ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 37 ขายกระบี่ หาเงินฝังศพมารดา
บทที่ 37 ขายกระบี่ หาเงินฝังศพมารดา
กลิ่นคาวเลือดลอยหายไปในสายลม จ้าวอู่เจียงพร้อมด้วยเจี๋ยเอ้อร์ซานติดตามขบวนเกวียนขนส่งสมุนไพรไปทางด้านหลัง
จ้าวอู่เจียงอยากรู้ว่าขบวนเกวียนเหล่านี้จะไปส่งสินค้าที่ใด
เขายังจำได้ดีถึงสิ่งที่หวังอวี้ข่ายพูดเอาไว้ก่อนตาย
ประเด็นสำคัญก็คือวันนี้ไม่มีการค้าขาย
ในเมื่อไม่มีการค้าขาย แต่กลับต้องรีบส่งของกันตั้งแต่รุ่งเช้า นั่นหมายความว่าสมุนไพรในเกวียนเหล่านี้มีใครบางคนต้องการใช้อย่างเร่งด่วน
ทั้ง ๆ ที่สมุนไพรชุดที่แล้วเพิ่งจะขนส่งกันไปเมื่อสองวันก่อน ถ้านำมารวมกับสมุนไพรที่ขนส่งในวันนี้ด้วย ก็นับว่าเป็นจำนวนไม่น้อยจริง ๆ
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือของตน พลางหรี่ตาลงเล็กน้อย หรือว่าสมุนไพรเหล่านี้จะมีสรรพคุณช่วยให้กู่พิษของพวกโหลวหลานเติบโตได้เร็วขึ้น?
คนที่อยู่เบื้องหลังต้องการสิ่งใดกันแน่?
หรือยังมีการสมคบคิดแผนร้ายอื่น ๆ อยู่อีก?
เมฆดำก่อตัวขึ้นในจิตใจของจ้าวอู่เจียง ชายหนุ่มกับเจี๋ยเอ้อร์ซานติดตามขบวนเกวียนอย่างใกล้ชิด เดินผ่านตรอกซอกซอยวกวน สุดท้ายก็มาถึงท่าเรือ
ตอนที่มีการก่อตั้งแคว้นต้าเซี่ย ได้มีการขุดลอกคลองขนส่งสินค้าขึ้นมา
คลองแห่งนี้เป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่เชื่อมต่อแดนใต้กับแดนเหนือเข้าด้วยกัน
และคลองประจำเขตเจียงตู่แห่งนี้ก็เป็นหนึ่งในคลองที่ใหญ่ที่สุดของแคว้นต้าเซี่ย
จ้าวอู่เจียงพบว่าที่ท่าเรือมีผู้คนเดินเข้าออกมากมายจนวุ่นวาย มีการขนส่งสินค้าลงมาจากเรือ สินค้าเหล่านั้นถูกย้ายไปไว้บนรถม้าและขบวนเกวียน ก่อนจะทำการขนส่งเข้าไปยังตัวเมืองทิศตะวันออกและตะวันตกในเขตเจียงตู่
เกวียนขนส่งสมุนไพรยังคงมุ่งหน้าไปบนท้องถนน ก่อนจะหยุดลงเมื่อมีกลุ่มคนในชุดทางการเข้ามาขวางทาง หลังจากนั้น กลุ่มคนเหล่านั้นก็ช่วยกันขนย้ายสมุนไพรลงจากเกวียนและนำขึ้นไปบนเรือขนส่งสินค้าลำหนึ่ง
“ใต้เท้าขอรับ คนพวกนี้เป็นเจ้าหน้าที่ของกรมคลัง” เจี๋ยเอ้อร์ซานกระซิบเสียงเบา ไม่ต่างจากข้ารับใช้ผู้ภักดี ยืนอยู่ข้างกายจ้าวอู่เจียงด้วยความซื่อสัตย์
กรมคลังร่วมมือกับโรงหมอหลวง เช่นนั้นยังมีกรมใดเกี่ยวข้องอีกหรือไม่?
