ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 87 หัวหลุดจากบ่า
บทที่ 87 หัวหลุดจากบ่า
เมื่อหันกลับไปมองอย่างช้า ๆ ก็พบว่าคนเรียกคือหลี่หยวนเจิ่งที่อยู่ในชุดสีเทา
บุรุษผู้นี้เป็นมือกระบี่อันดับที่ 16 ในยุทธจักร นี่คือครั้งที่สองที่พวกเขาได้พบกันหลังจากจ้าวอู่เจียงช่วยซื้อกระบี่แลกเงินฝังศพมารดาของเขาในครั้งนั้น
“พี่หลี่” จ้าวอู่เจียงประสานมือคำนับ ยิ้มแย้มอย่างเป็นมิตร
หลี่หยวนเจิ่งก้าวเดินเข้ามาอย่างเร็วไว
“คุณชายจ้าว ข้าน้อยสำนึกบุญคุณเป็นอย่างยิ่งกับการช่วยเหลือของท่าน ข้าน้อยไม่คิดเลยว่าจะได้มาพบเจอท่านอีกครั้งที่หอการค้าวันนี้”
“ไม่ต้องเกรงใจกันหรอกขอรับ แค่เรียกชื่อข้าตามปกติก็พอ” จ้าวอู่เจียงส่ายศีรษะเล็กน้อย ยิ้มแย้มตอบกลับไปอย่างอารมณ์ดี
“ไม่ทราบว่าพี่หลี่มาซื้ออะไรหรือ?”
“คุณชายจ้าว… น้องจ้าว” หลี่หยวนเจิ่งถอนหายใจออกมา
“ข้ามาตามหากระบี่”
จ้าวอู่เจียงพูดคุยกับหลี่หยวนเจิ่งพลางก้าวเดินไปด้วยกัน
“ใช่กระบี่มังกรฟ้าหรือไม่?” เจ้าอู่เจียงถามขึ้นอย่างพอจะเดาได้
“เป็นกระบี่เล่มนั้น น้องจ้าวเคยเห็นด้วยหรือ?” หลี่หยวนเจิ่งถามด้วยความสับสน
พวกเขาทั้งสองคนเดินไปบนท้องถนน จนมาถึงปากทางเข้าตรอก จึงใช้เส้นทางนี้เดินข้ามไปยังถนนฝั่งตรงข้าม
ขณะนี้เป็นเวลาบ่ายคล้อย แสงแดดเจิดจ้า บนท้องถนนมีผู้คนอยู่บางตา และภายในตรอกยิ่งมีคนน้อยกว่า ทำให้บรรยากาศน่าวังเวงไม่น้อย
“ข้าได้เห็นกระบี่เล่มนั้นในการประมูลวันนี้ มันเป็นกระบี่ชำรุด และตัวกระบี่ก็มีจิตสังหารรุนแรงยิ่ง” จ้าวอู่เจียงกล่าวด้วยดวงตาวาววับ
“หรือว่าพี่หลี่จะรู้จักเจ้าของกระบี่เล่มนั้นหรือ?”
“น้องจ้าวช่างมีสายตาเฉียบแหลม หลี่ชางเฟิงผู้เป็นเจ้าของกระบี่มังกรฟ้ากับตัวของข้านั้น…” ถ้อยคำขาดช่วงไป หลี่หยวนเจิ่งถอนหายใจออกมา ก่อนจะรังสีอำมหิตจะถูกปลดปล่อยออกจากร่างของมือกระบี่อันดับ 16 ของยุทธจักร
เหตุเพราะบนถนนเบื้องหน้าปรากฏเงาร่างของผู้คนในชุดดำ พวกมันกระโดดออกมาแสดงตัวพร้อมกับชักกระบี่ และจ้องมองมาที่พวกเขาด้วยสายตาดุร้าย
ทางด้านหลังของพวกจ้าวอู่เจียงก็มีคนชุดดำอีกนับสิบชีวิตปรากฏตัวขึ้น ปิดกั้นช่องทางหลบหนีอย่างสมบูรณ์
“หลีกทางไปซะ!” มือซ้ายของหลี่หยวนเจิ่งแตะด้ามกระบี่ สีหน้าเย็นชาขึ้นมาฉับพลัน
“ช่างอวดดีเสียจริง”
กลุ่มคนที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าแหวกออกเป็นสองฝากฝั่ง แล้วฉินเฉินในชุดสีขาวราวกับหิมะก็เดินออกมาจากกลุ่มคน พลางพูดด้วยน้ำเสียงเหยียดหยาม
“เจ้ามือซ้าย เดิมทีนี่ไม่ใช่เรื่องของเจ้าเลย แต่ช่างโชคร้ายที่วันนี้เจ้าเดินมากับจ้าวอู่เจียง จงโทษโชคชะตาและคนข้าง ๆ เถิด ที่ทำให้เจ้าต้องตกตายไปพร้อมกับมัน!”
