ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 854 เดินทางไปทั่วทิศ
บทที่ 854 เดินทางไปทั่วทิศ
สองคนโอบกอดกัน
เวลาล่วงเลยจนดึกแล้ว
หลินหลางกับจ้าวอู่เจียงนอนอยู่บนเตียง หลินหลางสูดกลิ่นกายของจ้าวอู่เจียง ภายในใจสงบอย่างที่ไม่ได้รู้สึกมานาน
แต่ยิ่งสงบเท่าไร ก็ยิ่งอัดอั้นเท่านั้น นางประคองใบหน้าของจ้าวอู่เจียง แล้วเงยหน้าจุมพิตเขาเบา ๆ
จูบแนบแน่น ยิ่งจูบยิ่งลึกซึ้ง
อาภรณ์ค่อย ๆ เลื่อนหลุด ขาเรียวกกระหวัดเอวจ้าวอู่เจียง แขนโอบรอบคอเขา
สองคนเคลื่อนไหวสอดประสาน สายตาอ่อนโยนลึกล้ำ
…….
รุ่งสาง
ช่วงเวลาที่ต้องจากกันมาเยือน
จ้าวอู่เจียง เซวียนหยวนจิ้ง และหลี่ฉวนจวินต้องการเดินทางไปยังชั้นที่สิบสามของดินแดนลับเต๋อเหลียน เนื่องจากพวกเขาได้รับข่าวว่า มีถ้ำแห่งหนึ่งบนชั้นที่สิบสามถูกจัดเตรียมไว้สำหรับผู้ฝึกกระบี่ในการค้นหาโชควาสนาโดยเฉพาะ
ถ้ำแห่งนี้จะเปิดทุกครั้งที่มีการเปิดพื้นที่ลับของดินแดนเต๋อเหลียน แต่มีเพียงอัจฉริยะในเส้นทางแห่งกระบี่เท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติเข้าไปได้
ตามตำนานกล่าวว่า ถ้ำแห่งนี้หลงเหลือจากการล่มสลายของผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในสมัยโบราณ เขาเป็นผู้ที่ผู้คนเคารพนับถือว่าเป็นเทพกระบี่
หลินหลางกับหลินเสี่ยวเคอ รวมถึงเผ่าจิ้งจอกชิงชิว เผ่าหมาป่าสวรรค์ ต้องรีบเดินทางไปยังชั้นที่สิบหกของดินแดนลับเต๋อเหลียน เผ่าปีศาจอื่น ๆ รออยู่ที่นั่นเพื่อหารือเรื่องสำคัญของเผ่าปีศาจ
จำเป็นต้องเร่งออกเดินทาง
ส่วนตระกูลหลู่ที่เป็นตระกูลของหลู่จง และสำนักเติมฟ้า พวกเขาต้องเดินทางไปยังชั้นที่ยี่สิบสองของดินแดนลับเต๋อเหลียน เนื่องจากหลี่เสินทง ผู้นำอีกคนของสำนักเติมฟ้าส่งข่าวมาว่า เขาพบกับคู่ต่อสู้ที่ยากจะรับมือในชั้นที่ยี่สิบสองของดินแดนลับเต๋อเหลียน และต้องการความช่วยเหลือ
ทำให้ทุกคนต้องแยกกันเดินทาง และตอนนี้ถึงเวลาที่ต้องแยกย้ายแล้ว
มีเพียงการเหยียบย่างบนใจกลางดอกบัว หรือโชคชะตาระหว่างทางที่จะมีโอกาสได้พบกันอีกครั้ง
หวังซีจากตระกูลหวังก็จะรีบเดินทางไปยังชั้นในของดินแดนลับเต๋อเหลียนโดยเร็ว
จ้าวอู่เจียงได้รับการฝากฝังจากจูกัดเสี่ยวไป๋ให้ไปขอโทษหวังซี
หวังซีมีสีหน้างุนงงอย่างยิ่ง
