ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 567 ใจสั่นประหวั่นกลัว
บทที่ 567 ใจสั่นประหวั่นกลัว
เซวียนหยวนจิ้งได้ตื่นขึ้นมาหลายชั่วยามแล้ว
เมื่อนางตื่นขึ้นมาก็พบว่าตัวเองอยู่ในสถานที่ของสำนักเต๋าในเมืองอวิ๋นซุย
ในสำนักเต๋ามีผู้คนมากมาย
คนที่นางคุ้นเคยมีเพียงตู๋กูหมิงเยว่และชิงเอ๋อร์เท่านั้น ส่วนชายหญิงที่เหลือทั้งหมดเป็นคนแปลกหน้า
แรกเริ่ม นางร้องขอกลับไปยังนครหลวง โดยใช้อำนาจของฮ่องเต้ สั่งการคนรอบข้าง
แต่แท้จริงแล้ว นางไม่ได้ต้องการกลับไปยังนครหลวง นางเพียงต้องการไปดูว่า จ้าวอู่เจียงเป็นอย่างไร
จ้าวอู่เจียงทิ้งนางไว้ในที่แห่งนี้ นางกังวลว่า จ้าวอู่เจียงจะทำสิ่งโง่เขลา เลือกเผชิญกับทุกอย่างคนเดียว
แต่ประตูของสำนักเต๋าถูกปิด เมื่อไม่มีคำสั่งจากจางหลินต้าว ก็ไม่มีผู้ใดสามารถเข้าออกได้
นอกจากนี้ เซวียนหยวนจิ้งและสตรีหลายคนถูกจัดให้อยู่ที่ภูเขาหลังยอดเขาหลัก เมื่อนางมองขึ้นไป ก็เห็นยอดเขาที่สูงเสียดฟ้า ไม่มีทางออกทั้งสี่ด้าน นางไม่รู้ว่าจะออกไปหาจ้าวอู่เจียงได้อย่างไร
ในช่วงหนึ่งหรือสองวันนี้ นางได้รู้ว่า จ้าวอู่เจียงมีความสัมพันธ์กับหญิงงามมากมาย
ซูฮัวอี กู้เหนียนหยวน หลี่ชานซี หยางเมียวเจิ้น…
แต่นางไม่รู้สึกอิจฉาหรือเจ็บใจ นางมีแต่ความร้อนใจและความกังวลตลอดเวลา
จ้าวอู่เจียงคิดจะทำอะไร? ดูจากการจัดการคนสำคัญเหล่านี้ ก็คงพอเข้าใจได้
หยางเมียวเจิ้นเป็นนักบวชหญิงของสำนักเต๋า บอกเล่าเรื่องราวหลายอย่าง และบอกว่าพวกนางจะออกจากโลกที่คุ้นเคยนี้ในไม่ช้า
นางถามถึงจ้าวอู่เจียง แต่หยางเมียวเจิ้นนิ่งเงียบไม่ตอบ เซวียนหยวนจิ้งจึงเข้าใจในความเงียบนี้
หลังจากนั้น นางก็ไม่ถามอะไรอีก ไม่ร้องไห้ไม่โวยวาย และไม่มีความสง่างามของฮ่องเต้ที่นางเคยมีในอดีต
นางนั่งเงียบๆ ริมลำธาร มองดูสายน้ำไหล ไม่รู้คิดอะไรอยู่
จนกระทั่งเมื่อครู่
ในขณะนั้นเอง เซวียนหยวนจิ้งรู้สึกใจสั่นอย่างแรง หัวใจเต้นรัวเหมือนถูกมือที่มองไม่เห็นบีบจนแทบแหลกสลาย
ความรู้สึกหายใจไม่ออกปกคลุมทั่วร่างกาย นางอยากส่งเสียงอะไรบางอย่าง แต่เสียงทั้งหมดถูกกลืนหายไปในความรู้สึกใจสั่นนี้
นางมองไปที่ม่านหมอกและภูเขาโดยรอบ รู้สึกว่าโลกนี้มีความพร่ามัวมากกว่าเดิม
