ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 457 เล่านิทานให้ฟัง
บทที่ 457 เล่านิทานให้ฟัง
กู่หลีเขอลี่องค์หญิงของชาวเผ่าอวี้จางไม่พอใจการโจมตีของจ้าวอู่เจียง แขนขาของนางสั่นไหว ส่งเสียงร้องออกมาเบา ๆ
นางไม่อยากตอบรับ…
ทว่าก็ไม่อยากปฏิเสธ…
สุดท้ายใบหน้าก็เหยเกเล็กน้อย คิ้วขมวดมุ่น ส่งเสียงครางในลำคอ พร้อมโอบกอดตอบรับและครวญคราง
เด็กสาวรู้สึกว่าการสัมผัสของจ้าวอู่เจียงมีผลต่อตนเองเป็นอย่างยิ่ง
สายฝนโปรยปรายใส่หมู่พฤกษา แล้วทุกอย่างก็จบสิ้นลง กู่หลีเขอลี่นอนหมดแรงซบอกของจ้าวอู่เจียง ต้นไม้ใบหญ้าเอนลู่ ทุ่งหญ้าทางด้านล่างกลายเป็นแอ่งน้ำเจิ่งนอง
นอกถ้ำในทุ่งน้ำแข็ง ยังคงมีหิมะตกหนัก สายลมพัดแรง
ใบหน้าของกู่หลีเขอลี่ยังมีสีแดงระเรื่อ ดวงตากลมโตสีน้ำเงินเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา จ้าวอู่เจียงกอดนางอย่างเกียจคร้าน ริมฝีปากสีแดงสดของนางเอ่ยว่า
“จ้าวอู่เจียง ท่านเล่าเรื่องเกี่ยวกับดินแดนต้าเซี่ยให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่? บางทีในอนาคตข้าอาจได้ไปที่นั่น…”
“เจ้าอยากรู้เรื่องใดเล่า?” จ้าวอู่เจียงม้วนเส้นผมสีเงินของนางเล่น
“ก็อย่างเช่น… สำนวนของชาวต้าเซี่ย วรรณกรรมที่โด่งดังของพวกท่าน อะไรทำนองนั้น” เด็กสาวตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
จ้าวอู่เจียงจึงพยายามนึกถึงสำนวนจีนหรือวรรณกรรมที่ตนเองพอจะจำได้ขึ้นใจ
“สรุปก็คือเจ้าอยากฟังนิทานใช่ไหม?”
“ใช่” กู่หลีเขอลี่พยักหน้า สีหน้าอ่อนโยน นางชื่นชอบบุคลิกของจ้าวอู่เจียง เขามีความสุขุม ทำให้นางรู้สึกผ่อนคลายและสงบสุข
“ได้สิ” ชายหนุ่มคิดอะไรบางอย่างเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“งั้นข้าจะเล่านิทานเกี่ยวกับหยกชิ้นหนึ่งให้เจ้าฟัง”
ดวงตาของกู่หลีเขอลี่เบิกกว้างด้วยความคาดหวัง นางชื่นชอบและปรารถนาจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมของชาวต้าเซี่ยมานานแล้ว
“กาลครั้งหนึ่ง…” จ้าวอู่เจียงเริ่มต้นเล่านิทาน
“กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กสาวผู้หนึ่งเดินทางมาจากดินแดนแห่งทุ่งกว้าง นางเป็นองค์หญิงของชาวเผ่าอวี้จาง มีนามว่ากู่หลีเขอลี่ ซึ่งมีความหมายว่าท้องทะเลแห่งมวลบุปผา”
“นั่นมันข้าไม่ใช่หรือ?” กู่หลีเขอลี่พิศวง
“ฟังก่อนสิ” จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างอ่อนโยน มือใหญ่ลูบไล้ไปตามเรือนร่างอันงดงาม พร้อมกับเล่าต่อไปว่า
