ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 890 จดจำวันนี้ไว้
บทที่ 890 จดจำวันนี้ไว้
โลกใบนี้มีหลายสิ่งที่ไม่อาจมองเห็นความจริงได้ในคราวเดียว
บางคนทำอะไร ผู้อื่นก็สามารถมองออกถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงได้
แต่บางคน สิ่งที่ผู้อื่นมองเห็นเป็นเพียงการปิดบังจุดประสงค์ที่แท้จริงเอาไว้
ผู้แข็งแกร่งมักทำสิ่งหนึ่งโดยมีข้ออ้างและคำอธิบายสองสามอย่างหรือมากกว่านั้น
จุดประสงค์ที่แท้จริงจะถูกซ่อนอยู่ในข้ออ้าง ไม่ก็ถูกปิดบังด้วยข้ออ้าง
เมื่อเรื่องหนึ่งมีคำอธิบายหลายอย่าง เรื่องนั้นก็จะกลายเป็นสิ่งที่สามารถรุกหรือถอยได้ กลายเป็นสิ่งที่คลุมเครือ กลายเป็นสิ่งที่ถูกคาดเดา และกลายเป็นสิ่งที่ยากจะหยั่งถึง
ผู้ที่มองไม่เห็นจะกล่าวว่า เรื่องนี้ทำให้สับสน ส่วนผู้ที่มองเห็น จะนิ่งเงียบ
อย่างจิตรกรหลู่จง เขาสวมหน้ากากใหม่ วาดภาพไก่จิกข้าวเปลือกบนเทือกเขาชิงซาน แสดงความปรารถนาและความชื่นชอบในชีวิตที่สงบสุข
แท้จริงแล้ว เขาอาจกำลังรำลึกถึงคนรู้จักที่ฝึกฝนมาสองปีครึ่ง ผู้มีพรสวรรค์ในการร้องเพลงและร่ายรำ
หรืออีกนัยหนึ่ง เขาอาจใช้ภาพปกป้องใครบางคน
อย่างนักบวชผู้ทรงศีลรูปหนึ่ง ในฐานะเจ้าอาวาสของวัดโบราณ เขาได้มอบลูกประคำหนึ่งเม็ดให้แก่หมาป่าเดียวดายที่เดินทางมาไกล
แสดงให้เห็นถึงความเมตตาของผู้ที่อยู่ในพุทธศาสนา เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งล้วนมีจิตวิญญาณ
บางทีท่านอาจไม่ได้คิด หรืออาจจะคิดไว้แล้วว่า
วันหนึ่งลูกประคำเม็ดนั้นจะช่วยชีวิตหมาป่าเดียวดายและสหายของมันที่ถูกทุบตีไล่ล่า
หมาป่าและม้าที่ควรจะตายในดินแดนหลิงซีกลับล้มลงริมแม่น้ำสายหนึ่งในดินแดนเทียนเป่า โดยไม่ตั้งใจได้เข้าไปในดอกบัวที่ล่องลอยอยู่เพียงลำพัง
ชาวโลกต่างรู้ว่าชีวิตมีสองส่วน คุ้นเคยกับคำพูดที่ว่าฟันเฟืองแห่งโชคชะตากำลังหมุนวน
แต่มีน้อยคนนักที่จะคิดลึกซึ้งว่า ผู้ใดกันผลักดันให้ฟันเฟืองแห่งโชคชะตาหมุนไป
……
“แย่แล้ว จะไหลออกมาแล้ว!”