จ้าวอู่เจียงเลิกคิ้วขึ้นสูง พลางยิ้มเหยียดหยาม โดยไม่ได้พูดอะไร
“ข้าเกลียดรอยยิ้มของเจ้าที่สุด!” ฉินเฉินพูดขึ้นด้วยสีหน้าอาฆาตแค้น
“แต่ไม่ต้องห่วงหรอก ข้าจะไม่เปิดโอกาสให้เจ้าได้กลับมาแก้แค้น! ข้าจะไม่เปิดโอกาสให้เจ้าได้ร้องขอความเมตตา! ฆ่ามัน!”
ฉินเฉินสะบัดมือออกคำสั่งพร้อมกับก้าวถอยหลัง ในทันใดนั้น บริวารของเขากว่าสามสิบชีวิตที่ห้อมล้อมอยู่หน้าหลังจ้าวอู่เจียงก็พร้อมใจกันเปิดฉากโจมตี
จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือด้วยสีหน้าเยือกเย็น หลี่หยวนเจิ่งชักกระบี่ออกมาจากฝัก กระบี่สีเขียวสาดประกายแวววาวในอากาศ ไม่ต่างจากใบไม้ร่วงหล่นในสารทฤดู พลังทำลายล้างจากตัวกระบี่กวาดผ่านไปรอบทิศทาง พุ่งเข้าใส่ร่างของศัตรูอย่างแม่นยำ ไม่ว่าคลื่นพลังจากกระบี่ของหลี่หยวนเจิ่งเคลื่อนผ่านไปยังบริเวณใด ร่างกายของผู้คนในบริเวณนั้นก็จะถูกสะบั้นขาดเป็นสองท่อน บ้างร่างกายขาดครึ่งเอว บ้างศีรษะหลุดออกจากบ่า ส่งผลให้โลหิตแดงฉานฉีดพุ่งทะลักไหลออกมาเนืองนอง
เศษเลือดเนื้อและสมองกระจัดกระจายเต็มพื้นและกำแพง เสียงกระบี่ร่วงหล่นกระทบพื้นดังต่อเนื่อง ฟังดูน่าขนลุกยิ่งนัก
หลี่หยวนเจิ่งพุ่งไปข้างหน้าพร้อมกับกระบี่ในมือซ้าย ยามฟาดฟันลงไป ก็ไม่เคยพลาดเป้าเลยสักครั้ง
ต้องไม่ลืมว่าคนผู้นี้ท่องยุทธจักรมานานหลายปี ย่อมต้องเคยเผชิญหน้ากับการต่อสู้ที่นองเลือดมามากมายนับไม่ถ้วน
เพียงลมหายใจเดียวเท่านั้น กลุ่มผู้โจมตีกว่าสามสิบชีวิตก็ถูกสังหารจนหมดสิ้น นี่คือความแข็งแกร่งของผู้ฝึกวิทยายุทธขั้นสี่ ในขอบเขตยอดยุทธ์
นี่หรือคือความน่ากลัวของขอบเขตยอดยุทธ์? จ้าวอู่เจียงได้ประจักษ์กับตาแล้ว ฉีหลินเคยพูดเอาไว้ว่ามือกระบี่สิบอันดับแรกแห่งยุทธจักรล้วนมีขั้นพลังอยู่ในระดับนี้ พวกเขาสามารถฆ่าคนตายตกได้ดั่งใบไม้ร่วงหล่น ขนาดขั้นที่สี่ยังน่ากลัวถึงเพียงนี้ แล้วผู้ฝึกวิทยายุทธขั้นที่สามจะน่ากลัวขนาดไหนกัน?
