ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 486 ข่มขู่
บทที่ 486 ข่มขู่
ณ วิหารเผ่าอวี้จาง
ภายในห้องโถงด้านข้าง มีเสียงน้ำดังเป็นระลอก
บ่อน้ำร้อน เมื่อมองจากระยะไกลจะเห็นเสื้อคลุมสีดำดุจหมึกกับเสื้อคลุมสีแดงลอยอยู่บนผิวน้ำ พร้อมด้วยเสื้อผ้าซับใน
และศีรษะเปียกชื้นของชายหญิงคู่หนึ่ง
ชายหนุ่มรูปงามไร้ที่ติ คิ้วดาบขมวดเล็กน้อย มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มอ่อนโยน แต่ในรอยยิ้มอ่อนโยนนั้นก็แฝงไว้ด้วยการยั่วยุและความต้องการเอาชนะ
หญิงสาวผู้มีดวงตาเหมือนหงส์เพลิง เส้นผมสีดำขลับสองสามเส้นติดอยู่กับแก้มและหน้าผาก ผิวหน้าแดงระเรื่อราวกับแสงอาทิตย์ทาบทา ยิ่งเปียกก็ยิ่งงดงาม
กระทั่งยามนี้ใบหน้าของบุตรีแห่งสวรรค์ก็ยังคงดื้อรั้น ริมฝีปากสีแดงเม้มแน่นราวกับพยายามเก็บกลั้นบางอย่าง
น้ำกระเพื่อมเป็นระลอกครั้งแล้วครั้งเล่า
ครั้นพิจารณาจากทิศทางที่ชายหนุ่มและหญิงสาวหันหน้า ตอนนี้ชายหนุ่มย่อมโอบกอดหญิงสาวจากด้านหลัง
สายน้ำถูกแรงกระทบจนกระฉอก เกิดฟองอากาศผุดขึ้นระหว่างคนทั้งสองอย่างต่อเนื่อง
“หลินหลาง ถึงปากท่านจะไม่ซื่อสัตย์ แต่ร่างกายกลับซื่อสัตย์นัก ตอบสนองข้าทุกคราเชียว”
จ้าวอู่เจียงขบกัดติ่งหูของบุตรีแห่งสวรรค์เบา ๆ
“เจ้าปิดตาแล้วคิดว่าคนอื่นจะมองไม่เห็นหรือ? นั่นเป็นการหลอกตัวเองเปล่า ๆ สู้ส่งเสียงออกมาดัง ๆ ไปเลยไม่ดีกว่าหรือไร?”
ยามนี้แรงกระเพื่อมของน้ำกระชั้นถี่ ฟองอากาศผุดพรายไม่ขาด จังหวะเร่งเร้าจนน่าใจหาย
ทว่าบุตรีแห่งสวรรค์หลินหลางยังคงปิดปากเงียบ
ตลอดระยะเวลากว่าครึ่งชั่วยามมานี้ เว้นแต่เสียงต่อต้านในคราแรก และเสียงครางที่หลุดออกมายามอดกลั้นไม่ไหวจริง ๆ ก็แทบจะไม่มีเสียงใด ๆ เล็ดลอดออกมาจากปากหลินหลางอีก
ไม่ว่าจะเป็นเสียงครวญคราง คำร้องขอให้หนักเบาหรือช้าเร็ว นางล้วนกดกลั้นไว้ จนใบหน้าเย้ายวนแดงก่ำ และลมหายใจก็ค่อย ๆ รุนแรงขึ้นทุกที
นางคือบุตรีแห่งสวรรค์ของเผ่าอวี้จาง นางเป็นผู้รับใช้หมาเทพเจ้า นางคือผู้มีสถานะอันสูงส่ง
แม้นางจะอยากฝึกวิชาสองผสานกับจ้าวอู่เจียง เพื่อดึงโชคชะตาบางส่วนของเขามา แต่นางก็จะไม่มีวันละทิ้งความสงบเสงี่ยมและความเย่อหยิ่ง
นางจะไม่เปล่งเสียงครวญครางใดให้จ้าวอู่เจียงสมใจ หรือรู้สึกว่าเขาพิชิตหลินหลางผู้นี้ได้แล้ว
ทว่าบุตรีแห่งสวรรค์ประเมินจ้าวอู่เจียงต่ำไป ยามนี้ชายหนุ่มขยับพลิ้วไหวไม่เป็นจังหวะแน่นอน แต่ก็ไม่ได้หยุดยั้งสักลมหายใจ
เมื่อต้องเผชิญกับแรงกระหน่ำที่ไม่ขาดสายและไม่สม่ำเสมอ หลินหลางที่พยายามอดกลั้นอยู่ตลอดก็เริ่มหมดเรี่ยวแรง
ครั้นได้ยินจ้าวอู่เจียงกล่าววาจาเย้าแหย่ท้าทาย นางก็กัดฟันกรอด แม้ร่างกายจะสั่นเทา แต่ก็ยังคงโต้ตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชาเช่นเดิม
“ข้า…ข้าจะไม่ทำ…ในสิ่งที่เจ้าต้องการ!”
