนหยวนจิ้ง
“ช่วยสืบหาที่มาของคัมภีร์เล่มนี้ให้กระหม่อมหน่อยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?” จ้าวอู่เจียงพูดด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
เซวียนหยวนจิ้งเสตามองไปทางอื่น “ได้สิ แต่ครั้งหน้าช่วยเร็วกว่านี้หน่อยได้หรือไม่?”
เซวียนหยวนจิ้งจ้องมองไปที่เซียวว่านจวินผู้เหนื่อยล้าจนหลับใหลไป ก่อนจะชี้มือไปที่หน้าต่าง นี่เกือบจะรุ่งสางแล้ว
“พรุ่งนี้กระหม่อมจะลองดูพ่ะย่ะค่ะ”
ชายหนุ่มพยักหน้าอย่างไม่สนใจสักเท่าไหร่ ก่อนจะหายเข้าไปในห้องเล็ก ๆ ด้านข้าง และเริ่มต้นศึกษากระบวนท่าในคัมภีร์โดยไม่รอช้า
…
วันต่อมา
เซวียนหยวนจิ้งได้ค้นพบที่มาของคัมภีร์ที่จ้าวอู่เจียงต้องการจะทราบ
เซียวหยวนซานนำคัมภีร์เล่มนี้มาเก็บไว้ในตำหนักของเซียวซูเฟย โดยบอกให้นางฝึกฝนวิชาในคัมภีร์ แต่เซียวว่านจวินอยู่ในวังมานาน จึงรู้สึกว่าการฝึกวิทยายุทธ์เป็นเรื่องของคนในยุทธจักร ด้วยเหตุนี้เอง นางจึงไม่เคยมีความสนใจที่จะฝึกวิชาในคัมภีร์แม้แต่น้อย
คัมภีร์จึงตกมาอยู่ในมือของจ้าวอู่เจียงในที่สุด
เมื่อเซียวว่านจวินกลับออกไปแล้ว เซวียนหยวนจิ้งก็กำลังจะนำเรื่องนี้ไปบอกต่อ แต่นางก็พบว่าขันทีหนุ่มหายตัวไปจากตำหนักหย่างซินเสียแล้ว
บนโต๊ะมีเพียงจดหมายฉบับหนึ่งวางทิ้งไว้
‘กระหม่อมจะไปที่โรงหมอหลวง’
เช้าขนาดนี้ มีการลักลอบขนส่งสมุนไพรอีกแล้วหรือ?
ฮ่องเต้หญิงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย ขณะเดียวกัน ก็อดรู้สึกเป็นกังวลไม่ได้ จ้าวอู่เจียงจะทำอย่างไรถ้าขบวนการชั่วร้ายเหล่านั้นทราบว่าเขาเป็นคนของนางแฝงตัวเข้าไป
“เอ้อร์ซาน”
“เอ้อร์ซานมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ติดตามอารักขาใต้เท้าจ้าว ถ้าใต้เท้าจ้าวบาดเจ็บ เจ้าก็ต้องบาดเจ็บด้วย ถ้าใต้เท้าจ้าวตาย เจ้าก็ต้องตาย”
เจี๋ยเอ้อร์ซานรู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาในทันใด “ข้าน้อยรับพระบัญชา!”
…
โรงหมอหลวง
จ้าวอู่เจียงตั้งใจมาตรวจสอบสมุนไพรโดยเฉพาะ
เพิ่งจะผ่านการค้าขายไปได้เพียงไม่กี่วัน คิดไม่ถึงเลยว่าทางโรงหมอหลวงจะทำการยักยอกสมุนไพรออกไปขายอีกครั้งแล้ว
ตกลงว่าเกิดอะไรขึ้น หรือกำลังจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่? จ้าวอู่เจียงใช้มือขยี้ลงไปบนสมุนไพรและนำมาสูดดม เขาไม่เพียงได้กลิ่นสมุนไพรเท่านั้น แต่ยังได้กลิ่นอันตรายอีกด้วย
“ใต้เท้าจ้าว เมื่อวันก่อนท่านก็ตรวจสอบไปแล้ว นี่เป็นสมุนไพรชนิดเดียวกันทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องตรวจสอบหรอก” ผู้ดูแลโรงเก็บสมุนไพรหวังอวี้ข่ายพูดด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
ครั้งนี้น้ำเสียงของเขาแสดงออกถึงความเหยียดหยามชัดเจน แตกต่างจากครั้งที่แล้วโดยสิ้นเชิง
ขันทีหนุ่มย่อมรับรู้ได้ แต่ยังยิ้มแย้ม โบกมือส่งสัญญาณให้เริ่มต้นเคลื่อนขบวน
เมื่อเกวียนบรรทุกสมุนไพรเคลื่อนขบวนไปบนถนนปูแผ่นหิน จ้าวอู่เจียงก็เดินติดตามไปทางด้านหลังด้วยความสบายใจ
หลายวันที่ผ่านมานี้ กรมพิธีการกำลังเตรียมงานอภิเษกสมรสระหว่างฮ่องเต้กับองค์หญิงแห่งแคว้นไป๋เยว่ ขุนนางน้อยใหญ่จำนวนมากจึงจดจ่ออยู่กับการเตรียมงาน แทบไม่มีผู้ใดสนใจเรื่องราวอื่น ๆ เลย นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทางโรงหมอหลวงกล้ายักยอกสมุนไพรออกไปในเวลาอันกระชั้นชิดเช่นนี้
แต่เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ ดวงตาของจ้าวอู่เจียงก็เป็นประกายระยิบระยับ
หรือกำลังจะมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่ข้ายังไม่รู้?
