ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 521 กลุ่มคนจากสุสานกระบี่
บทที่ 521 กลุ่มคนจากสุสานกระบี่
จ้าวอู่เจียงแย้มยิ้มอ่อนโยน พยักหน้ารับการคำนับด้วยความสุขุม
ดวงตาของเขาเป็นประกายบางอย่าง ชายหนุ่มจ้องมองไปยังทิศทางห่างไกล แล้วพูดออกมาเบา ๆ ว่า
“ช่วยหาเสื้อคลุมให้ข้าหน่อยเถิด”
“ได้เลยขอรับ” เหล่าทหารโค้งตัวคำนับรับคำสั่ง และพากันเดินไปหาเสื้อคลุมตัวใหม่
“คุณชายจ้าว ท่านไปจวนของข้าก่อนเถอะ ข้ามีคนที่อยากให้ท่านได้เจอ…” เฉินเว่ยหมินประสานมือคำนับ ต้องการจะรั้งตัวจ้าวอู่เจียงไว้ เพื่อที่เมืองตงเฉินจะได้มีผู้คุ้มครอง
“ข้ายังมีที่อื่นต้องไปอีก” จ้าวอู่เจียงส่ายหน้าพลางยิ้มเล็กน้อย
“อย่าได้กังวลเลย กำลังมีผู้เดินทางมาปกป้องเมืองนี้แล้ว”
“แต่ก่อนข้าจะเดินทางจากไป ท่านส่งคนออกไปตามร้านสมุนไพรและบ้านเรือนผู้คนสักเที่ยว รวบรวมกำมะถัน ผงถ่านและดินประสิวมาให้ได้มากที่สุด ข้าจะสอนวิธีทำระเบิดเพลิงอัสนีให้ เอาไว้ใช้ต่อสู้ ระเบิดเพลิงอัสนีจะทำให้การโจมตีใส่ศัตรูมีประสิทธิภาพมากขึ้น”
“และถ้าเมืองของท่านมีวัตถุดิบเพียงพอ ท่านก็สามารถผลิตระเบิดเพลิงอัสนีขึ้นมาใช้สังหารพวกโพ้นทะเลได้ด้วยตนเอง”
ท่านเจ้าเมืองเฉินเว่ยหมินตกตะลึงไปชั่วขณะ เมื่อคิดตามคำพูดของชายหนุ่ม ดวงตาของเขาก็ยิ่งเป็นประกายระยิบระยับมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมืองตงเฉิงมีระเบิดเพลิงอัสนีเก็บอยู่เช่นกัน แต่มีไม่มาก ถ้าพวกเขาสามารถผลิตระเบิดเพลิงอัสนีเองได้เมื่อไหร่ คงช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งในการปกป้องเมืองได้มากกว่าเดิมหลายเท่า
ทว่าการที่บุรุษหนุ่มนามจ้าวอู่เจียงบอกว่าจะสอนพวกเขาทำระเบิดเพลิงอัสนี… เขารู้วิธีทำได้อย่างไร?
จ้าวอู่เจียง? จ้าวอู่เจียง จ้าว…อู่เจียง? เดี๋ยวก่อนนะ….ขุนนางหนุ่มจากหอคัมภีร์หลวง จ้าวอู่เจียง ใต้เท้าจ้าวผู้มากไปด้วยพรสวรรค์!
ดวงตาแก่ชราของเฉินเว่ยหมินเบิกโต เดิมทีก็คุ้นชื่อจ้าวอู่เจียงเป็นอยู่แล้ว และตอนนี้เฉินเว่ยหมินก็นึกออกแล้วว่าบุรุษหนุ่มผู้ยืนอยู่ตรงหน้าเขาคนนี้คือ ใต้เท้าจ้าวผู้โด่งดังแห่งนครหลวง
เขาเป็นผู้มีฝีมือทางการแพทย์สูงส่ง มีอำนาจและความร่ำรวย ชำนาญเรื่องการวางกลยุทธ์ เป็นผู้รับผิดชอบการผลิตของกรมโยธาหลายโครงการ อีกทั้งเขาเป็นผู้คิดค้นระเบิดเพลิงอัสนีที่ทำให้สถานการณ์รบทางตอนใต้เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง และยังเป็นขุนนางคนสนิทของฮ่องเต้ด้วย
ทว่าเฉินเว่ยหมินก็รู้เรื่องทั้งหมดนี้จากข่าวลือและจดหมายจากนครหลวงเท่านั้น บัดนี้จ้าวอู่เจียงผู้นั้นมายืนอยู่ตรงหน้าเขาตัวเป็น ๆ
ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้ร่วมเป็นสักขีพยานในความแข็งแกร่งของจ้าวอู่เจียงที่บุกตะลุยไปสังหารชาวโพ้นทะเลราวสองหมื่น คนด้วยตัวคนเดียว!
