ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 410 สาวสวยคนสนิท
บทที่ 410 สาวสวยคนสนิท
เมื่อเวลาผ่านไป
ทุกคนต่างได้รับความรักอย่างลึกซึ้ง
ซูฮัวอีถึงกับนั่งเหม่อลอยอยู่ครึ่งชั่วยาม นางไม่สามารถแยกออกจากการเชื่อมต่อกับจ้าวอู่เจียงได้เลย
ร่างกายอันบอบบางล้มลงบนตัวจ้าวอู่เจียง ก่อนจะส่งเสียงครางเบา ๆ แต่ก็ปฏิเสธที่จะร้องขอความเมตตา นางรู้สึกเสียใจเล็กน้อยและได้แต่โทษว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งมากเกินไป
คนเราพูดอะไรก็ได้ แต่ผลลัพธ์จะเห็นได้ชัดเจนที่สุดจากการกระทำ
ใจหนึ่งหลี่ชานซีรู้สึกหวาดกลัว แต่ก็อดไม่ได้ที่จะตั้งตารอ นางเฝ้าดูพี่ฮัวอีรับการโจมตีจากท่านพี่อู่เจียงอย่างไร้ทางสู้ต่อไป และในเวลาเดียวกันนี้เอง ซูฮัวอีก็ยังคงส่งเสียงครางยั่วยวนไม่หยุดยั้ง
หลี่ชานซีรู้สึกอยากจะลองทำดูบ้าง มันจะเป็นอย่างไรกันนะ?
ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงดัง ‘ฟึบ!’ แล้วซูฮัวอีก็สละบัลลังก์ ก่อนจะปล่อยให้หลี่ชานซีได้มีโอกาสบ้าง
โดยไม่คาดคิด หลี่ชานซียังไม่ทันได้ตั้งหลักบนบัลลังก์ดี ๆ ด้วยซ้ำ นางพลันต้องส่งเสียงคราง พลางรู้สึกอยากจะหลบหนีไป แต่จ้าวอู่เจียงคว้าตัวหญิงสาวเอาไว้และขยับข้อมือของตัวเองกลับไปมา พร้อมตะโกนนับจังหวะหนึ่ง สอง หนึ่ง สอง
ในเรื่องนี้หลี่ชานซีมีประสบการณ์เพียงเล็กน้อย และร่างกายของนางก็บอบบางพอ ๆ กับจิตใจ ผู้คนมักบอกว่าจักจั่นจะส่งเสียงร้องแค่ในฤดูร้อนเท่านั้น วันนี้หิมะตก ทว่าพวกเขาก็ยังคงได้ยินเสียงจักจั่นกรีดร้องต่อจนถึงวันพรุ่งนี้
ไม่นานหลังจากนั้น ดวงตาของหลี่ชานซีก็เลื่อนลอยพร้อมทรุดตัวลง โชคดีที่กระโปรงแบบนักเรียนญี่ปุ่นของนางปกปิดสภาพของนาผืนน้อย ซึ่งเป็นสมรภูมิรบจึงพอช่วยรักษาหน้าไว้ได้
ในชีวิตนี้จะมีสักกี่คนที่สามารถทนรับการโจมตีชนิดนี้ได้? ยิ่งไปกว่านั้น แม้จ้าวอู่เจียงจะต้องรับมือกับการต่อสู้แบบสามรุมหนึ่ง แต่เขาก็ไม่ได้ตกเป็นรองเลย
กู้เหนียนหยวนที่พักจนหายเหนื่อยพร้อมจะลุยต่ออีกครั้งแล้ว ขณะนี้ สามสาวต่างผนึกกำลังร่วมมือกันและพยายามจะโค่นล้มจ้าวอู่เจียงอีกครั้งให้ได้
จ้าวอู่เจียงไม่ปฏิเสธใครทั้งนั้น ไม่ว่าจะมาเพียงคนเดียวหรือมากันพร้อมสามคน เขาก็สามารถใช้กระบี่คู่กายเอาชนะพวกนางได้อย่างราบคาบ!
