ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 914 การไล่ล่าและปิดล้อม
บทที่ 914 การไล่ล่าและปิดล้อม
จูกัดชื่อได้เตือนเซี่ยวไป๋ให้ระวังตัวจากเจ้าอู่หยาง อย่าได้ล่วงเกินเขาโดยเด็ดขาด
ดูเหมือนจะเป็นเพียงคำเตือนด้วยความหวังดีจากญาติผู้พี่ในฐานะรองประมุขของหอสมบัติหมื่นวัตถุ
แต่แท้จริงแล้วเป็นการส่งสารลับอย่างแยบยล
นั่นคือการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญที่หอสมบัติหมื่นวัตถุมอบให้จ้าวอู่หยาง!
หาไม่ แม้จ้าวอู่หยางจะมีภูมิหลังยิ่งใหญ่เพียงใด หอสมบัติหมื่นวัตถุก็เพียงเกรงกลัว แต่จะไม่สนใจ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการทุ่มเททรัพยากรมหาศาลเพื่อส่งข้อความเข้าไปในดินแดนลับเต๋อเหลียน ผู้คนที่มีภูมิหลังไม่ธรรมดามีอยู่มากมาย แต่มีผู้ใดเคยทำให้เขา จูกัดเซี่ยวไป๋ ได้คำเตือนบ้างหรือไม่?
การที่จูกัดชื่อส่งสารมาอย่างกะทันหันแสดงให้เห็นว่า จูกัดชื่อมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับจ้าวอู่หยาง หรือพูดอีกนัยหนึ่งก็คือ จูกัดชื่อมีความสัมพันธ์อันลึกซึ้งกับผู้ที่อยู่เบื้องหลังจ้าวอู่หยาง
แล้วจูกัดชื่อเป็นผู้ใด?
เขาก็แค่เป็นญาติผู้พี่คนหนึ่งของจูกัดเซี่ยวไป๋ เป็นคนอ้วนท้วนอัธยาศัยดี เป็นเพียงนักบำเพ็ญเพียรธรรมดา ๆ คนหนึ่งเท่านั้น
แต่นักบำเพ็ญเพียรธรรมดาผู้นี้ได้บรรลุถึงขั้นจัดพรรดิระดับเก้าแล้ว ในยุคที่ผู้สูงสุดไม่ออกโลก เขาก็เป็นหนึ่งในผู้มีอำนาจสูงสุดในวงการบำเพ็ญเพียร แต่นั่นเป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลที่จูกัดเซี่ยวไป๋เลือกจะช่วยเหลือจ้าวอู่หยาง
ส่วนอีกเหตุผลก็เป็นดังที่เขาอวดอ้างไว้ เขามองจ้าวอู่หยางเป็นเสมือนสหายครึ่งหนึ่ง
แม้จีปอฉางจะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่ง แต่เขาก็มองทะลุปรุโปร่ง
เขามองออกว่าจีปอฉางเป็นคนแบบใด บางแง่มุม เขายังสามารถควบคุมจีปอฉางได้
แต่กับจ้าวอู่หยางไม่ใช่ เขามองไม่ออกว่าจ้าวอู่หยางเป็นคนเช่นไร เช่นเดียวกับคำว่า ‘ไม่ทราบ’ ที่ปรากฏอยู่ในสารหลาย ๆ ที่สิ่งที่มองไม่เห็นหมายถึงความลึกลับ
หลายปีมานี้เขาไม่เคยเห็นความลึกลับในตัวผู้ที่มีอายุเท่ากันเลย
ไม่ใช่ บางทีอาจไม่ใช่คนวัยเดียวกัน เพราะจ้าวอู่หยางอาจเป็นผู้ที่หลงทางข้ามผ่านกาลเวลาอันยาวนานมา โดยไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใด
จูกัดเซี่ยวไป๋จึงไม่ลังเลที่จะทรยศจีปอฉาง
จริง ๆ จะบอกว่าทรยศก็ออกจาะเกินไป พูดให้ถูกต้องคือ เขาไม่เคยคิดจะช่วยจปอฉาง นอกจากนี้เขามองเห็นศักยภาพในตัวของจ้าวอู่หยางและต้องการลงทุนกับจ้าวอู่หยาง
หลักการทำธุรกิจของเขาจูกัดเซี่ยวไป๋คือ มุ่งแต่ผลกำไร ส่วนกฎในการดำเนินชีวิตต้องคอยสังเกตสถานการณ์และปรับตัวให้เข้ากับกระแส
ไม่อย่างนั้น เหตุใดเขาจึงได้รับการขนานนามว่า เป็นผู้นำของหอสมบัติหมื่นวัตถุของอาณาจักรเซียนหลินตงอี้เล่า?
