ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 860 หนึ่งคือโทษ หนึ่งคือทัณฑ์
บทที่ 860 หนึ่งคือโทษ หนึ่งคือทัณฑ์
หลี่ฉวนจวินส่งข่าวกลับมาว่าทุกอย่างเรียบร้อยดีสามารถไปต่อได้
เซวียนหยวนจิ้งก็เดินเข้าไปในเตาหลอมกระบี่ที่ลุกโชนด้วยเปลวเพลิง
จ้าวอู่เจียงกวาดตามองการจัดวางภายในโรงตีเหล็กอีกรอบ ดวงตาวาบแสงแสงสีม่วง แล้วเขาก็เดินเข้าไปยังเตาหลอมกระบี่เช่นกัน
แม้ภายนอกเตาหลอมกระบี่จะดูไม่ใหญ่ แต่ภายในกลับเป็นอีกโลก
พอจ้าวอู่เจียงก้าวเข้ามา สภาพแวดล้อมก็พลันเปลี่ยนไป
พื้นดินที่พวกเขาสามคน หลี่ฉวนจวิน เซวียนหยวนจิ้ง และจ้าวอู่เจียงยืนอยู่กลายเป็นดินสีเหลือง และมีกระบี่มากมายปักอยู่
ท้องฟ้าแจ่มใสราวได้รับการชำระ
หลี่ฉวนจวินเหมือนจะเหม่อลอยเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาของเขาจะเริ่มเปียกชื้นขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่เขามองสิ่งรอบตัว เขาก็เผลอคิดไปว่า ได้กลับมาสู่สุสานกระบี่ของเขาอีกครั้ง
ก่อนหน้าพวกเขา มีผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นที่เข้ามาแสวงหาวาสนาในดินแดนแห่งนี้แล้ว
จ้าวอู่เจียงมองเห็นผู้ฝึกยุทธ์เหล่านั้นพยายามดึงกระบี่ออกจากพื้น แต่แทบจะไม่มีผู้ใดสำเร็จ
เขาแค่มองแวบเดียวและไม่สนใจอีก วาสนาหายาก หากได้มาง่ายจะเรียกว่าวาสนาได้อย่างไร?
หลังจากพวกเขาเข้ามาไม่นาน ผู้ฝึกยุทธ์หลายคนก็ทยอยเข้ามา พวกเขาคือกลุ่มคนที่ก่อนหน้านี้ยืนมุงดูจ้าวชีหลางโดนคนของสำนักกระซ่อนเร้นดูหมิ่น
พอเข้ามา พวกเขาก็ตรงเข้าไปยังกระบี่ที่ปักอยู่มากมายบนพื้น และพยายามดึงกระบี่ออกมา
จ้าวอู่เจียงครุ่นคิด ทุกคนกำลังพยายามดึงกระบี่ น่าจะเป็นการยืนยันได้ว่ากระบี่เหล่านี้คือวาสนาที่ซ่อนอยู่ในถ้ำกระบี่
แต่ยังไม่แน่ว่ากระบี่คือวาสนา หรือยังมีสิ่งอื่นที่อยู่ในกระบี่อีกที เช่นปราณกระบี่หรือเคล็ดวิชา
จ้าวอู่เจียงเดินไปเรื่อย ๆ ไม่ได้พยายามดึงกระบี่เหมือนคนอื่น ๆ หลี่ฉวนจวินลองดึงกระบี่ออกมาหลายครั้ง หนึ่งในสิบสำเร็จ แต่หลี่ฉวนจวินก็เสียบกลับเข้าไปทุกครั้ง เหมือนเขาไม่พอใจที่ได้รับมาง่าย ๆ
ส่วนเซวียนหยวนจิ้งเหมือนจะมาเล่น ๆ นางเดินดูไปเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับจ้าวอู่เจียง ไม่คิดจะดึงกระบี่แต่อย่างใด
