ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า - บทที่ 921 บ้านใดมีผู้อาวุโส ย่อมเหมือนมีสมบัติล้ำค่า
- Home
- ข้านี่แหละขันทีอันดับหนึ่งในใต้หล้า
- บทที่ 921 บ้านใดมีผู้อาวุโส ย่อมเหมือนมีสมบัติล้ำค่า
บทที่ 921 บ้านใดมีผู้อาวุโส ย่อมเหมือนมีสมบัติล้ำค่า
นับตั้งแต่ที่หลี่ฉวนจวินได้พบจ้าวอู่เจียงอีกครั้ง เขาได้เห็นจ้าวอู่เจียงที่คุ้นเคยแต่ก็แปลกตาไป เต็มไปด้วยหมอกควัน ความอบอุ่นละมุนเหมือนหยกในอดีตเลือนหายไป กลับมีความดื้อรั้นมากขึ้น กลิ่นอายของความชั่วร้ายทวีความหนักหน่วง
การเปลี่ยนแปลงอาจเป็นเรื่องดี
ทว่าจ้าวอู่เจียงสูญเสียความมุ่งมั่นในอดีตำแล้ว
จ้าวอู่เจียงในวันวาน ไม่ต้องการอะไรมาก เพียงอยากเป็นขุนนางธรรมดา ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและมีความสุขกับเหล่าสตรีผู้เลอโฉม
แม้จะเรียบง่าย แต่ก็เป็นความทะเยอทะยาน ตอนนั้น เขาสามารถมองเห็นความหวังและความฝันสำหรับอนาคตของตนได้
จ้าวอู่เจียงในเวลานั้นเปี่ยมไปด้วยความฝัน ทำให้ผู้คนรอบข้างสามารถรู้สึกเชื่อมโยงกับเขา เข้าถึงเขา
ทว่าความฝันของเขาแตกสลาย สลายไปพร้อมกับโลกที่พังทลายลง
สิ่งที่จ้าวอู่เจียงทำตอนนี้ล้วนแต่เป็นไปตามสัญชาตญาณ อาจเป็นเพราะความเสียใจในอดีต ความไม่พอใจที่ยังค้างคาใจกับความอ่อนแอของตนเองคราวนั้น
ความคิดของเขาจึงหยุดอยู่ที่จุดสิ้นสุดของการแก้แค้น
หลี่ฉวนจวินเคยถามจ้าวอู่เจียงหลายครั้งว่า หลังจากออกจากดินแดนลับเต๋อเหลียนแล้ว เขาคิดจะทำอย่างไรต่อไป
จ้าวอู่เจียงตอบว่า ‘ตามหาภรรยากับลูก และแก้แค้นหนี่ผูซา’
และไม่มีอะไรต่อจากนั้น
หลี่ฉวนจวินไม่ได้สนใจเรื่องหมอกควันที่ปกคลุมตัวศิษย์หลานและเพื่อนเก่า เขาเพียงสนใจว่าจ้าวอู่เจียงกำลังสูญเสียพลังใจไปโดยไม่รู้ตัว
“เมื่อไหร่กันที่ข้าถูกฝุ่นจับ?” จ้าวอู่เจียงขมวดคิ้วแน่นแล้วหัวเราะออกมาอย่างโล่งอก
เขานึกถึงคืนนั้นที่หลับนอนข้างหยินเถาเอ๋อร์
วันนั้นเขาฝันสองครั้ง
และได้ตระหนักว่า นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ฝัน ยิ่งก้าวเข้าสู่การฝึกฝน ยิ่งฝันน้อยลง แต่ตอนนั้นเขากลับฝันติดกันสองครั้ง…เป็นเพราะอะไรกัน?
