ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 470 ภัยคุกคาม
บทที่ 470 ภัยคุกคาม
ณ ทุ่งน้ำแข็งทางทิศเหนือ
จ้าวอู่เจียงพร้อมด้วยเหล่านักรบเผ่าอวี้จาง ควบม้าทะยานไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามทุ่งน้ำแข็งอันหนาวเหน็บ
ยามฟ้าสาง ฝนหิมะกระหน่ำ
ลมหิมะกระโชกจนเสื้อคลุมของจ้าวอู่เจียงจนพองและกระพือปลิว ชายหนุ่มหรี่ตา ท่าทางเย็นชาและเยือกเย็น
“หื้ม…”
เขาโบกมือเป็นสัญญาณให้ทุกคนลดความเร็วและหยุดม้า พร้อมกันนั้นเจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ส่งเสียงคำรามเตือน
ทาหนามู่ซัวขมวดคิ้ว หน้าตาถมึงทึง ชักกระบี่ออกจากฝัก สายตาจับจ้องไปยังพายุหิมะตรงหน้า
เหล่านักเผ่าอวี้เตรียมพร้อม เสี่ยวไป๋รีบขยับเข้าไปใกล้เสี่ยวหง ม้าของจ้าวอู่เจียง ดวงตาสีเทาเข้มของมันจ้องมองไปข้างหน้าอย่างดุร้าย
ท่ามกลางสายลมอันปั่นป่วน มีกลุ่มคนราวยี่สิบถึงสามสิบคนอยู่ตรงนั้น ทุกคนล้วนสวมต่างหูทองคำที่หูซ้าย แน่นอนว่าคนเหล่านั้นเป็นนักรบจากเผ่าจินจาง
ท่ามกลางกลุ่มคนเหล่านั้น ชายหนุ่มสวมชุดคลุมขนสัตว์โดดเด่นที่สุด เขาแสดงสีหน้าเย่อหยิ่ง ไม่ได้ใส่ต่างหูเช่นคนอื่น แต่สวมกำไลที่ข้อมือและข้อเท้าข้างละสองวง
เจ้าหมาป่าหิมะเสี่ยวไป๋ครางขู่ชายผู้นั้นอยู่ตลอด
ตอนเห็นชายผู้นั้น กู่หลีเขอลี่ก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน ด้วยชายผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น เขาคือ กงปู้หนีหม่า องค์ชายแห่งเผ่าจินจาง เจ้าคนชั่วช้าและน่ารังเกียจ
“องค์หญิง นับเป็นเรื่องบังเอิญจริง ๆ ที่ได้พบเจ้าอีกครั้ง” กงปู้หนีหม่าก็เลียริมฝีปากขณะจับจ้ององค์หญิงน้อยด้วยสายตาหื่นกระหาย จากนั้นเขาก็สั่งให้ส่งสัญญาณควันบอกกองกำลังเผ่าจินจางกลุ่มอื่น ๆ
ควันสีเหลืองอ่อนลอยขึ้นจากพื้นหิมะ เป็นสัญญาณเรียกกองกำลังอื่น ๆ ของเผ่าจินจางเข้ามาสมทบ
จ้าวอู่เจียงเข้าใจดี ยามเผชิญหน้ากับศัตรู แม้จะเป็นเพียงกระต่าย สิงโตก็ยังต้องทุ่มกำลังอย่างเต็มที่
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ต้องพาองค์หญิงน้อยหลบหนีไปให้ได้
ช่วงขณะเดียวกันนี้ กงปู้หนีหม่าก็ไม่ได้เดินมาข้างหน้า เขายังคงยืนเป็นศูนย์กลางของกองทัพเผ่าจินจางเช่นเดิม
ในฐานะองค์ชายย่อมมีหลายคนหมายปองชีวิตเขา เรื่องนี้เขารู้ดียิ่งกว่า ดังนั้นแม้เขาจะเย่อหยิ่ง แต่ก็เป็นคนรอบคอบและระมัดระวัง ต่อให้มีนักรบสวรรค์อยู่ด้วยก็ตาม
