ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 523 รับปราณกระบี่
บทที่ 523 รับปราณกระบี่
เจี้ยนจิ่วรู้ดีว่าพลังปราณกระบี่ส่วนใหญ่ในตัวของจ้าวอู่เจียงมาจากการดูดซับพลังจากเป่ยจิ้งเฉิงและมือพระกาฬคนอื่น ๆ จากสุสานกระบี่
แม้เจี้ยนจิ่วยังไม่มั่นใจว่าชายหนุ่มผู้นี้จะมีความแข็งแกร่งระดับที่เขาต้องการ
แต่ถ้าเป็นตัวเจี้ยนจิ่วเอง เขาก็คงไม่สามารถทนรับมวลพลังในร่างกายที่อัดแน่นขนาดนี้ได้แน่นอน
ในเมื่อจ้าวอู่เจียงสามารถทนรับพลังที่อักแน่นในร่างกายได้เช่นนี้ ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าจ้าวอู่เจียงมีพรสวรรค์ในการฝึกฝนกระบี่มากกว่าเขาหลายเท่า
“ท่านประมุขแห่งสุสานกระบี่ส่งตัวพวกท่านมาที่นี่ ถ้าไม่ได้ส่งมาให้ข้าดูดพลัง ไม่ทราบว่าเขาส่งมาเพื่อกระไร?”
มวลพลังที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าไหลเวียนรอบกายจ้าวอู่เจียง ครั้นชายหนุ่มโบกมือ ร่างกายของกลุ่มคนจากสุสานกระบี่ก็ลอยขึ้นไปในอากาศทันที
“ปกป้องชายแดนตะวันออก” เจี้ยนจิ่วตอบกลับอย่างใช้ความคิด
“ยังมียอดฝีมือจากสุสานกระบี่อีกมากกำลังเดินทางไปตามป้อมปราการแนวชายแดนตะวันออกเพื่อรับมือกับศัตรูที่กำลังจะบุกโจมตีแคว้นต้าเซี่ย”
“นอกจากนี้ ยังมียอดฝีมืออีกสองกลุ่ม กลุ่มหนึ่งมุ่งหน้าขึ้นเหนือไปยังเมืองจูเป่ย อีกกลุ่มมุ่งหน้าลงใต้ไปเมืองเทียนหนาน”
ประมุขแห่งสุสานกระบี่ก็มีส่วนร่วมในสงครามที่กำลังจะมาถึงด้วยหรือ? จ้าวอู่เจียงหรี่ตาลงเล็กน้อย แล้วถอนหายใจ เขาไม่ประหลาดใจนัก เนื่องจากผู้มีฝีมือสูงส่งเช่นนั้นจะไม่วางแผนล่วงหน้าได้อย่างไร?
กระนั้นเขาก็ยังไม่รู้อยู่ดีว่าประมุขสุสานกระบี่ตกลงอะไรเอาไว้กับหมอดูเทวดา พวกเขามีจุดมุ่งหมายใดกันแน่?
เดิมทีจ้าวอู่เจียงก็คาดเดาว่าจะต้องมีกลุ่มยอดฝีมือมาช่วยปกป้องเมืองตงเฉิง แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจะมีกลุ่มยอดฝีมือเหล่านี้จะกระจายตัวไปทั่วแคว้นต้าเซี่ย ปกป้องแผ่นดิน อีกทั้งยอดฝีมือที่ช่วยปกป้องแว่นแคว้นในคราวนี้ยังเป็นคนจากสุสานกระบี่ด้วย
ก่อนหน้านี้ในมุมมองของชาวยุทธ์ คนของสุสานกระบี่ถูกจัดให้เป็นยอดฝีมือที่ตัดขาดจากโลกภายนอก แม้พวกเขาจะมีความแข็งแกร่ง แต่ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตอยู่กับอดีตของตนเอง
อีกทั้งท่านประมุขแห่งสุสานกระบี่ก็เป็นคนเก็บเนื้อเก็บตัวยิ่งกว่าผู้ใด
สุสานกระบี่เปรียบเสมือนสถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับมือกระบี่ เรียกได้ว่าเป็นสถานที่สำหรับผู้ที่ไม่สนใจเรื่องราวของโลกกว้างอีกแล้ว
ทว่าบัดนี้ ไม่มีผู้ใดคาดคิดเลยว่าผู้คนในยุทธจักรที่เรียกตนเองว่าผู้กล้าหาญผดุงความยุติธรรมกลับรวมตัวกันขัดขวางไม่ให้มีผู้ใดเดินทางมาช่วยเหลือเมืองทางฝั่งชายแดนตะวันออกของต้าเซี่ย
กลับกัน เหล่าคนของสุสานกระบี่ผู้ไม่เคยสนใจโลกกว้างกลับถูกส่งตัวออกมาปกป้องแผ่นดินจากรุกรานของศัตรู และแสดงคุณธรรมของตนออกมา
นี่คือแผนการที่ประมุขแห่งสุสานกระบี่วางเอาไว้ตั้งแต่แรกกระมัง
เฉินเว่ยหมินผู้เป็นเจ้าเมืองตงเฉิงยืนตัวแข็ง ทำได้เพียงจ้องมองจ้าวอู่เจียงกับเหล่ายอดฝีมือสลับไปมาด้วยความตกตะลึง
เขาไม่คิดฝันเลยว่าจ้าวอู่เจียงซึ่งเป็นขุนนางคนดังในนครหลวง นอกจากจะมีฝีมือการต่อสู้แข็งแกร่งแล้ว ชายหนุ่มยังมีสถานะเป็นผู้สืบทอดของสุสานกระบี่ หนึ่งในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของโลก!