นางกุมหน้าอกแน่น มองไปยังทิศทางของนครหลวงอย่างเหม่อลอย
ความรู้สึกใจสั่นนี้ตามติดมาอย่างไม่มีสิ้นสุด นางได้ยินเสียงผู้คนรอบข้างพูดคุย เหมือนมีคนกำลังกังวลร้องเรียกอะไรบางอย่าง มีคนส่งเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวด นางยังได้ยินเสียงหอนของหมาป่าหิมะ…
นางพยายามลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก เดินโซเซไปที่กระท่อม นางเห็นเงาของสตรีที่วิ่งไปมา และเห็นเงาของนักพรตที่บินลงมาจากม่านหมอก
น้ำตาของนางไหลรินโดยไม่มีสัญญาณล่วงหน้า น้ำตาไหลผ่านแก้ม นางเห็นตู๋กูหมิงเยว่ที่กุมท้องใบหน้าซีดเซียว นางยืนนิ่งอยู่ที่นั่น
ในที่สุด นางก็เข้าใจว่าตนเองรู้สึกใจสั่นเพราะอะไร
หลังจากนั้นไม่นาน เซวียนหยวนจิ้งเช็ดน้ำตา ความเจ็บปวดเต็มอก นางพยายามทรงตัวและเดินเข้าไปใกล้ตู๋กูหมิงเยว่ เสียงนางสั่นเครือและแหบแห้ง นางปลอบโยนเบาๆ ว่า
“ข้าอยู่ที่นี่แล้ว”
…
หลังจากตรวจสอบและทำการรักษาเรียบร้อย ตู๋กูหมิงเยว่ก็ปลอดภัยดี
เพียงแต่เมื่อครู่ เด็กในท้องดิ้นแรงเกินไป
เซวียนหยวนจิ้งและชิงเอ๋อร์ดูแลตู๋กูหมิงเยว่ พูดคุยเรื่องส่วนตัวกัน
เซวียนหยวนจิ้งลูบท้องที่ป่องนูนของตู๋กูหมิงเยว่าเบาๆ นางรู้ว่าในท้องนั้นคือสายเลือดของจ้าวอู่เจียง
ความเศร้าในใจนางเพิ่มขึ้นไม่มีที่สิ้นสุด แต่นางพยายามยิ้ม
แต่ตู๋กูหมิงเยว่กลับเอ่ยขึ้นอย่างอ่อนโยนว่า
“เขาเกิดเรื่องหรือ?”
เซวียนหยวนจิ้งเม้มปาก ใบหน้าเศร้าและสับสน นางมองดูตู๋กูหมิงเยว่ที่อ่อนโยน และพูดอย่างจริงจังว่า
“อาจเป็นได้…ข้าเสียใจด้วย”
“ฝ่าบาท…” ตู๋กูหมิงเยว่จับมือของเซวียนหยวนจิ้งแน่น ยิ้มอย่างอ่อนโยนและพูดปลอบประโลมว่า
“หม่อมฉันได้ทั้งตำแหน่ง ได้ทั้งความรัก ได้ทั้งความห่วงใย ได้ทั้งความจริงใจ มีอะไรที่ต้องเสียใจอีก? เขาจะต้องกลับมาแน่นอน”
สายตาของเซวียนหยวนจิ้งสั่นไหว นางพยักหน้าเบาๆ
หยางเมียวเจิ้นยืนอยู่หน้ากระท่อม นางยืนมานานแล้ว และได้ยินทุกคำพูดภายในกระท่อมไม้
ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความซับซ้อนสับสน
เมื่อครู่ นางเป็นคนรักษาตู๋กูหมิงเยว่ แต่มีหลายสิ่งที่นางไม่รู้จะพูดอย่างไรดี