จ้าวอู่เจียงยิ่งมีความพิศวงในดวงตามากขึ้นเรื่อย ๆ
“พวกเราถอยกันก่อนเถอะ เอ้อร์ซาน”
“ใต้เท้าอยากให้ข้าน้อยลองขึ้นไปสืบสวนบนเรือดูหรือไม่?” เจี๋ยเอ้อร์ซานโค้งตัวถาม
จ้าวอู่เจียงสั่นศีรษะ เพียงเท่านี้ก็ได้รู้ข้อมูลมากพอแล้ว โรงหมอหลวงกับกรมคลังร่วมมือกัน มีความเป็นไปได้สูงว่าอาจจะมีกรมอื่นเกี่ยวข้องด้วย หลังจากขบคิดเรื่องนี้ดูแล้ว จ้าวอู่เจียงก็พบว่าบุคคลหรือกลุ่มคนที่บงการอยู่เบื้องหลังมีความแข็งแกร่งมากเกินไป เขายังไม่สามารถล่วงเกินได้ในเวลานี้…
ยังคงมีหลายเรื่องราวที่สามารถสืบได้ในที่ลับ ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยตัว
จ้าวอู่เจียงกับเจี๋ยเอ้อร์ซานเดินสำรวจบริเวณอื่น ๆ ของท่าเรือต่อ ตลอดช่วงเวลาที่ได้อยู่ในนครหลวง จ้าวอู่เจียงยังไม่เคยมีโอกาสได้ออกมาสำรวจพื้นที่นครหลวงของแคว้นต้าเซี่ยมาก่อน
มีร้านค้ามากมายอยู่ในบริเวณท่าเรือ มีร้านค้าที่เปิดขายสินค้านำเข้าจากต่างแดน มีทั้งแบบที่เป็นร้านค้าถาวร และร้านค้าแผงลอยปูผ้าขายบนพื้น นักเดินทางเดินกันขวักไขว่ ได้ยินเสียงตะโกนเจรจาต่อรองราคาไม่ขาดสาย
จ้าวอู่เจียงเดินปะปนอยู่ร่วมกับกลุ่มคน ชายหนุ่มสวมใส่ชุดเสื้อคลุมสีดำ สองมือไขว้อยู่ด้านหลัง ท่วงท่าผ่อนคลาย
เจี๋ยเอ้อร์ซานติดตามมาด้านหลังห่างออกไปครึ่งก้าว สายตาสำรวจมองผู้คน และร้านค้าสองข้างทางอยู่เสมอ ชายชราทุ่มเททั้งชีวิตอุทิศให้แก่การทำภารกิจมาโดยตลอด จึงแทบไม่มีโอกาสได้เดินเล่นภายในตลาดด้วยความผ่อนคลายเช่นนี้เลย
“ข้าบอกให้ทำอย่างไรเล่า!”
