ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 487 การเกลี้ยกล่อมและการยึดครอง
บทที่ 487 การเกลี้ยกล่อมและการยึดครอง
จ้าวอู่เจียงพิศดวงหน้าเปล่งปลั่งของบุตรีแห่งสวรรค์ ทันใดรอยยิ้มอ่อนโยนทว่าแฝงไว้ซึ่งการท้าทายก็ปรากฏบนหน้า
ชายหนุ่มส่งปลายลิ้นร้อนชื้นแตะหูของบุตรีแห่งสวรรค์ ขบกัดเล็กน้อย แล้วกระซิบเสียงพร่า “พี่หญิง ได้โปรดฆ่าข้าเถอะ”
“จ้าวอู่เจียง!”
หลิวหลางฟาดมือตีจ้าวอู่เจียง แต่ยามนี้นางช่างไร้เรี่ยวแรง การตีของนางครานี้จึงราวกับเป็นการลูบไล้เขา หลินหลางทั้งอายทั้งโกรธ นางจึงเบี่ยงตัวหลบเลี่ยงชายหนุ่มแทน
“ร่างกายของท่านยั่วยวนข้านัก ดาบของข้าชักออกจากฝักมานับครั้งไม่ถ้วน แต่มีเพียงท่านที่ทำให้ข้าไม่อยากเก็บดาบเข้าฝักเลย” จ้าวอู่เจียงเอ่ยคำเยินยออย่างไม่ละอาย และคำพูดของเขาก็เปรียบดั่งคำลวงของปีศาจจิ้งจอก
“กล้วยไม้กลางหุบเขาว่างเปล่า นี่หาได้บรรยายถึงความเยือกเย็นของท่านเท่านั้น แต่ยังบรรยายถึงเรือนร่างของท่านด้วย ในหุบเขาอันว่างเปล่า มีเพียงกล้วยไม้ที่ทำให้ผู้คนหลงใหลจนไม่อาจถอนตัว”
“ไร้สาระ!” บุตรีแห่งสวรรค์ผู้มีใบหน้าดอกท้อ ดวงตาเปล่งประกาย กล่าวออกมาอย่างเย่อหยิ่งและเย็นชา โต้กลับคำเยินยอที่ทั้งลามกและจริงใจของจ้าวอู่เจียง
แต่ทันทีที่นางพูดจบ ก็ตระหนักถึงความผิดพลาด ด้วยนางรู้สึกได้ว่าจ้าวอู่เจียงยิ้มกว้างอยู่ก้านหลัง
“ฮ่า ๆๆ” จ้าวอู่เจียงหัวเราะอย่างพอใจ รอยยิ้มของเขายังคงอบอุ่น พร้อมกันนั้นเขาก็ขยับดาบช้าลง แล้วกระซิบเย้าบุตรีแห่งสวรรค์ข้างหู
“เป็นอย่างท่านว่าขอรับ”
พวงแก้มของหลินหลางพลันแดงก่ำ หัวใจเต้นแรงด้วยความรู้สึกอัปยศอดสู นางโกรธตัวเองที่ตอบสนองคำยั่วยุของจ้าวอู่เจียง
“ยามอยู่ในน้ำปลามักแหวกว่ายมีความสุข…” จ้าวอู่เจียงแย้มยิ้มอบอุ่น
“ตอนนี้ท่านกับข้าก็อยู่ในน้ำ ไม่ต่างปลาสองตัวแหวกว่ายเคียงคู่ ท่านอย่าได้หักห้ามใจอีกเลย สัมผัสถึงความสุขที่แท้จริงเสียเถิด”
“ฮึ่ม! อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ เจ้าเพียงอยากได้ยินเสียงน่าละอายของข้า” ร่างของบุตรีแห่งสวรรค์โยกไปมาตามแรง ราวกับสาหร่ายไหวเอนยามถูกคลื่นซัด