การได้เจอกับบุคคลเช่นนี้ตัวเป็น ๆ ได้เห็นความแข็งแกร่งของคนผู้นี้ด้วยตาของตนเอง นี่ถือเป็นวาสนาของชีวิตเขาจริง ๆ
เฉินเว่ยหมินตัวสั่นเทา กำลังจะโค้งคำนับแสดงความเคารพอีกครั้ง แต่เขาก็รู้สึกถึงแรงลมที่พัดมาล้อมรอบกาย ทำให้ไม่สามารถขยับร่างกายได้แม้แต่น้อย
ยังไม่ทันได้ตั้งสติ เฉินเว่ยหมินก็ได้ยินเสียงสายลมดังขึ้นจากด้านหลัง ครั้นเขาเหลียวหน้ากลับไปมอง ก็พบกับกระบี่ยาวเล่มหนึ่งพุ่งออกจากฝักที่ห่อหุ้มด้วยผ้าป่านสีเทาดำ กระบี่เล่มนั้นพุ่งมาถึงในพริบตาและแทงเข้าใส่จ้าวอู่เจียง
เฉินเว่ยหมินไม่เคยฝึกยุทธ์มาก่อน ย่อมไม่มีทางรับรู้ถึงพลังปราณกระบี่ได้ กระนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงมวลอากาศรอบกายที่ปั่นป่วน ราวกับว่าถ้าเขาขยับเข้าไปใกล้มากกว่านี้อีกนิด เขาจะถูกฆ่า ร่างกายจะระเบิดเป็นม่านหมอกเลือดในพริบตา
จ้าวอู่เจียงมีสีหน้าเรียบเฉยตั้งแต่ต้นจนจบ แต่เมื่อกระบี่ยาวกำลังจะเข้าถึงตัวเขา กระบี่กลับหยุดค้างอยู่กลางอากาศ ไม่สามารถเคลื่อนเข้าใกล้เขาได้
ช่วงขณะนั้นคมกระบี่พลันสั่นไหว คล้ายกับมีการเพิ่มกำลังโจมตี พลังปราณกระบี่ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ มวลอากาศที่อยู่บนยอดหอคอยปั่นป่วนรุนแรงคล้ายกับบังเกิดพายุหมุน
จ้าวอู่เจียงเอื้อมมือออกไปสัมผัสปลายกระบี่อย่างแผ่วเบา ส่วนมืออีกข้างก็จับด้ามกระบี่ของตนเองแน่น ครั้นนิ้วมือของเขาสัมผัสลงบนตัวกระบี่ปริศนาเล่มนี้ กระบี่ยาวที่กำลังสั่นไหวอย่างรุนแรงก็หยุดชะงัก แล้วเข้ามาอยู่ในมือของเขาอย่างง่ายดาย
“เป็นกระบี่ที่ประเสริฐนัก” จ้าวอู่เจียงมีแววตาอ่อนโยน เขาชื่นชมออกมาจากใจจริง
จ้าวอู่เจียงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จ้องมองไปยังชายวัยกลางคนในชุดผ้าป่านที่ติดตามกระบี่มา ด้านหลังเขามีกลุ่มยอดฝีมือตามมาพร้อมกับกระบี่อีกหลายคน
คนกลุ่มนี้มาจากสุสานกระบี่ จ้าวอู่เจียงสัมผัสถึงคนกลุ่มนี้ได้ตั้งแต่เขาก้าวออกมาจากเกาะตงจีแล้ว
ชายวัยกลางคนในชุดผ้าป่านมีคิ้วเรียวยาวเป็นแถวเดียว ดวงตาเป็นประกายดุดัน ร่างสูงเหยียดตรง เขาไม่พูดคำใด ตัวคนคล้ายกับกระบี่เสียดแทงท้องฟ้า
เขาเพียงจ้องมองจ้าวอู่เจียงด้วยสายตาเรียบเฉยไร้ความรู้สึก แววตาหนักแน่นคล้ายกำลังคิดอะไรบางอย่าง หลังจากนั้น เขาก็สะบัดแขนเสื้อ คุกเข่าข้างหนึ่งลง เหล่ายอดฝีมือที่ติดตามมาพร้อมกันทางด้านหลังพลันทำตาม ทุกคนล้วนก้มหัว ประสานมือคำนับจ้าวอู่เจียง พูดออกมาพร้อมกันเสียงดังชัดเจนด้วยความเคารพว่า
“ข้าน้อยขอคารวะท่านผู้สืบทอด!”