ทว่าทันทีที่นางพูดจบ เสียงหัวเราะหยันก็ดังขึ้น จ้าวอู่เจียงพลันขยับถอยห่าง ชวนให้หลินหลางรู้สึกประหลาดใจ แต่ไม่ทันไร นางก็พลันเสียหลัก
น้ำในบ่อกระเพื่อมกระเซ็น ยามนี้นอกจากเสื้อผ้าที่ลอยกระจัดกระจายและศีรษะของคนทั้งสองคน เหนือผิวน้ำยังมีขาและเท้าเรียวโผล่ขึ้นมาด้วย
“เจ้า!” บุตรีแห่งสวรรค์แทบจะล้ม ดีว่ามือจ้าวอู่เจียงข้างหนึ่งประคองเอวนางไว้ ทว่ามืออีกข้างของเขากลับสอดยกขาของนางอยู่ หลินหลางมองค้อนชายหนุ่ม ทั้งโกรธทั้งอับอาย
ยามนี้สีหน้าของจ้าวอู่เจียงแฝงความเจ้าเล่ห์และหยอกเย้า
“ข้ากลัวท่านจะล้มจึงได้ช่วยพยุงขาขึ้นมาข้างหนึ่ง ท่านอย่าได้เป็นห่วงเลย”
“เจ้า…นี่เจ้าเรียกว่าพยุงรึ? เจ้า…เจ้ากำลัง…” บุตรีแห่งสวรรค์หายใจแรง ต่อว่าด้วยความไม่พอใจ
“ท่านก็ดูเถิด ตอนนี้ท่านพูดได้มากกว่าเมื่อครู่แล้วไม่ใช่หรือ?” จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย โน้มตัวเข้าหาบุตรีแห่งสวรรค์พลางกระซิบข้างหูนางเสียงพร่า ราวกับปีศาจที่กำลังล่อลวงผู้คน
“ว่างเปล่า เดียวดาย หนาวเหน็บ ท่านรู้สึกเช่นไรในตอนนี้?”
บุตรีแห่งสวรรค์เบือนหน้าหลบเลี่ยง ดวงตาเป็นวาววับ ร่างกายสั่นระริกด้วยความปรารถนาที่นางไม่อยากยอมรับ นางกัดฟันกรอดด้วยความอึดอัด
“ไม่ใช่สักอย่าง!”
“ท่านตอบถูกต้องแล้ว” จ้าวอู่เจียงแนบกายชิดมากขึ้น รอยยิ้มอบอุ่นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเจ้าเล่ห์ เปี่ยมด้วยเสน่ห์และการเย้าแหย่
“ด้วยบัดนี้ท่านมีข้าอยู่”
“อืม…เจ้า…เชื่อหรือไม่…” บุตรีแห่งสวรรค์ใจเต้นรัว รู้สึกเหมือนมีมดนับพันตัวไต่ไปทั่วร่างกาย นางหันหาชายหนุ่ม หอบหายใจออกมาเป็นไอ ก่อนจะกล่าว
“เชื่อหรือไม่ว่าข้าจะฆ่าเจ้า!”