องค์หญิงน้อยกู่หลีเขอลี่ขมวดคิ้ว นัยน์ตายังคงฉายความโกรธเกรี้ยวชัดเจน นางนิ่งเงียบไม่พูด ตรงข้ามกับเสี่ยวไป๋ที่ส่งเสียงเห่าหอนไม่หยุด มันด่าองค์ชายเผ่าจินจางไม่ขาดปาก
ยามนี้เหล่านักรบแห่งเผ่าอวี้จางก็ไม่ได้พูดอะไร ท่ามกลางความเงียบ พวกเขาเพียงชักดาบโค้ง เตรียมพร้อม บ้างก็ใส่ลูกธนูเข้าในร่องธนู บรรยากาศชวนให้รู้สึกอึดอัดยิ่ง
“จ้าวอู่เจียง ถ้าการต่อสู้ครั้งนี้ไม่สามารถต้านทานได้ เจ้าจงรีบพาองค์หญิงน้อยหนีไปเสีย แม้ต้องหนีไปยังเมืองจูเป่ยก็ต้องปกป้ององค์หญิงให้ได้”
ทาหนามู่ซัวรัดเชือกที่ด้ามดาบใหญ่ให้แน่นยิ่งขึ้น พลางกระซิบบอกจ้าวอู่เจียงด้วยท่าทีจริงจัง
“เจ้าสัญญากับข้าได้หรือไม่ว่า เมื่อเรื่องจบลง หรือหากมีโอกาสในภายภาคหน้า เจ้าจะพาองค์หญิงน้อยกลับไปยังเผ่าอวี้จาง”
“เฮ้! พวกเจ้า เผ่าอวี้จางหูหนวกกันหมดแล้วรึ?!”
เมื่อกงปู้หนีหม่าเห็นว่าคนของเผ่าอวี้จางไม่ตอบสนอง ความโกรธในใจก็พุ่งสูงขึ้นทันที…คนพวกนี้ควรจะโวยวายหรือขอความเมตตาสักหน่อยก็ไม่ใช่รือ? ไยนิ่งเงียบกันหมดอย่างนี้? เป็นเช่นนี้แล้วองค์ชายอย่างเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด?!
ยิ่งไปกว่านั้น ทาหนามู่ซัวผู้อยู่ขั้นนักรบผู้ยิ่งใหญ่ของเผ่าอวี้จาง ทั้ง ๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยเจอกับเขา ผู้เป็นองค์ชายแห่งจินจางมาแล้ว บัดนี้กลับกำลังกระซิบกระซาบอยู่กับชายหนุ่มบนหลังม้าแดง ราวกับว่ามองไม่เห็นหัวเขา
กงปู้หนีหม่าบอบสังเกตจ้าวอู่เจียง…
ชายผู้นี้ผู้สวมชุดคลุมสีดำ แขวนน้ำเต้าไว้ที่เอว สวมหมวกใบกว้าง และมีท่าทางสง่างามยิ่ง
แต่จุดที่ทำให้กงปู้หนีหม่าไม่พอใจเป็นที่สุดเห็นจะเป็น การที่ชายผู้นี้หน้าตาดีเกินไป
กงปู้หนีหม่าไม่ชอบผู้ชายที่ดูดีกว่าตัวเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อชายผู้นี้อยู่ใกล้องค์หญิงน้อยกู่หลีเขอลี่ขนาดนี้
อย่างไรก็ตาม เครื่องแต่งกายของชายชุดคลุมสีดำผู้นี้ ดูเหมือนคนต้าเซี่ยนัก ไม่สิ! ต้องเป็นคนต้าเซี่ยแน่
กงปู้หนีหม่าหรี่ตาลง พลันก็หัวเราะลั่น
“กู่หลีเขอลี่ พวกเจ้าเผ่าอวี้จางสมคบคิดกับพวกคนจากต้าเซี่ย หักหลังทุ่งหญ้าทรยศต่อหมาป่าเทพเจ้า! ข้ากงปู้หนีหม่าขอรับรอง! วันนี้ยกเว้นองค์หญิงน้อย ทุกคนต้องตาย!”
“ไม่สิ ยังมีเจ้าต้าเซี่ยนั่นอีก! องค์ชายผู้นี้จะตัดมือตัดเท้า แล้วมัดมันกับว่าว กระทั่งฤดูใบไม้ผลิมาถึง จึงจะปล่อยว่าว ให้มันไปร้องโหยหวนครวญครางอยู่บนท้องฟ้า ฮ่า ๆๆๆ…”