ส่วนจูกัดเสี่ยวไป๋ฉวยโอกาสใช้การสร้างโลกจำลองบันทึกภาพไว้หลายภาพ อีกทั้งยังหามุมที่ดีไว้มากมาย ส่งผลให้การสนทนาที่ปกติ เมื่อมองจากโลกจำลอง หวังซีกับจ้าวอู่หยางเหมือนสนิทสนมกันมาก
จูกัดเสี่ยวไป๋พอใจอย่างยิ่ง แม้จะไม่สามารถบันทึกภาพการร่วมรักระหว่างชายหญิงของเจ้าอู่หยางกับหวังซีได้ แต่มีฉากเหล่านี้ก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
ส่วนที่เหลือก็เป็นความสามารถในการปรุงแต่งเรื่องราวของเขาเอง
ทุกคนที่ต้องบอกลาก็บอกลาแล้ว คนที่ต้องออกเดินทางก็ออกเดินทาง
พวกจ้าวอู่เจียงไม่รีบร้อน ค่อย ๆ เดินทาง
แน่นอนว่ายังมีอีกเหตุผล…หลี่ฉวนจวินเหมือนจะได้รับบาดเจ็บ
จ้าวอู่เจียงสังเกตว่าหลี่ฉวนจวินเอามือกุมเอวมาตั้งแต่เช้า เมื่อคืนคงฝึกฝนจนเอวเคล็ด ยังไม่หายดี
“ผู้เฒ่าหลี่ ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” จ้าวอู่เจียงถามด้วยความห่วงใย หลี่ฉวนจวินที่เดินกุมเอว
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร…” ถุงใต้ตาหลี่ฉวนจวินดำคล้ำเหมือนถูกผีร้ายดูดพลังหยางไปจนหมด
ความจริงก็เป็นเช่นนั้น เมื่อคืนเขาถูกหยางชุนฮวาหลอกไป ไม่คิดว่านางจะบังคับให้เขา ‘ขายตัว’ อ้างว่าจะมอบกายถวายชีวิต
เขาสู้นางไม่ได้ ได้แต่รับศึกจากนางทั้งคืน เลยมีเป็นสภาพเช่นนี้
แต่เขาก็พอใจอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ทนได้นานขึ้น และทำลายสถิติของตัวเองได้
เขาไม่กลัวความล้มเหลว กลัวแต่จะเสียกำลังใจ
ถึงกับคิดว่าตอนนี้แม้จะมีหยางชุนฮวาอีกสองคนก็รับมือได้ ส่วนจะสิ้นใจหรือไม่…ไม่รู้เหมือนกัน
จ้าวอู่เจียงหน้าแดงก่ำ ขมวดคิ้วด้วยความเป็นห่วง
“ท่านแน่ใจนะว่าไม่เป็นอะไร?”
“แน่ใจ” สีหน้าหลี่ฉวนจวินค่อนข้างซี กระทั่งริมฝีปากก็ขาวซีด
“เข้าใจแล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ออกเดินทางเถอะ” จ้าวอู่เจียงคิดครู่หนึ่ง แล้วกล่าวต่อ “ช่างเถิด พวกเราไม่ต้องรีบร้อน ค่อย ๆ เดินไปก็ได้”
เซวียนหยวนจิ้งพยักหน้าเห็นด้วย ตอนนี้หลี่ฉวนจวินดูเหมือน เพียงลมพัดผ่านแผ่วเบาก็อาจจะทำให้เขาล้มได้แล้ว
ทั้งสามคนเดินไปในหมู่ภูเขาเขียวขจีกว้างใหญ่ ใช้หินเสริมพลังวิเศษข้ามผ่านดินแดนลับเต๋อเหลียน จนมาถึงดินแดนลับเต๋อเหลียนชั้นที่สิบ
แล้วก็ทำแบบเดิมกระทั่งบ่ายคล้อย ทั้งสามคนก็มาถึงดินแดนลับเต๋อเหลียนชั้นที่สิบสอง
โดยไม่รู้เลยว่า เบื้องหลังของพวกเขาปรากฏเงาดำสายหนึ่งคอยติดตามอยู่ตลอดเวลา