“วันหนึ่งนางถูกคนของอีกเผ่าหนึ่งตามล่าบนทุ่งน้ำแข็ง และตอนที่นางกำลังตกอยู่ในอันตรายนั้นเอง นางก็ได้พบกับบุรุษหนุ่มแซ่จ้าวผู้หนึ่ง”
“ไม่ใช่แล้ว! นี่เป็นนิทานเกี่ยวกับหยกชิ้นหนึ่งอย่างไร?” เด็กสาวยิ่งฟังก็ยิ่งมึนงง จึงอดถามขึ้นมาไม่ได้
“ภายหลังเด็กสาวผู้นั้นได้มอบเรือนร่างที่งดงามดั่งหยกของตนเองให้แก่คนแซ่จ้าวผู้นั้น…” จ้าวอู่เจียงยิ้มกว้าง ไล้มือไปตามช่วงเอวของกู่หลีเขอลี่
“นิทานเรื่องนี้ชื่อว่าการมอบหยกให้แก่คนแซ่จ้าว”
“…” เด็กสาวเขินอายจนหน้าแดงก่ำ ในที่สุดก็รู้ตัวแล้วว่าจ้าวอู่เจียงกำลังหยอกล้ออยู่ นางกำหมัด ทุบตีชายตรงหน้าระบายความขวยเขิน
จ้าวอู่เจียงรับหมัดของนางโดยไม่หลบหลีก แต่หลังจากนางทุบใส่ได้สองกำปั้น กู่หลีเขอลี่ก็ชักมือกลับไป หลบสายตาเขา เด็กสาวไม่กล้าจ้องมองเข้ามาในดวงตาของจ้าวอู่เจียงอีกแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นข้าจะสอนสำนวนหนึ่งให้เจ้าฟัง” จ้าวอู่เจียงกอดนางอย่างอ่อนโยน ยิ้มด้วยความอบอุ่น
“สำนวนนี้เรียกว่ารู้ไส้รู้พุง หมายถึง คนสองคนที่มีความเข้าใจต่อกันอย่างลึกซึ้ง ทั้งภายนอกและภายใน ไม่ว่าอีกฝ่ายทำอะไร ก็จะสามารถเข้าใจได้โดยทันที อย่างเช่นเจ้ากับข้า…”
“หา? เป็นเช่นนี้ไม่ถูกต้อง พวกเรายังไม่รู้จักกันดีถึงเพียงนั้นสักหน่อย” กู่หลีเขอลี่พึมพำ นางรู้ว่าจ้าวอู่เจียงเป็นคนดีและเป็นคนสำคัญที่ทำให้กระดิ่งข้อมือของนางส่งเสียงดังได้ แต่นางก็ยังไม่ได้รู้จักเขาอย่างแท้จริงสักหน่อย
“ไม่รู้จักได้อย่างไร? เจ้ารู้จุดอ่อนและจุดแข็งของข้าหมดแล้ว เช่นเดียวกับที่ข้ารู้ตื้นลึกหนาบางของเจ้า นี่คือเรื่องที่คนส่วนใหญ่ไม่มีทางรู้” จ้าวอู่เจียงไล้นิ้วมือไปตามเรือนผมสีเงินของกู่หลีเขอลี่ ก่อนยิ้มอย่างอ่อนโยน
กู่หลีเขอลี่ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจในความหมายของจ้าวอู่เจียง
“เจ้าไม่เข้าใจอย่างนั้นหรือ? อยากให้ข้าอธิบายเพิ่มเติมหรือไม่?” จ้าวอู่เจียงยิ้มมุมปาก
“เอาสิ” กู่หลีเขอลี่หยักหน้าอย่างจริงจัง หน้าตาไร้เดียงสาพร้อมสำหรับการเรียนรู้
“งั้นข้าจะค่อย ๆ อธิบาย”
จ้าวอู่เจียงประคองตัวกู่หลีเขอลี่ลุกขึ้นนั่ง แล้วความชูชันของเขาก็ทำให้เด็กสาวอุทานออกมา นางส่งเสียงคราง จ้าวอู่เจียงยิ้มอย่างชั่วร้าย
“เป็นอย่างไร เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่?”
“ท่าน!” เด็กสาวหน้าตาเหยเกอย่างน่าสงสาร นางพึมพำตอบกลับไปด้วยความฉุนเฉียวว่า “ท่านอธิบายเช่นนี้ได้อย่างไร…”