“ท่านจะไม่ลองจริง ๆ หรือ? หากท่านสุขสมก็เปล่งเสียงออกมาเถิด” จ้าวอู่เจียงชักชวนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ยามนี้ชายหนุ่มรับรู้ได้ว่าบุตรีแห่งสวรรค์เริ่มคลายความเย่อหยิ่งและโอนอ่อนไปกับเขาบ้างแล้ว
“ไม่!” ริมฝีปากสีแดงขยับปฏิเสธ
จ้าวอู่เจียงก็ไม่ได้เร่งเร้า เขาเพียงหัวเราะเบา ๆ
“ไม่เป็นไร ข้าจะร้องให้ท่านฟังเอง”
ดวงตาของบุตรีแห่งสวรรค์ฉายแววฉงน จ้าวอู่เจียงจะร้องเพลงให้ฟังหรือ? แล้วจะเสนาะหูหรือไม่? ไม่สิ! นางหาได้อยากฟัง
“อา…” จ้าวอู่เจียงไม่รู้สึกอับอายเลยแม้แต่น้อย เขาร้องราวกับกำลังขับขานบทกวี
“อา ท่านบุตรีแห่งสวรรค์ ท่านช่าง…”
“หุบปาก!” บุตรีแห่งสวรรค์ทั้งอายทั้งโกรธ นางตวาดเสียงเกรี้ยวใส่จ้าวอู่เจียง แม้จะไม่มีผู้ใดบังอาจบุกรุกเข้ามายังวิหารบรรพชนได้ แต่นางก็ยังรู้สึกกลัวและละอายนัก
จ้าวอู่เจียงส่ายหน้า แสร้งทำเป็นถอนหายใจ
“ไม่มีทางอื่นแล้ว ข้ามิใช่คนชอบกดข่มสันดานตน อีกอย่าง…ต้องมีคนร้องสักคนไม่ใช่หรือ? ในเมื่อท่านไม่ร้อง ข้าก็ต้องร้อง”
บุตรีแห่งสวรรค์โกรธจนหน้าแดง สุดท้ายก็ต้องจำนนต่อความเจ้าเล่ห์ของจ้าวอู่เจียง นางกัดฟัน พูดอย่างอาย ๆ
“ข้า…ข้าจะร้อง!”
“แคว้นต้าเซี่ยมีคำโบราณกล่าวไว้ ‘ผู้ใดรู้จักยอมแพ้ ย่อมเป็นวีรบุรุษ’” จ้าวอู่เจียงหัวเราะชอบใจด้วยน้ำเสียงแปลก ๆ
หากเป็นผู้อื่นคงน่าขันนัก แต่ด้วยความรูปงาม น้ำเสียงทุ้มต่ำและบุคลิกอ่อนโยนของจ้าวอู่เจียง เสียงหัวเราะแปลก ๆ เมื่อครู่จึงฟังดูมีเสน่ห์เสียได้
มันช่างเป็นเสน่ห์เย้ายวนที่แฝงไปด้วยความเจ้าเล่ห์
“เจ้า…เจ้าสามารถ…”
ร่างอรชรของบุตรีแห่งสวรค์โยกไหวไปตามแรงจากด้านหลัง ยามนี้นางละทิ้งความเรียบร้อยและเย่อยิ่งไปสิ้น ยอมจำนนต่อแรงเย้ายวน แม้จะเขินอายอยู่บ้าง แต่นางก็ส่งเสียงครวญออกมา แม้จะเบามากก็ตาม
“อา ดีนัก” เมื่อได้ครอบครองโฉมงาม ย่อมต้องเอาใจใส่ จ้าวอู่เจียงง้างมือ ตีบั้นท้ายงอนงาม พลางขยับดาบเอาใจ
โฉมงามพลันครวญคราง หายใจหอบถี่ ยามนี้เสียงน้ำซัดสาดเป็นจังหวะผสานกับเสียงครางหวาน ช่างน่าฟังนัก
น้ำในบ่อกระฉอกล้น
ยามดอกไม้ผลิบานรับหยาดฝน จ้าวอู่เจียงพลันยืดตัวโอบรัดหลินหลาง ใบหน้าโฉมงานแดงก่ำ ใจนางสั่นไหว สุขสมไปกับฤดูใบไม้ผลิ