แม้จะไม่มีการจุดดอกไม้ไฟในวันส่งท้ายปีเก่า แต่ก็มีเสียงกระแทกประตูเมืองดังขึ้นไม่หยุดยั้งลอยไปตามสายลมและหิมะจากห้องพักหลังนี้
…
ตำหนักหย่างซินในวังหลวง ห้องบรรทม
ช่วงปลายยามห้าย กำลังจะเข้าใกล้ช่วงต้นยามยามจื่อ
เซวียนหยวนจิ้งกำลังนอนอยู่ข้าง ๆ จ้าวอู่เจียง
นางรู้ดีว่าวันส่งท้ายปีเก่าเช่นนี้ ชายหนุ่มคงมีเรื่องราวมากมายให้ไปจัดการ โดยเฉพาะกิจการในสำนักไร้ขอบเขต
ทั้งยังรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะมีโฉมงามอยู่ข้างนอกนั่น เขาอาจจะมีหนึ่งหรือเป็นกลุ่มด้วยซ้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น จ้าวอู่เจียงเป็นบุรุษที่มีหน้าตาหล่อเหลา นิสัยอ่อนโยน เป็นที่หมายปองของสตรี เซวียนหยวนจิ้งไม่เชื่อว่าจะมีสตรีใดนอกวังหลวงที่ไม่ชื่นชอบเขา
แต่เซวียนหยวนจิ้งก็รู้ดีอีกเช่นกัน หลังจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวันและคืนจนเกิดเป็นความรัก นางมีตำแหน่งใดในหัวใจของจ้าวอู่เจียง เช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายมีตำแหน่งใดในหัวใจของนาง ซึ่งนั่นก็คือสมบัติล้ำค่าที่ถูกฝังอยู่ลึกที่สุดในหัวใจ
เซวียนหยวนจิ้งมั่นใจว่าต่อให้จ้าวอู่เจียงจะมีสาวงามอยู่ที่ภายนอกนั่นมากมายเพียงใด แต่นาง เซวียนหยวนจิ้ง ผู้นี้ต่างหากที่เป็นหญิงงามคนสนิทของเขาจริง ๆ และไม่มีผู้ใดจะสามารถเทียบเคียงนางได้
เนื่องจากใช้เวลาอยู่ด้วยกันทั้งวันและคืน บางครั้งนางกับเขาจึงทราบว่าอีกฝ่ายคิดอะไรอยู่โดยไม่ต้องพูดออกมาด้วยซ้ำ
และต้องไม่ลืมว่าเซวียนหยวนจิ้งเป็นถึงฮ่องเต้แห่งแคว้นต้าเซี่ย เป็นผู้ที่ควบคุมอำนาจสูงสุดแห่งแผ่นดิน ดังนั้นนางจึงต้องเป็นอันดับหนึ่งในใจของจ้าวอู่เจียงด้วยเช่นกัน
เมื่อความคิดดำเนินมาถึงตรงนี้ นางก็กอดจ้าวอู่เจียงแน่นมากขึ้น
ในทันใดนั้นเซวียนหยวนจิ้งพลันรู้สึกไม่พอใจขึ้นมา จนต้องเขย่าตัวจ้าวอู่เจียงซึ่งกำลังหลับใหลอย่างแรง
ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาอย่างง่วงงุน แม้จะสับสนมึนงง แต่ก็ยังถามด้วยเสียงนุ่มนวลว่า
“มีอะไรหรือ?”
เจ้ายังไม่ได้หลับสักหน่อยหนิ… เซวียนหยวนจิ้งคิดอยู่ในใจพลางขมวดคิ้วด้วยความขุ่นเคือง ใบหน้าของนางมองเห็นไม่ชัดเจนในความมืด นางกล่าวน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า
“จ้าวอู่เจียง ข้ายืนอยู่ที่ใดในหัวใจของเจ้า?”
จ้าวอู่เจียงสวมกอดเซวียนหยวนจิ้งแน่น พร้อมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ไม่ว่าจะเป็นภูเขาหรือแม่น้ำที่กว้างใหญ่ ดวงดาราทุกดวงบนฟากฟ้า ทุกพื้นที่ในหัวใจของกระหม่อมคือที่ของพระองค์เพียงผู้เดียวพ่ะย่ะค่ะ”
หัวใจของฮ่องเต้หญิงสั่นไหว แววตาเป็นประกายระยิบระยับ หลังได้รับคำตอบที่น่าพึงพอใจก็ส่งเสียงรับคำเบา ๆ นางทั้งโกรธและเขินอาย ดีใจแต่ก็ขุ่นเคือง
“เจ้าคนปากหวาน ไม่ทราบเลยว่าพูดเช่นนี้กับสตรีอื่นมากมายเพียงใดแล้ว”
“ก็มากอยู่“ จ้าวอู่เจียงยิ้มอ่อนโยนและไม่ปฏิเสธ เขาเป็นคนจริงใจเสมอ ทั้งยังไม่ทราบเหมือนกันว่าตนเองเป็นคนโง่หรือเป็นคนเสเพลกันแน่ ชายหนุ่มโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้กับเซวียนหยวนจิ้งพลางกล่าวเน้นย้ำทีละคำ
“พระองค์คือชีวิตของกระหม่อม นับจากวันแรกที่กระหม่อมอยู่ในโลกใบนี้ แม้จะมีผู้คนมากมาย แต่เมื่อกระหม่อมได้เห็นพระพักตร์ พระองค์ก็ประทับอยู่ในหัวใจของกระหม่อมเรียบร้อยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อฮ่องเต้ได้ยินเช่นนี้ หัวใจของนางก็สั่นไหวอีกรอบ ดวงตาคู่งามพร่ามัว หยดน้ำตาสะท้อนแสงจนเป็นประกายระยิบระยับ ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงแง่งอนราวกับเป็นเด็กสาวผู้หนึ่ง
“เจ้ารักข้าลึกซึ้งเพียงใด?”
จ้าวอู่เจียงตอบอย่างจริงจัง
“ก็น่าจะประมาณหนึ่งชั่วยามกับอีก… โอ๊ย! ท่านทำอะไรของท่านเนี่ย?“
ฮ่องเต้หญิงหยิกเอวของเขาอย่างแรง พร้อมทำตาแข็งจ้องมองด้วยความโกรธเคืองและเขินอายอย่างมีเสน่ห์
นางถามว่าเขารักนางลึกซึ้งมากเพียงใด แต่เขากลับตอบมาเป็นระยะเวลา นี่มันหมายความว่าอย่างไรกัน?