ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 884 เห็นลมใช้หางเสือ*[1]
บทที่ 884 เห็นลมใช้หางเสือ*[1]
ผู้คนตระกูลหลู่และเหล่าอัจฉริยะแห่งสำนักเติมฟ้าต่างประหลาดใจ เมื่อครู่หลู่เฟิงยังพูดจาคุกคามจ้าวอู่หยาง แต่ทำไมลมหายใจต่อมาหลู่เฟิงถึงได้คุกเข่าต่อหน้าจ้าวอู่หยางได้เล่า?
ผู้ใดเขาขอบคุณสำหรับยาที่มอบให้ถึงขนาดนี้กัน?
เกิดอะไรขึ้นกันแน่?
สีหน้าหลู่เฟิงมีสีหน้าว่านอนสอนง่ายและจริงใจ แต่ในใจกลับปั่นป่วนดั่งคลื่นทะเล เขาถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เรื่องจริงหรือ?
เป็นเรื่องจริงจริงหรือ?
หลู่เสี่ยวจินกับจ้าวอู่หยางคบกันแล้วหรือ? ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้ยังไล่ล่าจ้าวอู่หยางอยู่หรอกหรือ?
ไล่ล่าไปไล่ล่ามาก็มาคบกันเสียแล้ว? เกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อใดกัน?
ทำไมเขาไม่รู้เรื่อง?
เป็นไปได้อย่างไร?
พี่สาวของเขา หลู่เฟิง หลู่เสี่ยวจิ่นน่ะหรือ?
เป็นไปได้อย่างไร?
จ้าวอู่หยางที่แสนธรรมดาสามัญ เป็นไปได้หรือว่าเขามีความสามารถบางอย่าง?
ธรรมดาเพียงนี้ทำได้อย่างไร?
สวรรค์! เขาคือพี่เขย ทั้งยังเป็นหลู่เสี่ยวจิ่นที่บอกเอง
แปลก!
แปลกจริง ๆ
น่าแปลกใจที่ก่อนหน้านี้เขารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง น่าแปลกใจที่พี่สาวเขาช่วยเหลือหลี่ฉวนจวิน ทุกสิ่งล้วนแปลก!
แต่ทำไมกัน?
เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร?
หรือจ้าวอู่หยางเคยมีเรื่องราวอะไรกับพี่เสี่ยวจิ่นมาก่อน?
หลู่เฟิงครุ่นคิดอย่างหนัก ไม่ว่าอย่างไรก็คิดไม่ออก แต่เมื่อได้สารจากพี่สาวของตน เขาก็โล่งใจที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว
หากเขายังคงกดดันและพูดจาเย็นชากับจ้าวอู่หยาง แม้พี่สาวจะไม่พูดอะไรต่อหน้า แต่คงจะ ‘เอ็นดู’ เขาสักยกภายหลัง
โชคดีที่เขามีฝีมือเหนือกว่า ฉลาดหลักแหลม หยั่งรู้จิตใจผู้คน ตอบสนองรวดเร็ว เลยแสดงความจริงใจได้มากพอ
คำกล่าวที่ว่า ใต้เข่าบุรุษมีทองคำ หลังจากที่ข้าถูกพี่เสี่ยวจิ่นตีสามวันห้าครั้งตอนเด็กเขาก็ไม่เชื่อแล้ว
การมีชีวิตอยู่ต่างหากที่จะทำให้ได้ทองคำ ส่วนทองคำใต้เข่าแตกก็แตกไปเถิด
จ้าวอู่เจียงโบกมือขวาเบา ๆ ส่งขวดยาลอยไปหาหลู่เฟิง แต่เดิมเขาตั้งใจจะมอบให้หลู่เสี่ยวจิ่นโดยตรง แต่สถานการณ์เช่นนี้ การมอบให้หลู่เฟิงคงจะดีกว่า เพราะอย่างไรเด็กคนนี้ก็ทำความเคารพอย่างยิ่งใหญ่แล้ว
ดวงตาของหลู่เสี่ยวจิ่นฉายแววจนใจ นางกระแอมสองครั้งเป็นสัญญาณให้หลู่เฟิงลุกขึ้น อย่าทำตัวเป็นจุดสนใจ
ดวงตาของหลู่เฟิงเบิกกว้างเมื่อได้ยินเสียงพี่สาว เขาพยักหน้าเบา ๆ แสดงว่าเข้าใจแล้ว
พอรับขวดยาหยกมาก็ตบอกตัวเองดังสนั่น แล้วกล่าวอย่างจริงใจว่า
“พี่จ้าว บุญคุณยิ่งใหญ่ไม่อาจขอบคุณได้หมดสิ้น หากภายภาคหน้ามีเรื่องใดที่ต้องการให้ข้าหลู่เฟิงช่วยเหลือ ขอท่านเอ่ยปาก!”