ชายหนุ่มถูนิ้วมือ พยายามใช้สมองขบคิดหาคำตอบ
หวังอวี้ข่ายแห่งโรงหมอหลวงเดินตามหลังขันทีหนุ่ม ในใจกำลังหัวเราะเหยียดหยาม ไม่ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เขาจะไม่มีทางปล่อยให้คนละโมบผู้นี้นำสมุนไพรออกไปจากเกวียนเพื่อเก็บไว้ใช้ส่วนตัวอีกแล้ว
บัดนี้ หวังอวี้ข่ายไม่ต้องหวาดเกรงว่าจะล่วงเกินคนผู้นี้อีกต่อไป
เมื่อจ้าวอู่เจียงได้มาอยู่ในขบวนการเดียวกันแล้ว หลายสิ่งหลายอย่างย่อมเปลี่ยนไป บัดนี้ต่อให้เขาล่วงเกินขันทีหนุ่ม ตราบใดที่ไม่มากเกินไป จ้าวอู่เจียงก็คงไม่กล้าพูดอะไรแน่ เพราะเขาย่อมไม่กล้านำเรื่องนี้ไปฟ้องร้องต่อองค์ฮ่องเต้ หรือรายงานโรงหมอหลวงอย่างแน่นอน
หวังอวี้ข่ายยังคงรู้สึกพิศวงสงสัยในตัวของจ้าวอู่เจียงไม่เสื่อมคลาย ทำไมเจ้านั่นถึงได้กลายเป็นหัวหน้าขันทีตั้งแต่อายุยังน้อย? ทำไมถึงได้รับส่วนแบ่งมหาศาลจากการยักยอกสมุนไพร? แล้วทำไมถึงได้มีความละโมบไม่สิ้นสุด?
แน่นอนว่าหวังอวี้ข่ายย่อมเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยา เหตุใดจึงเป็นจ้าวอู่เจียงไม่ใช่ตน?
หวังอวี้ข่ายยกมือขึ้นหยุดจ้าวอู่เจียงเมื่อขบวนเกวียนเคลื่อนออกมาพ้นเขตวังหลวง แล้วโยนถุงเงินให้ทันที
“ใต้เท้าจ้าว นี่เงินของท่าน”
จ้าวอู่เจียงลองหยั่งน้ำหนักถุงเงินในมือ จ้องมองเกวียนบรรทุกสมุนไพรเคลื่อนขบวนห่างไกลออกไปเรื่อย ๆ แล้วพูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“ท่านหวัง จำนวนเงินไม่ถูกต้อง”
เฮอะ แค่มีหน้าที่ร่วมขบวนขนส่งก็ได้รับส่วนแบ่งถึงสามจากสิบส่วน แค่นี้ยังไม่มากพออีกหรือ? เป็นแค่ขันทีผู้หนึ่งเหตุใดถึงได้โลภมากนัก? หวังอวี้ข่ายหัวเราะเยาะอยู่ในใจ
“ทำงานเท่าไหร่ ก็ได้เงินเท่านั้น วันนี้ไม่มีการค้าขาย เงินในถุงมีจำนวนไม่น้อย โปรดสำนึกถึงความชุ่มฉ่ำยามสายน้ำไหลผ่านเอาไว้เถอะ เข้าใจหรือไม่?”
“ท่านตั้งใจเก็บเงินเอาไว้เองสินะ?” ดวงตาของจ้าวอู่เจียงปรากฏความเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย
หวังอวี้ข่ายตบไหล่ขันทีหนุ่มเบา ๆ พลางพูดด้วยน้ำเสียงข่มขู่
“เลิกกล่าววาจาเหลวไหลได้แล้ว ใต้เท้าจ้าว บัดนี้พวกเราอยู่นอกเขตวังหลวง อำนาจของท่านไม่มีผลอีกต่อไป”
“ใช่ พวกเราอยู่นอกเขตวังหลวงแล้ว” แววตาของจ้าวอู่เจียงเป็นประกายดั่งคมมีด
“เอ้อร์ซาน!”
“หึหึ ไม่ทราบว่าเจ้าเรียกหาผู้ใด คิดหรือว่าจะมีใครมาช่วยเหลือเจ้าได้!” ดวงตาของหวังอวี้ข่ายเต็มไปด้วยความกระหายและเหยียดหยาม แต่แล้วเขาก็สัมผัสได้ถึงสายลมเย็นพัดผ่านร่าง หลังจากนั้น ร่างของคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังตน
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือไปมา “ฆ่ามันซะ”
หวังอวี้ข่ายขมวดคิ้ว ก่อนจะได้ยินเสียงดังกร๊อบ ลำคอของเขาเหมือนถูกบางอย่างกระแทกอย่างแรง วิสัยทัศน์และร่างของจ้าวอู่เจียงเอนเอียง โลกทั้งใบหมุนวนตีลังกา
โครม!
หวังอวี้ข่ายล้มลงกระแทกพื้นอย่างแรง โลหิตไหลทะลักออกมาจากปากและจมูก ไหลนองกองเป็นแอ่งอยู่บนพื้น
จนกระทั่งสิ้นลม หวังอวี้ข่ายก็ยังไม่ทราบเลยว่าตนได้ล่วงเกินคนที่ไม่สมควรล่วงเกินเข้าให้แล้ว