จ้าวอู่เจียงเป็นผู้มากพรสวรรค์อย่างน่าเหลือเชื่อ ทั้งยังมีความเก่งกาจรอบด้าน ต่อให้กวาดตาดูประวัติศาสตร์ของแผ่นดินต้าเซี่ยทั้งหมด ก็ยังไม่มีผู้ใดทัดเทียมเขาได้!
และจากบทสนทนาระหว่างจ้าวอู่เจียงกับบรรดายอดฝีมือที่มาจากสุสานกระบี่ เฉินเว่ยหมินก็พอจับใจความได้ว่า ประมุขแห่งสุสานกระบี่ส่งคนออกมาช่วยปกป้องแนวชายแดนตะวันออก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณธรรมและน้ำใจของผู้กล้าหาญอย่างแท้จริง
เฉินเว่ยหมินถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก รู้สึกเหนื่อยล้าจนต้องยืนพิงกำแพง ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องวิตกกังวลกับสิ่งใดอีกแล้ว
เมื่อมีกลุ่มยอดฝีมือเดินทางไปช่วยเหลือเมืองตามแนวชายแดนตะวันออกเช่นนี้ เฉินเว่ยหมินก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่าเมืองเหล่านั้นจะถูกตีแตก ไม่ต้องเป็นห่วงว่าประชาชนจะไร้ที่อยู่หรือต้องหลบหนีกันอย่างไร้ทิศทาง และไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะมีประชาชนผู้บริสุทธิ์ต้องเสียชีวิตด้วยน้ำมือของพวกโพ้นทะเลผู้ชั่วร้าย
จ้าวอู่เจียงพยักหน้าอย่างอ่อนโยน
ปราณกระบี่ของเขาที่ปกคลุมยอดหอคอยแผ่คลื่นความร้อนไม่ต่างจากแสงอาทิตย์ละลายหิมะ ส่งผลให้มวลอากาศเกิดความปั่นป่วนเล็กน้อย
หลังเจี้ยนจิ่วตอบคำถามของจ้าวอู่เจียงแล้ว เขาก็ยกมือขึ้นส่งสัญญาณบางอย่าง ทันใดยอดฝีมือหลายสิบหลายร้อยคนจากสุสานกระบี่ที่ติดตามมาทางด้านหลังก็พร้อมใจกันปลดปล่อยปราณกระบี่ออกมาจากร่าง
ปราณกระบี่เหล่านี้ไม่ธรรมดา ด้วยเป็นปราณที่มีความหนาแน่นไม่ต่างจากมังกรตัวใหญ่ ตอนนั้นเองปราณกระบี่บางส่วนก็รวมตัวเป็นมหาสมุทรก้อนเมฆ พวยพุ่งเข้าสู่ร่างกายของจ้าวอู่เจียง
ร่างของจ้าวอู่เจียงลอยสูงขึ้นไปในอากาศ มวลพลังจากกลุ่มคนหลั่งไหลเข้าสู่ร่างกายชายหนุ่มอย่างต่อเนื่อง แทรกซึมไปตามแขนขา ฝังลึกลงไปในกระดูก วิ่งพล่านผ่านจุดลมปราณในร่างกาย
เมื่อได้รับปราณกระบี่มหาศาลเช่นนี้ เสื้อผ้าของจ้าวอู่เจียงสะบัดไหวอยู่ตลอด ทว่าชายหนุ่มยังคงยืนอยู่ในท่วงท่าสง่างามกลางอากาศ กล้ามเนื้อไม่เคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ดวงตาเป็นประกายลุ่มลึก แต่ปราศจากความตื่นตระหนกตกใจ
เบื้องบนเป็นท้องฟ้ามืดมิด ก้อนเมฆดำรวมตัวกันตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ แต่ก้อนเมฆและม่านหมอกเหล่านั้นถูกร่างกายของจ้าวอู่เจียงดูดซับเข้ามาอย่างควบคุมไม่ได้
ยามนี้บนยอดหอคอยของเมืองตงเฉิงจึงคล้ายเชื่อมต่อกับท้องนภา ก้อนเมฆดำและสายฟ้า…อย่างไรอย่างนั้น