จ้าวอู่เจียงมีดวงตาเปล่งประกายระยิบระยับ
ร่างกายของฉินเฉินแปดเปื้อนด้วยโลหิตสีแดงฉาน ชุดสีขาวถูกย้อมกลายเป็นสีแดงเลือด ดวงตาจ้องมองแขนขาและอวัยวะมนุษย์ที่กระจายจมกองเลือดอยู่บนพื้นดิน หัวใจของฉินเฉินเต็มไปด้วยความสยดสยอง เขาสั่งให้ตัวเองวิ่งหนีไป แต่ร่างกายกลับแข็งค้างไม่ยอมขยับแม้แต่น้อย…
“ข้าจะไม่เปิดโอกาสให้เจ้าได้แก้แค้น ข้าจะไม่เปิดโอกาสให้เจ้าได้ร้องขอความเมตตา” จ้าวอู่เจียงกล่าวทวนคำพูดของฉินเฉินอย่างเย้ยหยัน
หลี่หยวนเจิ่งยกมือซ้ายขึ้น ไม่ต่างจากนักดนตรีกำลังบรรเลงเพลงพิณ เสียงคมกระบี่กรีดกรายในอากาศ เพียงพริบตาเดียวเท่านั้น คลื่นพลังจากตัวกระบี่ก็พุ่งทะลวงหน้าอกของฉินเฉินอย่างไร้ความปรานี
ฉินเฉินอ้าปากค้าง ในที่สุดก็รู้สึกสำนึกเสียใจ แต่มันก็สายเกินไปแล้ว เขาเงยหน้าขึ้น ก่อนจะล้มลงไปกระแทกกับกองเลือดบนพื้นอย่างแรง
หลี่หยวนเจิ่งเสียบกระบี่กลับเข้าฝัก หันกลับมาประสานมือคำนับจ้าวอู่เจียง
“น้องจ้าว ข้าเคยสัญญากับท่านไว้ในวันนั้น ว่าข้าจะทำหน้าที่ปกป้องไม่ให้มีผู้ใดมาทำอันตรายท่านได้”
“พวกเราไปกันเถอะ” จ้าวอู่เจียงพยักหน้าช้า ๆ
“เมื่อสักครู่นี้ ท่านกำลังบอกว่าหลี่ชางเฟิงเป็นอะไรกับท่านหรือ?”
หลี่หยวนเจิ่งมีสีหน้าเศร้าหมอง ดวงตาวูบไหวหมองหม่น
“เขาเป็นอาจารย์ของข้าเอง ข้าต้องออกมาจากสำนักของอาจารย์เพื่อจัดการเรื่องงานศพของมารดา แต่หลังจากที่ฝังศพมารดาเสร็จไม่กี่วัน ข้าก็ได้รับข่าวจากศิษย์น้อง… ว่าท่านอาจารย์… ท่านอาจารย์ถูกคนสังหาร… แม้แต่ซากศพก็ไม่มีเหลือ…”
“หลังจากนั้น ข้าก็ได้ข่าวว่ากระบี่มังกรฟ้าของท่านอาจารย์ถูกส่งต่อมาถึงหอการค้าเจียงตู่ ข้าจึงไปตามหากระบี่ของท่านอาจารย์ที่นั่น”
“ศิษย์น้องของท่านได้บอกหรือไม่ว่าผู้ใดเป็นคนสังหาร?” จ้าวอู่เจียงสอบถาม
หลี่หยวนเจิ่งส่ายหน้า
“คาดว่าอาจจะเป็นบุรุษไร้หน้าผู้เป็นมือกระบี่อันดับหนึ่ง แต่ก็ยังไม่แน่ใจ บางทีอาจจะมีเบาะแสทิ้งเอาไว้บนตัวกระบี่ก็เป็นได้… ศิษย์น้องของข้าอยู่กับท่านอาจารย์มาโดยตลอด หากนางได้ดูร่องรอยบนกระบี่มังกรฟ้า นางจะต้องพบเบาะแสอย่างแน่นอน รอให้นางมาถึงนครหลวงเสียก่อนเถอะ พวกเราคงได้ทราบคำตอบที่กำลังรอคอยเสียที”