หญิงสาวร้องเสียงดัง ยื่นมือจับสิ่งที่แข็งแกร่งไว้แน่น
ของเหลวข้นเหนียวสีเหลืองเปรอะเปื้อนมือบอบบางทั้งสองข้างของนาง
นางครางเบา ๆ ไฝที่หางตาสั่นไหว ก่อนจะเลียของเหลวบนฝ่ามือแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
มีกลิ่นหอมสดชื่น รสหวานอ่อน ๆ และคาวเล็กน้อย
แต่แล้วนางก็นึกหงุดหงิด สะบัดมือแรง ๆ ทำให้ชายเสื้อพลิ้วไหว
นางคว้าไม้แข็งขึ้นมาอีกครั้ง แล้วค่อย ๆ ดันเข้าไป
เสียงดังขึ้นเป็นจังหวะในลานบ้านเล็ก ๆ
ของเหลวข้นเหนียวที่มีสีเหลืองอ่อน ๆ มีมากขึ้นเรื่อย ๆ
หญิงสาวรูปโฉมงดงามผู้นี้คือ มู่เชียนเชียน ผู้ถูกบังคับให้หลบซ่อนอยู่ในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก
ตอนนี้นางกำลังบดถั่วเหลืองคั้นน้ำเต้าหู้
ถั่วเหลืองเติบโตบนผืนดินสีเหลือง ส่งผลให้น้ำเต้าหู้ที่เพิ่งบดและยังไม่ได้ต้ม นอกจากจะมีกลิ่นหอมแล้วยังมีกลิ่นคาวของดินถั่ว
หินบดหมุนไม่หยุด น้ำเต้าหู้ยิ่งบดก็ยิ่งมากขึ้น
มู่เชียนเชียนเหนื่อยแล้ว นางปล่อยมือทั้งสองที่จับด้ามไม้ของหินโม่ ร่างอ่อนช้อยพิงด้ามไม้อย่างเกียจคร้าน
นางไม่ได้สวมใส่อาภรณ์งดงามหลวม ๆ ที่พลิ้วไหวดั่งเซียนอีกต่อไป บัดนี้นางสวมเพียงเสื้อผ้าป่านหยาบ เผยรูปร่างที่แท้จริงอันงดงามอ่อนช้อย
ความนุ่มนวลอวบอิ่มด้านหน้าแนบชิดกับด้ามไม้ นางก้มหน้า ผลักด้ามไม้เดินไปมาอย่างหมดแรง บดถั่วเหลืองทำน้ำเต้าหู้
ถ้าเลือกได้นางก็ไม่อยากต้องมาเหนื่อยเช่นนี้ แต่นางถูกกักขังอยู่ในหมู่บ้าน อีกทั้งยังถูกผนึกพลัง อาหารธรรมสามามัญคือสิ่งที่นางกิน
เพื่อไม่ให้หิวโหย ต้องลงมือทำเองด้วย
ภายในลานเล็ก ๆ ไม่ใช่ว่าไม่มีสิ่งอื่นให้กิน
มีทั้งทุ่งหญ้าเขียวนอกรั้ว กบเล็ก ๆ ในสระน้ำ
แต่นางคงกินหญ้าไม่ได้หระมัง? ยิ่งไม่อาจกินกบได้ด้วยไม่ใช่หรือ?
สระมีแต่สาหร่ายน้ำเต็มไปหมด แม้แต่ปลาสักตัวก็ไม่มี
ทั้งหมดเป็นการจัดการของท่านอาจารย์
ให้นางไปอยู่อย่างปลีกวิเวก ขัดเกลาจิตใจจนกว่ารู้แจ้งในวิชาความรู้ หลบหนีเคราะห์กรรมอันใหญ่หลวง
และการจัดการเช่นนี้ของท่านอาจารย์ก็เป็นไปตามคำสั่งของอาจารย์ของท่านอาจารย์ หรือก็คืออาจารย์ปู่ของมู่เชียนเชียน
เขากล่าวว่า มู่เชียนเชียนหลงเข้าไปในสถานการณ์ใหญ่ของฟ้าดิน ชะตาชีวิตพลิกผัน บทสรุปจะจบลงด้วยความตายอันน่าสยดสยอง
หากไม่อยากตายอย่างทรมาน หลีกเลี่ยงภัยพิบัติที่ชะตาลิขิต มู่เชียนเชียนต้องซ่อนตัว
ส่วนจะต้องหลบซ่อนไปถึงเมื่อไหร่ ทั้งท่านอาจารย์และท่านอาจารย์ปู่ไม่ได้บอกชัดเจน พอนางถามก็เพียงแต่ถอนหายใจ…
ช่างเหลวไหลสิ้นดี! มู่เชียนเชียนนึกถึงเหตุผลแล้วก็ได้แค่นเสียงด้วยความโกรธ
ด้ามไม้ของหินบดกดลงบนสองเต้านูนเต่งจนเป็นรอยบุ๋ม ทว่านางไม่สนใจ…