คนตระกูลหลู่และสำนักเติมฟ้าประหลาดใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เกิดอะไรขึ้นกันแน่ หลู่เฟิงผู้ไม่เกรงกลัวฟ้าดิน ยึดมั่นเสมอว่า… ไม่มีหลู่เสี่ยวจิ่น หลู่เฟิงยิ่งใหญ่ที่สุด
เหตุใดจึงเปลี่ยนท่าทีเร็วปานนี้
หลู่เฟิงถือยาเดินไปหาหลู่เสี่ยวจิ่นแล้วยื่นให้ด้วยสีหน้าเรียบร้อย ท่าทีว่านอนสอนง่าย
“พี่หญิง”
หลู่เสี่ยวจิ่นพยักหน้า บ่งบอดว่าภูมิใจในตัวน้องชายที่ดีของนาง
หลู่เฟิงซาบซึ้งจนแทบจะเอามือปิดปากร้องไห้
แต่ก็คิดขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เขานึกถึงพี่สาวหลู่เสี่ยวจิ่นส่งเสียงบอกทางจิตคงเป็นเพราะยังไม่อยากให้ผู้อื่นรู้
เช่นนั้นเขาก็จับได้ไล่ทันพี่สาวหลู่เสี่ยวจิ่นแล้วไม่ใช่หรือ?
ฮึ ๆ ถ้าเขาเอาเรื่องนี้ไปเผยแพร่… ปีหน้าวันนี้ก็จะเป็นวันครบรอบการตายของเขา
ความคิดวิ่งมาถึงตรงนี้ หลู่เฟิงชะงัก แล้วก้มหน้าพยักหน้างุด สีหน้ายิ่งเรียบร้อยขึ้น
ผู้คนจากตระกูลหลู่มองไปจ้าวอู่หยางด้วยสีหน้าผ่อนคลาย
พอดี เสียงที่ไม่กลมกลืนก็ดังขึ้น
หลี่เสวียนทงก้าวออกมาจากกลุ่มคนสำนักเติมฟ้า แล้วแค่นเสียงเย็นชาว่า
“บางคนไร้ยางอาย บางคนไม่รู้จักละอาย ศิษย์พี่หลู่เคยไว้ชีวิตเจ้าครั้งหนึ่ง แล้วยังมีน้ำใจช่วยเหลือญาติมิตรของเจ้า บัดนี้เจ้าถือยาทำท่าทีสูงส่งมาตอบแทนบุญคุณหรือ?”
“ช่างไม่รู้จักละอายเสียบ้าง! ยังกล้ารับการคุกเข่าขอบคุณจากคนไร้ยางอายอย่างเปิดเผยอีก?”
“หลี่เสวียนทง เจ้าอย่าได้ยุ่งเรื่องของผู้อื่น!” หลู่เฟิงจ้องมองหลี่เสวียนทง สายตาโกรธเกรี้ยว
หลี่เสวียนทงชอบอาศัยอำนาจรังแกผู้อื่น ปากจัด ทะนงตน หลู่เฟิงได้รับรู้ถึงสิ่งนี้อย่างลึกซึ้งในช่วงหลายปีที่อยู่ในสำนักเติมฟ้า
[1] เห็นลมใช้หางเสือ (见风使舵) เป็นสำนวนจีน หมายถึง รู้จักพลิกแพลงตามสถานการณ์