……
“เจ้าหาข้าพบได้อย่างไร?” ชั้นที่สิบหกของดินแดนลับเต๋อเหลียน จ้าวอู่เจียงจับร่องรอยของจางเต๋อลู่ได้ จางเต๋อลู่จ้องมอง จ้าวอู่เจียงเขม็ง ใบหน้าชราไร้ซึ่งความเมตตาและเต็มไปด้วยความตกตะลึง
จางเต๋อลู่ไม่คาดคิดเลยว่า กลอุบายที่เขาเลือกจังหวะเวลาอย่างดีจะถูกทำลายลงรวดเร็วเช่นนี้
ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยคิดว่าตนเองที่ต้องการจะใช้กลลวงจะถูกจ้าวอู่เจียงจับได้
เขาคิดว่าตนเองซ่อนตัวได้อย่างไร้ที่ติแล้ว แต่กลับถูกจับร่องรอยได้เสียอย่างนั้น
จางเต๋อลู่ไม่เหลือรูปลักษณ์ผอมบางดังเช่นในอดีตแล้ว อีกทั้งไม่เหลือท่าทีที่เปี่ยมด้วยความเมตตาและความสงบสุขอีกต่อไปชุดเต๋าสีน้ำเงินเข้มเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือดที่ล้างไม่ออก เป็นสีแดงคล้ำไปทั้งผืน ปิ่นปักผมหายไปที่ใดก็ไม่ทราบ ผมเผ้ายุ่งเหยิง สภาพอเนจอนาถมอมแมม
ใบหน้าเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกตกใจ แววตาเต็มไปด้วยความสงสัย ราวกับต้องการรู้ความจริงก่อนตายอย่างกระจ่างแจ้ง เขารอคอยให้จ้าวอู่หยางเปิดเผยความจริง
ความตกใจเป็นของจริง ความสงสัยก็เป็นของจริง ทว่าความตื่นตระหนก…ไม่จริง
เขากำลังถ่วงเวลาเรียกบรรดาผู้ใต้บังคับบัญชามา
ผู้ใต้บังคับบัญชาเหล่านี้ล้วนเป็นวิญญาณที่เขาเรียกมาด้วยวิชาที่คิดค้นขึ้นเองในพระราชวังเร้นลับของเต๋อเหลียน สิ่งมีชีวิตประหลาดมีมากมายเหลือเกิน แทบทั้งหมดเป็นวิญญาณอาฆาต การใช้วิชานี้เพื่อเปลี่ยนพวกมันให้เป็นเทพแห่งความมืดชั่วคราวง่ายดายเหลือเกิน
จ้าวอู่เจียงกล่าวนิ่ง ๆ มือทั้งสองซุกอยู่ในแขนเสื้อ รอบกายในรัศมีสามฉื่อเต็มไปด้วยเสียงลมปั่นป่วน ฟ้าร้อง และสายฟ้าที่กำลังรวมตัวกัน
เขากล่าวเรียบ ๆ ว่า
“ยังไม่เสร็จอีกหรือ?”
จางเต๋อลู่ใจถอนหาย แต่พยายามทำท่าทีสงบนิ่ง “ดี”
“ดีอะไรกัน? วิญญาณร้ายน่ะสิไม่ว่า” จ้าวอู่เจียงยิ้มกว้าง เหมือนเด็กหนุ่มที่สดใสราวกับแสงอาทิตย์
“ข้าอยากเห็นว่าเจ้าจะเปลี่ยนดวงวิญญาณที่แตกสลายและวิญญาณอาฆาตเหล่านี้ให้กลายเป็นวิญญาณร้ายที่สามารถใช้งานได้อย่างไรกันแน่”
จางเต๋อลู่ตกใจ คิ้วหนาของเขาขมวดเข้าหากัน สีหน้าดุดันแต่ภายในกลับหวาดกลัว
“ช่างบ้าบิ่นนัก!”
“หากเจ้าไม่รีบ ข้าจะฆ่าเจ้าเสียเดี๋ยวนี้”
แววตาจ้าวอู่เจียงลึกล้ำ สายตาของเขามองไปทางใด ทุกที่ล้วนถูกปิดกั้น จางเต๋อลู่ไม่อาจหนีรอดไปได้ต่อใหเเขาจะมีปีก