เสียงตะโกนด้วยความเกรี้ยวกราดดังขึ้น ถึงแม้บริเวณท่าเรือจะมีเสียงดังอึกทึก แต่เสียงตะโกนนี้มีความดังเป็นพิเศษ
จ้าวอู่เจียงมองเห็นว่าทางด้านหน้ากำลังมีกลุ่มชาวบ้านยืนจับกลุ่มรวมตัวกันเพื่อรับชมบางอย่าง และเสียงตะโกนนั้นก็ดังออกมาจากใจกลางกลุ่มคน เขาจึงรีบเดินเข้าไปดูอย่างรวดเร็ว
จ้าวอู่เจียงแหวกฝ่ากลุ่มชาวบ้านเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แล้วเขาก็ต้องหรี่ตาลง เมื่อพบว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้า ชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมหรูหราผู้หนึ่งกำลังใช้ฝักกระบี่ตบหน้ามือกระบี่ผู้หนึ่งด้วยความเกรี้ยวกราด
ด้านหลังชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมหรูหรามีข้ารับใช้ร่างกำยำอีกสี่คน
ส่วนด้านหลังของมือกระบี่หนุ่มมีแผ่นไม้กระดานบาง ๆ เขียนตัวอักษรเอาไว้ว่า ‘ขายกระบี่ หาเงินฝังศพมารดา’
มือกระบี่มีหน้าตาธรรมดา แต่ในขณะนี้ แก้มซ้ายของเขาบวมแดงอย่างเห็นได้ชัด มีเลือดไหลซึมออกจากมุมปาก ดวงตาเป็นประกายด้วยความโกรธแค้น แต่เมื่อเผชิญหน้ากับคุณชายผู้สูงศักดิ์ที่ตบหน้าตน เขาก็ทำได้เพียงกระซิบออกมาด้วยถ้อยคำเดิมซ้ำ ๆ
“กระบี่เล่มนี้ ราคาห้าสิบตำลึง”
“หลี่หยวนเจิ่ง มาสู้กับข้า แล้วข้าจะให้เจ้าหนึ่งร้อยตำลึง มาสิ!” คุณชายในชุดเสื้อคลุมหรูหราหัวเราะเยาะ และใช้ฝักกระบี่ตบหน้ามือกระบี่หนุ่มอีกครั้ง
“ข้าบอกให้เจ้าทำ หรือว่าเจ้าไม่กล้า?”
เสียงพูดคุยของกลุ่มคนยิ่งดังมากขึ้นเรื่อย ๆ เจี๋ยเอ้อร์ซานเดินแทรกกลุ่มชาวบ้านเข้ามายืนอยู่ข้างกายจ้าวอู่เจียง
เมื่อได้รับฟังการพูดคุยของกลุ่มชาวบ้าน จ้าวอู่เจียงก็พอจะเข้าใจเหตุการณ์คร่าว ๆ แล้ว
คุณชายผู้แต่งกายหรูหราคนนี้มีนามว่าหลิ่วหมาง ครอบครัวของเขาทำธุรกิจค้าผ้าอยู่ในเขตเจียงตู่
ส่วนมือกระบี่ที่ถูกตบหน้ามีนามว่าหลี่หยวนเจิ่ง อาศัยอยู่นอกเขตเจียงตู่ มีสถานะยากจน
บิดาของหลี่หยวนเจิ่งตายตั้งแต่เขายังเด็ก มารดาจึงเลี้ยงดูเขามาด้วยความยากลำบากพร้อมกับน้องชายและน้องสาวอีกสองคน หลังจากที่หลี่หยวนเจิ่งเติบใหญ่จึงได้ฝึกวรยุทธ์ แล้วก้าวเข้าสู่ยุทธภพ ทำงานคอยคุ้มกันผู้คนแลกเงินทอง
สามวันก่อน มารดาเสียชีวิต เขากลับมาประกอบพิธีศพ และอยากฝังร่างมารดา แต่บังเอิญมาพบกับหลิ่วหมาง ซึ่งมีความหลงใหลในความงดงามของน้องสาวเขามานาน หลิ่วหมางอยากจะใช้โอกาสนี้ข่มเหงนาง บีบบังคับให้นางตกเป็นของตน
ครอบครัวของหลิ่วหมางมีอำนาจและเงินทอง สั่งห้ามไม่ให้มีผู้ใดนำศพมารดาของหลี่หยวนเจิ่งมาฝังอยู่ในเขตนครหลวง อีกทั้งยังส่งคนมาคอยข่มเหงน้องสาวของเขาอยู่ตลอด
หลี่หยวนเจิ่งมีฝีมือ เป็นวรยุทธ์ แต่ไร้ซึ่งอำนาจ ด้วยเหตุนี้เขาจึงต้องขายกระบี่เพื่อแลกเงิน หวังจะนำศพมารดาไปฝังนอกนครหลวง ส่วนเงินที่เหลือ เขาก็จะเอาไว้ใช้เลี้ยงดูน้องชายกับน้องสาวต่อไป