เสียงโห่ร้องดังขึ้นจากระยะไกลเป็นบางคราว เมื่อมีผู้ฝึกยุทธ์บางคนดึงกระบี่ออกมาสำเร็จ และพวกเขาได้รับวาสนา
จ้าวอู่เจียงเดินลึกเข้าไปในดินแดนแห่งกระบี่ มือสัมผัสกับกระบี่ยามเดินผ่าน
แม้เขาจะไม่ได้ดึงกระบี่ออกมา แต่เหมือนว่าถ้าดึงก็จะสามารถดึงได้ทุกเล่ม
ถึงขั้นที่ว่า เขาไม่จำเป็นต้องดึง แค่สัมผัสที่ด้ามกระบี่ กระบี่เหล่านั้นก็สั่นระริก ราวกับอยากให้เขาเป็นผู้ครอบครอง
ภายในใจของจ้าวอู่เจียงได้ยินเสียงเรียกดังขึ้นจากส่วนลึกของดินแดนที่เต็มไปด้วยกระบี่
เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ
ผู้ฝึกยุทธ์ที่กำลังแสวงหาวาสนาคนอื่นเหลือบมองจ้าวอู่เจียง แต่ไม่ได้แสดงออกชัดเจน ทว่าภายในใจล้วนมีความคิดเยาะเย้ย
แค่กระบี่ด้านนอกยังดึงไม่ได้ จะเข้าไปลึกทำไมกัน? กระบี่ในส่วนลึก นับตั้งแต่ที่ดินแดนลับเต๋อเหลียนเปิดมีเพียงไม่กี่คนในรอบหมื่นปีที่ดึงได้
จ้าวอู่เจียงเดินผ่านทะเลกระบี่ไปเรื่อย ๆ
กระบี่ที่เขามองเห็นเริ่มน้อยลง แต่กระบี่แต่ละเล่มกลับแผ่พลังที่แข็งแกร่งมากขึ้น อย่างน้อยก็เป็นอาวุธขั้นสวรรค์
เขายังคงเดินต่อไป เพราะต้องการรู้ว่าเสียงที่เรียกเขาคือเสียงอะไรกันแน่
ในที่สุด กระบี่ที่ปรากฏตรงหน้าก็เหลือเพียงสองเล่ม ปักเอียงอยู่ในโคลนสีเหลือง
เล่มหนึ่งเหมือนทำจากเหล็กธรรมดา ตัวกระบี่เป็นสีเทาดำ ด้ามกระบี่พันด้วยผ้าพันแผลเปื้อนเลือด เรียบง่ายไร้ความพิเศษ แต่เมื่อจ้าวอู่เจียงพยายามจับที่ด้ามกระบี่ จิตสังหารมหาศาลก็ผลักเขาออก
อีกเล่มหนึ่งเป็นกระบี่หัก ด้ามกระบี่เป็นสีดำเหมือนหินภูเขาไฟ ส่วนตัวกระบี่ที่หักเหมือนเครื่องปั้นดินเผา เต็มไปด้วยรอยแตก
เมื่อจ้าวอู่เจียงพยายามจะจับด้ามกระบี่ มือของเขาก็มีเส้นเลือดแผ่กระจายคล้ายรอยแตกบนเครื่องปั้นดินเผา หากเขายังพยายามจับกระบี่ต่อไป เกรงว่ามือของเขาจะแตกออกเป็นเสี่ยง
“หนึ่งคือโทษ หนึ่งคือทัณฑ์ ตอนนี้เจ้าจับมันไม่ได้แล้วหรือ?”
กระบี่รอบด้านต่างส่งเสียงร้อง และพลังกระบี่ที่แผ่กระจายได้รวมตัวกันเป็นเงาร่างที่ยืนอยู่หลังจ้าวอู่เจียงเป็นผู้พูด
เงาร่างนั้นสวมเสื้อคลุมยาวดูเก่าและหยาบกร้านราวกับทำจากผ้ากระสอบ
ปลายแขนเสื้อเป้นลวดลายดอกบัวสีเขียวอมฟ้าสองดอก