ความฝันแรก คือความต้องการที่จะรู้ความจริง
ส่วนความฝันที่สอง คือความปรารถนาลึก ๆ ในใจของเขา คือความคาดหวังต่ออนาคต
เขาหวังว่าวันหนึ่ง ทุกสิ่งจะจบลง ศัตรูถูกกำจัด คนใกล้ชิดกลับมารวมตัวกัน และเขาจะสามารถใช้ชีวิตธรรมดาอย่างสงบสุขได้
ไม่ว่าจะเป็นชีวิตที่เรียบง่ายหรือร้อนแรง ขอเพียงทุกอย่างสงบสุข ไม่มีผู้ใดรบกวน
แต่ช่วงเวลาที่ผ่านมาเขาจมอยู่กับอดีต สัญชาตญาณได้กดทับความคาดหวังต่ออนาคตของเขาไว้
ทว่าความฝันเกิดขึ้น เพราะจิตใต้สำนึกของเขายังคงปรารถนาเสมอ
แม้เหมือนเป็นเพียงฝันประโลมใจ แต่แท้จริงเป็นความปรารถนาที่ฝังลึกอยู่ภายในใจ ความปรารถนาที่วันหนึ่งทุกอย่างจะสงบสุข เขาจะได้โอบกอดคนรัก และทุกอย่างจะราบรื่น
หลี่ฉวนจวินมองจ้าวอู่เจียงที่ดูเหมือนจะไม่เปลี่ยนไปเลย แต่กลับยิ่งส่องประกายสดใสมากขึ้น เขาหัวเราะออกมาอย่างเต็มที่
“เจ้าคิดสิ่งใดอยู่? เจ้าต้องการอะไร?” เขาถาม
“เฮ้อ…” จ้าวอู่เจียงถอนหายใจยาว เอนหลังพิงพนักเก้าอี้แล้วตอบว่า
“ภรรยา ลูก และบ้านที่อบอุ่น”
“กี่คน?” หลี่ฉวนจวินถามหยอกล้อ พร้อมด้วยรอยยิ้มที่รู้กันในหมู่บุรุษ
“ข้าคงต้องนับดู” จ้าวอู่เจียงกางมือทั้งสองข้างออกมา
หลี่ฉวนจวินส่ายหน้าอย่างขบขัน
“เด็กหนุ่มไม่รู้จักยับยั้งใจ…” เขาว่า
“พอแก่แล้วค่อยรู้ว่า…” จ้าวอู่เจียงรับคำต่อ “สมควรปล่อยตัวตั้งแต่แรก”
“ฮ่า ๆๆๆ” หลี่ฉวนจวินหัวเราะเสียงดัง
“นี่แหละตัวเจ้า เป็นอิสระ ไม่รู้ฟ้าสูงแค่ไหน แผ่นดินลึกเพียงใด มีสตรีมากมายสักเท่าไร เจ้าก็ยังคงลุยไปได้ทุกทิศ”
จ้าวอู่เจียงหัวเราะตาม
“อ๋อ? ข้าเคยเป็นแบบนั้นหรือ?”
“เจ้าตอนนี้ก็เป็นเช่นนั้น ไม่ต่างจากแต่ก่อน” หลี่ฉวนจวินโล่งใจ การเปิดใจของเขาทำให้เขาได้เห็นจ้าวอู่เจียงที่มีชีวิตชีวาแบบเดิมอีกครั้ง
เขาดีใจจริง ๆ
เขาระบายความรู้สึกด้วยการท่องบทกวีที่จ้าวอู่เจียงเคยกล่าวไว้
“เจ้าเคยบอกไว้ว่า ชีวิตไม่ได้มีเพียงหิมะขาวสองกองเบื้องหน้า แต่ยังมีทุ่งนาเปียกชื้นรออยู่”
“ปัง!”
จ้าวอู่เจียงกำลังจะหัวเราะ แต่ประตูกลับถูกผลักเปิดออกเสียก่อม ทั้งยังถูกผลักอย่างแรงเสียด้วย
เซวียนหยวนจิ้งในชุดคุณชายรูปงามกับหลินหลางที่ดูอ่อนหวานราวหยก พวกนางก้าวเข้ามาในห้อง
“หลี่ฉวนจวิน เมื่อครู่เจ้าเหมือนพูดว่าเขามีสตรีมากมาย เจ้าบอกข้ามา นอกจากพวกเรา เขายังมีสตรีใดอีก” เซวียนหยวนจิ้งพัดพับสะบัดไปมา นางยืนอยู่หลังหลี่ฉวนจวิน สายตาน่ากลัวจ้องเขม็ง “บอกทั้งหมดที่เจ้ารู้มาเสีย”
พวกนางแอบฟังอยู่ตลอด? แล้วยังจับใจความได้แบบนี้อีก? จ้าวอู่เจียงทำหน้าตาเหมือนลูกแมวหงอย เต็มไปด้วยความสิ้นหวังในชีวิต